รัก ฝัน อาหาร เชฟ [My Chefs - อนุสรณ์ ติปยานนท์]
“ความรัก และเรื่องราวของความรัก
มีเสน่ห์เหลือร้ายเสมอ”

รักแบบคนรักก็ใช่
แต่รัก และหลงใหลในอาหารก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น...

—————————————-
My Chefs - อนุสรณ์ ติปยานนท์
—————————————-
บันทึกของคนรักอาหารที่ชวนคุณมองลึกไปถึงความน่าหลงใหลของการปรุง การปลูก และการปรับอาหารการกินเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่ดีกว่า และชีวิตที่ดีกว่าของคุณเองด้วย
ที่สำคัญอ่านคำบรรยายถึงอาหารแล้วรับรองว่าจะต้องหิว!
—-
.
หนังสือเล่มสวยขนาดกระทัดรัดเล่มนี้ อัดแน่นไปด้วย ‘ความรัก’ ในศาสตร์ของการปรุงอาหารที่เข้มข้น จริงจัง และจริงใจ
จนแทบจะได้กลิ่นชวนน้ำลายสอโชยมาจากหว่างบรรทัด
.
หากจะเขียนถึงหนังสือเล่มนี้ในลีลาที่ใกล้เคียง คงต้องเริ่มที่ว่า เราพบกันครั้งแรกที่ Kinokuniya สาขาใหญ่ที่กินพื้นที่มากมายบนชั้นสามของห้างสยามพารากอน หนึ่งนิมิตหมายอันดีว่าร้านหนังสือยังมีพื้นที่บนโลกที่สื่อกระดาษต่างก็ทยอยกันปิดตัว
จากชื่อเสียงของคนเขียนใน ‘ลอนดอนกับความลับในรอยจูบ’ ผนวกกับความสนใจด้านอาหารของเราที่ผุดขึ้นมาเป็นพักๆ ทำให้แบงก์ร้อยสามใบถูกแปรสภาพไปเป็นหนังสือที่เราหอบหิ้วขึ้นมินิบัสมุ่งหน้ากลับบ้าน
ทั้งๆ ที่ปกติเราเป็นคนเมารถง่าย คราวนี้หน้าหนังสือกลับถูกเปิดไปเรื่อยๆ โดยไร้เงาของอาการวิงเวียน
.
คนเขียนพาเราเดินทางจากหลังเตาถ่านในครัวของคุณย่า ไปสู่ถนนแชริงครอสในลอนดอน
(ที่เราเคยได้ทำความรู้จักแล้วครั้งหนึ่งจากหนังสือ 84 Charing Cross Road ของคุณ Helene Hanff ที่ซื้อมาจากแถวพิคาดิลลีไม่ใช่แชริงครอส)
เมืองกาสีในลาว รวมถึงที่อื่นๆ
.
ในสี่สิบบท เราได้ร่วมเป็นพยานถึงการเติบโตบนเส้นทางสายอาหารจากมุมมองของคนเขียน
นับตั้งแต่วัยที่เริ่มเรียนรู้ในสิ่งที่หลงใหลไปจนถึงวันที่สิ่งนั้นกลายเป็นส่วนใหญ่ส่วนสำคัญในชีวิต
และวันที่มองย้อนกลับไปถึงต้นรากของชิ้นส่วนนั้น
เราเฝ้ามอง และราวกับว่าได้เติบโต ได้เรียนรู้ไปด้วยกัน
.
เป็นอีกครั้งที่เรื่องเล่าถึงสิ่งที่รักและหลงใหลทำให้เรามองประกายชีวิตในตัวอักษรด้วยดวงตาเป็นประกาย
หน้าสุดท้ายของหนังสือถูกเปิดอ่านและปิดลงในโรงพยาบาลที่เราเกิด และใช้ชีวิตปิดเทอมส่วนใหญ่อยู่ในนั้น
คลาสเรียนเรื่อง circular economy, sustainable development และ สัมมนาทางการเกษตรที่พาเราไปเจอผู้ผลิตอาหาร รวมถึงคนที่คืนถิ่นมาหาความสงบใจ ความสับสนของวัยที่กำลังเลือกเส้นทางในชีวิต
นานาสิ่งที่วนเวียนอยู่ในหัวนอนก้นลงอีกครั้ง
เหมือนน้ำในตุ่มที่แกว่งให้ตกตะกอนด้วยสารส้ม
.
บทสรุปไม่เคยเปลี่ยนหรอก
เหมือนที่เราเองก็เขียนถึงมันหลายต่อหลายครั้งบนสื่อออนไลน์
อย่างที่คนที่บ้านเฝ้าบอก
และอย่างเดียวกับที่รู้แก่ใจ
.
ชีวิตคือการผจญภัยในทุกวัน จงเก็บเกี่ยวปัจจุบันเพราะมันจะไม่หวนย้อน
จงคว้าจับทุกโอกาส มีชีวิตแบบที่ตัวเองใฝ่ฝันในวันนี้เลยไม่ต้องรอฤกษ์ยาม
เลือกทำในสิ่งที่ตนหลงใหล ชุบชูหัวใจ และเห็นว่างดงาม
.
อย่างที่คนเขียนว่าไว้

“ผมพบว่าการอยู่กับปัจจุบันเป็นคำตอบที่เรียบง่าย และทรงพลังที่สุด
“การเลือกสิ่งที่เรารัก และลงมือทำวันต่อวันอย่างไม่ต้องกังวล ไม่ต้องเร่งรีบ
สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะเกิดดอกออกผลเมื่อไรก็เป็นเรื่องหนึ่งนะ แต่การที่เราอยู่กับมันแบบหมดจิตหมดใจกลับเป็นสิ่งสำคัญกว่า...
เราเติบโตจากมัน มีชีวิตที่ดีหรือเรียนรู้จากมัน เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ”
.
จริงอย่างที่ไคลน์บอกไว้
“...หลายสิ่งที่สูงส่งและดูดีมากๆ นั้นทำได้ยากเหลือเกินในชีวิตจริง”
.
แต่ไม่เป็นไรหรอกจริงไหม
หาก ‘ความรัก’ และจริงจังใน ‘อาหาร’ สามารถนำพาคนคนหนึ่งไปได้ไกลแสนไกล แถมยังมีพลังแรงเหลือมาส่งต่อให้คนอ่านอีก
.
’ความรัก’ ของเราก็คงพาเราไปในจุดที่เราพอใจเช่นกัน หรืออย่างน้อยเราก็เชื่อเช่นนั้น
...ในวินาทีนี้.




ติดตามผลงานอื่นๆ ได้ที่
FB page: Blue black cat - แมวดำสีน้ำเงิน
fb.me/ablueblackcat

SHARE
Written in this book
เม็ดทรายในกำมือ
เม็ดทรายของประสบการณ์ที่ชีวิตวาดผ่าน และหลงเหลืออยู่ตามร่องนิ้วแห่งความทรงจำ.
Writer
BlueBlackCat
แมวดำสีน้ำเงิน
A Black Cat in the Middle of Nowhere

Comments