6 ความเข้าใจผิด..ในการทำงาน
ก่อนจะคิดว่า “เราคิดผิดหรือคิดถูกที่มาทำงานที่นี่” ลองเปลี่ยนเป็นถามตัวเองว่า “เรามีวิธีคิดที่ถูกต้องหรือยัง” อาจมีทัศนคติบางอย่าง ที่ทำให้เราไม่ก้าวหน้า ไม่เติบโตในหน้าที่การงานก็ได้นะ เติบโตที่ว่า ไม่ใช่แค่เรื่องตำแหน่งหน้าที่ เงินเดือนที่สูงขึ้น แต่หมายถึงความคิด ทัศนคติ และทักษะที่ควรจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่อีกด้วย 

เรามาดูกันว่า เรามีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการทำงานเหล่านี้บ้างไหม เพราะถ้าเราเข้าใจผิด ชีวิตในการทำงานของเราก็เท่ากับขาดทุน ทำงานนานแค่ไหน ความสำเร็จไม่เข้าใกล้ ความสุขก็เหลือน้อยลงเต็มที

1. คาดหวังสูง ว่าจะดี
บัณฑิตที่จบใหม่ เปลี่ยนสถานะจากนักศึกษามาเป็นน้องใหม่ในที่ทำงาน ยังไม่เคยเห็นโลกของการทำงานที่แท้จริง บางคนก็คาดหวังไว้สูงว่า ที่ที่มีสภาพแวดล้อมดี มีชื่อเสียง จะทำให้เราก้าวหน้าในที่ทำงาน หัวหน้าและเพื่อนร่วมงานต้องดี ดีทุกอย่าง หรือคนที่ย้ายที่ทำงาน เปลี่ยนงานไปอยู่ในสายงานที่ชอบ ทำงานที่คิดว่าใช่ หรือออกจากงานเพราะมีปัญหาในที่ทำงานเก่า ก็มักจะคาดหวังและอดเปรียบเทียบกับที่ทำงานเก่าไม่ได้ ว่าที่เดิมกับที่ใหม่ ที่ไหน หัวหน้าดีกว่า เพื่อนร่วมงานน่ารักกว่า หรือบรรยากาศในที่ทำงานดีกว่ากัน

และเมื่อมันไม่ได้เป็นไปอย่างที่คาดหวัง หัวหน้าที่ทำงานเก่าเอาใจใส่มากกว่า หรือทำงานที่เก่าแล้วสบายใจกว่า ก็ผิดหวังไปตามๆ กัน การเปรียบเทียบและคาดหวัง ทำให้เราไม่มีความสุขกับปัจจุบันเท่าที่ควร

ลองมองหาข้อดีในที่ทำงานปัจจุบัน โดยไม่เอาที่ทำงานเก่ามาเปรียบเทียบกับที่ทำงานปัจจุบันให้เสียเวลา เพราะนั่นคนละสถานที่ คนละคน คนละสถานการณ์ เหมือนกับการเปลี่ยนคนรัก ถ้าเรามัวแต่คอยเปรียบเทียบว่า คนเก่ากับคนใหม่ใครดีกว่า และก็คาดหวังว่า คนใหม่ต้องดีกว่า ก็อาจทำให้เราผิดหวังมาก สิ่งสำคัญที่เราต้องทำ คือ มองโลกตามความเป็นจริง มีอะไรดี ไม่ดีในที่ทำงาน ไม่สำคัญเท่า เราดี..ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ปรับตัวให้เข้ากับที่ทำงาน แต่ก็ไม่ใช่ว่าต้องกลืนตัวเองไปเป็นคนแบบเดียวกับที่ทำงาน จนไม่มีจุดยืนเป็นของตัวเอง ความเป็นตัวของตัวเองก็ยังต้องรักษาไว้ แต่ก็ยืดหยุ่นได้เพื่อให้เราเข้าใจกัน


2. เลือกเอาใจ ให้ได้ใจ
คนที่ชอบประจบ เอาใจ เพื่อให้ได้สิ่งที่เขาต้องการ ในใจลึกๆ เขาต้องการการยอมรับ ต้องการได้รับการโปรโมท เลื่อนขั้น แต่ใช้วิธีการที่ไม่ตรงไปตรงมา คือ แทนที่จะตั้งใจทำงาน สร้างผลงานให้ดี กลับใช้วิธีเอาใจ ให้ของ ซึ่งวิธีการแบบนี้จะใช้ไม่ได้ผลกับคนที่ตรงไปตรงมา มองคนออก ชอบที่ผลงาน แต่จะใช้ได้ผลกับคนที่มีลักษะแบบเดียวกันเท่านั้น

สุดท้าย..เมื่อเวลาผ่านไปคนประเภทนี้จะเป็นอย่างไร อาจได้รับการโปรโมทเป็นครั้งคราว เพราะแรกๆ เขาก็ทำงานดี แต่พอเขาเข้าใจผิดว่า ไม่ต้องทำงานมากก็ได้รับโปรโมท แค่เอาใจหัวหน้าก็พอ ระยะหลังๆ เขาจึงทำผลงานน้อยลง ทำงานไม่ดีเหมือนที่เคย สุดท้าย..เขาก็ไม่ได้รับการโปรโมทเหมือนเมื่อก่อน แล้วมาบ่นทีหลังว่า ไม่ได้รับความยุติธรรมในที่ทำงาน ซึ่งผลลัพธ์ที่เขาได้เพราะเขาทำตัวเขาเอง

สิ่งที่ดีที่สุดในการทำงาน คือ การมุ่งมั่นทำงานให้ดี พัฒนางานให้เด่น ให้เกิดประโยชน์จริงๆ จึงจะได้รับการโปรโมท แต่ว่า ถ้าเราทำงานโดยไม่ได้หวังผลที่เป็นเพียงเรื่องเปลือกนอก แต่ทำงานโดยมุ่งมั่นว่า เราจะทำให้งานออกมาดี มีประโยชน์ ได้ช่วยเหลือผู้คน นั่นก็คือความสุขที่สุดแล้วของคนทำงาน ใครที่ต้องเจอคนที่ชอบเอาใจแทนที่จะตั้งใจทำงาน เราไม่ต้องกลัวเลย ว่าเราจะไม่ได้รับความยุติธรรม ไม่ได้รับการโปรโมท เพราะเรื่องแบบนี้ ต้องใช้เวลาพิสูจน์ว่า ใครทำงานจริง เป็นตัวจริงกันแน่ แค่เรามั่นคงในความตั้งใจเดิมที่มาทำงาน ว่ามาทำงานเพื่ออะไร แล้วสุดท้ายผลลัพธ์ที่ดีจะตามมาเอง


3. เงินเดือนน้อย ทำงานน้อย
เคยได้ยินคำนี้ไหม “เงินเดือนแค่ไหน ควรทำงานแค่นั้น” ถ้าคนที่เข้าใจถูกต้องตามความหมาย ก็จะขยันทำงานในหน้าที่ เพราะสำนึกอยู่เสมอว่า เรามีเงินเดือนสูง เราก็ต้องทำงานเป็นชิ้นเป็นอัน มีผลงานให้สมกับเงินเดือน หรือแม้เราจะมีเงินเดือนน้อย เราก็ต้องขยันทำงานเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า เราสามารถทำงานที่มากกว่าเดิมได้ ซึ่งนั่นหมายถึง ตำแหน่งที่สูงขึ้นและความรับผิดชอบที่มากขึ้นตามไปด้วย

แต่มีคนเข้าใจความหมายผิด เข้าใจไปว่า ถ้าเงินเดือนน้อย ก็ไม่ต้องทำงานเยอะสิ จะไปทำงานให้เท่ากับคนเงินเดือนสูงทำไม กลายเป็นว่า เขาก็เลยทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม ไม่คิดจะพัฒนางาน เพราะคิดว่าทำไปเงินเดือนก็คงไม่ได้ขึ้นไปมากกว่าเดิมเท่าไหร่ ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ โอกาสจะได้รับโปรโมท หรือเลื่อนตำแหน่งก็น้อยลงไปตามความขยันทำงาน เพราะแค่ทำงานที่รับผิดชอบอยู่ ยังไม่ให้ทำเต็มที่ จะไปทำงานอื่น ในตำแหน่งที่สูงกว่า ได้รับเงินเดือนที่มากกว่านี้ได้อย่างไร เพราะมองไม่เห็นความมุ่งมั่นในการทำงานเลย

เราจึงควรทำงานตามหน้าที่อย่างดีที่สุด ไม่คิดเปรียบเทียบกับเพื่อนร่วมงาน แต่คิดเปรียบเทียบว่า เราคนเดิมก่อนหน้านี้ กับเราคนปัจจุบันเป็นคนที่รับผิดชอบในหน้าที่มากกว่าเดิมหรือเปล่า นั่นเป็นสิ่งที่ควรจะคิดและควรจะทำ


4. งานมาทีหลัง คืองานเพิ่ม
ถ้าเราเคยชินกับสภาวะการทำงานแบบเดิมๆ ปริมาณงานเท่าเดิม คือ ทำงานแค่ไหน ก็ควรทำงานแค่นั้น พอวันหนึ่งได้งานเพิ่ม มีลูกค้าหรือผู้รับบริการเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม ก็เข้าใจไปว่า งานเข้า งานงอก งานเพิ่ม ทำไมเงินเดือนไม่เพิ่มมาพร้อมกับงานที่ทำ รู้สึกต่อต้าน รับไม่ไหว ทำงานไปก็ไม่ค่อยมีความสุข รู้สึกโดนเอาเปรียบ ฯลฯ

อะไรคือ ตัววัดว่า งานที่เข้ามาใหม่ เป็นงานงอก งานเพิ่ม นอกเหนือจากงานประจำ ถ้าลองคิดในทางกลับกัน เราทำงานในหน้าที่ของเราครบถ้วนดีแล้วหรือยัง เช่น เดิมเราอาจจะทำงานเชิงรับมาตลอด คือ ทำหน้าที่เพียงติดต่อประสานงานให้คนเข้าร่วมโครงการ แต่พอเราต้องคิดโครงการเอง เรากลับมองว่า มันไม่ใช่งานของเรา แต่จริงๆ มันคือ งานเชิงรุก เป็นการทำงานในสายงานของเราให้ครบถ้วนหรือเปล่า

ลองยินดีต้อนรับงานใหม่ที่ได้รับมอบหมายมา และมองว่า งานที่เข้ามา จะทำให้เราทำหน้าที่ได้ครบถ้วนทุกกระบวนการ มีทั้งเชิงรับและเชิงรุก เราก็จะขยันและตั้งใจทำงานให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม และในขณะเดียวกันเราจะได้กระตือรือร้นที่จะพัฒนางานให้สะดวกรวดเร็ว คล่องตัวขึ้น เมื่อจำนวนลูกค้าหรือผู้รับบริการเพิ่มขึ้น หรือแม้งานจะมากขึ้นกว่าเดิมก็ตาม จะทำให้เรามีความสุขในการทำงาน และโอกาสในการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม


5. งบจำกัด ประหยัดลูกเดียว
พองบประมาณมีน้อย มีงบจำกัด เรามักจะคิดง่ายๆ แค่เพียงตัดงบประมาณ ตัดไปหมด จนบางทีไปตัดงบประมาณบางอย่างที่กระทบต่อสวัสดิการของคนทำงาน เช่น จะจัดโครงการลงพื้นที่ ให้เพื่อนร่วมงานมีส่วนร่วมในกิจกรรมทั้งที แต่ได้งบมาน้อย จึงไปเลือกตัดงบประมาณค่าพาหนะ ให้เพื่อนร่วมงานเดินทางไปกันเอง รับผิดชอบค่าเดินทางกัน ตัวใครตัวมัน แทนที่จะไปปรับงบในส่วนอื่นที่ไม่จำเป็น เช่น ปรับค่าที่พักหรูๆ เป็นที่พักที่มีคุณภาพ แต่ราคาถูกลง เป็นต้น สุดท้าย..ใครจะอยากมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ไม่นึกถึงแม้กระทั่งเพื่อนร่วมงานกันล่ะ

แม้มีงบประมาณจำกัด ไม่ได้ทำให้ความคิดสร้างสรรค์เราจำกัดตามไปด้วยสักหน่อย ถ้าเราลองระดมความคิดดีๆ ว่าจะมีวิธีไหนที่ใช้งบน้อย แต่ได้ผลมาก ก็น่าจะเป็นวิธีการที่ประหยัดแต่ให้ประสิทธิภาพในการทำงานได้ดีกว่า และได้เห็นศักยภาพของคนทำงานมากกว่าเดิมอีกด้วย

ตัวอย่างเช่น กรณีหมู่บ้านดองวา ที่ตั้งอยู่ในเมืองอินชอน ประเทศเกาหลีใต้ ชาวบ้านรวมแรงร่วมใจแก้ปัญหาเพื่อรักษาหมู่บ้านเอาไว้ พิสูจน์ให้รัฐบาลเห็นได้ว่า ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไม่ใช่ทำลาย เขาแก้ปัญหาโดยเชิญศิลปินเกาหลีมาร่วมฟื้นฟูหมู่บ้านเทพนิยายดองวาในงบประมาณประหยัด ปรับปรุงบ้านเก่าแก่จนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ กลายเป็นหมู่บ้านต้นแบบสามารถพึ่งพาตนเองได้ในที่สุด ข้อจำกัด จึงไม่ใช่เป็นการตัดโอกาสเสมอไป กลับเป็นโอกาสในการที่เราจะคิดหาวิธีการใหม่ที่ดีกว่าเดิม
“ประหยัดงบได้ แต่อย่าประหยัดความคิดนะ”

6. ไม่ชอบ ไม่ลองเรียนรู้
เราเลือกงานที่คิดว่าเราชอบแล้ว ก็มั่นใจว่า ทุกงานจะต้องเป็นงานที่เราสนใจสิ แต่แล้ว..ก็ต้องมานั่งเสียใจที่ว่า นอกจากได้ทำงานที่เราชอบ ยังต้องทนทำงานที่ไม่ชอบ ไปด้วยหรือนี่ เพราะความเป็นจริงแล้ว เราไม่สามารถทำแต่งานที่เรารักอย่างเดียวได้ เราไม่สามารถทำงานที่เราชอบได้เท่านั้น มันมีงานที่เราไม่ชอบแต่เราทำได้ด้วยนะ

ลองเปิดใจเรียนรู้งานที่เรายังไม่คุ้นเคย อาจกลับกลายเป็นว่า ทำได้ดีกว่าที่คิดก็ได้นะ เช่น ถ้าเราชอบจัดโครงการ เราก็ต้องเรียนรู้หมดทุกอย่าง แม้ว่าเราจะไม่ชอบในงานบางอย่าง เช่น ไม่ถนัดคิดงบ-ทำบัญชี ไม่ชอบรายงานผล เราก็ต้องเปิดใจที่จะเรียนรู้งานนั้น หากเราคิดแต่จะทำงานที่เราชอบอย่างเดียว อาจจะต้องมาทบทวนดูว่า จริงๆ แล้ว เรารักงานนั้นจริงหรือเปล่า เพราะถ้าเรารักงานนั้นจริง เราจะยอมเรียนรู้เรื่องใหม่ แม้จะไม่ถนัดก็ตาม อย่างเช่น คนที่ทำธุรกิจ แม้จะไม่มีความรู้ด้านการตลาด แต่ก็สนใจเรียนรู้ แม้จะไม่ถนัด เป็นต้น

สิ่งที่ควรทำคือ หากต้องทำงานนั้น ลองเปิดใจเรียนรู้งานนั้นที่ยังไม่รู้จักดี หาข้อดีในงานนั้น แล้วถ้าไม่ชอบ ไม่ถนัดจริงๆ ก็แค่ทำให้พอผ่าน ให้พอเข้าใจว่า งานนั้นมีกระบวนการอย่างไร เมื่อถึงเวลาจะได้มอบหมายและส่งต่อให้คนที่มีหน้าที่นั้นและถนัดกว่าทำงานแทน ส่วนเราไปเน้นพัฒนางานที่เราถนัดต่อไป 

ถ้าถามว่าทำไมเราควรรักงานที่ทำ แม้จะไม่ใช่งานที่รัก เพราะว่าท้ายที่สุดแล้ว เราจะมีความสุขหรือไม่มีความสุข อยู่ที่เราจะเปิดใจยอมรับและเรียนรู้งานที่ไม่ชอบนั้นได้หรือเปล่า ในเมื่อเราตัดสินใจเลือกทำงานที่นั่นเอง เราก็ควรเปิดใจให้กว้าง เพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ เหมือนดังเช่น ชีวิตของเรา ที่จะรับแต่ความสุขอย่างเดียวคงไม่ได้ ก็ต้องเจอความทุกข์ปะปนกันไป แต่ถ้าเรายอมรับได้เร็ว เราจะผ่านความทุกข์ได้ดีกว่าต่อต้านหรือดำดิ่งกับความทุกข์เหล่านั้น


หากเรามีทัศนคติในการทำงานที่ถูกต้อง จะทำให้เราทำงานได้อย่างมีความสุข สนุกกับการทำงาน มีสมาธิอยู่ที่การทำงาน และโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการทำงานก็จะตามมา หากใครเจอเพื่อนร่วมงานที่มีความเข้าใจผิดบางอย่าง หากสามารถตักเตือนและแนะนำได้ เราควรจะบอกกล่าวเขาเอาไว้ เขาจะได้ไม่เสียใจภายหลัง

และเพื่อป้องกันไม่ให้เรามีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการทำงาน เราควรหมั่นตรวจสอบใจตัวเอง ซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง ว่าเรามีทัศนคติอย่างไรในที่ทำงาน หากเราเขียนไดอารี่ (Diary) เกี่ยวกับความคิดและความรู้สึกในการทำงาน หมั่นอ่านทบทวนความคิดของตัวเองดูว่า เรากำลังไปถูกทาง หรือกำลังหลงทางจะได้กลับลำถูก ซึ่งหากไดอารี่ของเราเขียนบันทึกแต่ความทุกข์ในที่ทำงาน อาจจะมีบางอย่างที่เรามองแตกต่างไปจากความเป็นจริง และควรหาทางทำอะไรสักอย่างให้เรามีความสุขมากกว่าเดิม เพราะเราต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำงาน จะปล่อยให้ความคิด หรืองานทำให้เราไม่มีความสุขได้อย่างไร


อ้างอิง คลิปรายการกรณีหมู่บ้านดองวา https://youtu.be/qxmxa4rV9Ko

Writer: takuma ^ ^
Cr: photo from app Canva
==========
คัดลอกบทความมาจาก www.cheer-up.lnwshop.com/article
สนใจอ่านบทความพร้อมภาพประกอบได้จากเว็บนั้นนะคะ
แต่จะทะยอยลงใน storylog เพื่อความสะดวกอีกทางหนึ่งค่า 
SHARE
Written in this book
Start your new life by Diary
ไดอารี่ช่วยให้ชีวิตสุขสำเร็จได้อย่างไร ไปแลกัน!
Writer
takumacheerup
Writer
เป็นกำลังใจให้ไปถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้

Comments