(1/?) Your Mark (Sakura x Yiren)





Your mark.
(Sakura x Yiren)


  








คนบ้า









มีแต่คนบ้าเท่านั้นแหละที่อยู่ ๆ จะหอบข้าวของมาที่ขั้วโลกใต้ด้วยตัวคนเดียวแบบนี้









โชคดีที่ตัวเธอได้บังเอิญเกิดมามีสัญชาติจีน ที่ซึ่งมีเที่ยวบินที่จะบินมาสู่พื้นที่แอนตาร์กติกาได้โดยตรง เริ่มจากเจ้อเจียงนั่งรถไฟมาสู่กวางโจว เพื่อนั่งรถไฟต่อยาวไปที่ฮ่องกงอีกต่อนึง หลังจากนั้นก็ได้นั่งเครื่องบินจากฮ่องกงด้วยเวลากว่า 15 ชั่วโมง แวะพักเติมน้ำมันที่เมืองเคปทาวน์ ก่อนจะมุ่งหน้าสู่แอนตาร์กติกา หรือพื้นที่ขั้วโลกใต้ซึ่งมีแต่ความหนาวเย็น และธารน้ำแข็งสุดลูกหูลูกตา







พื้นที่สนามบินBlue Ice Runway ณ ตอนนี้เต็มไปด้วยบุคคลกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่งที่พึ่งลงจากเครื่องบินมาไม่ทันไร แต่ละคนล้วนมีเป้าหมายมาเพื่อท่องเที่ยว จะทั้งล่องเรือสำรวจ จะพายเรือคายัค โพล่าร์พลั้นจ์(การกระโดดลงน้ำที่มีความหนาวเย็น) หรือส่องสัตว์ขั้วโลก ทั้งปลาวาฬ สิงโตทะเล แมวน้ำ และสัตว์ขั้วโลกอีกมากมาย







ตัวฉัน ซึ่งเป็นผู้หญิงเอเชียหนึ่งคน ซึ่งถ้าเทียบกับกลุ่มชาวยุโรปหรืออเมริกาที่รายล้อมอยู่ ณ ที่แห่งนี้ก็เป็นแค่อะไรสักอย่างที่ตัวจ้อยตัวนึงที่ทำอะไรเกินตัวโดยการมาสู่พื้นที่ที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยติดลบ 30 – 40 องศาเซลเซียสเท่านั้นแหละ





ก็เกินตัว และบ้ามากจริง ๆ นั่นแหละ





คนบางคนก็เดินเข้ามาถามด้วยความสงสัย บ้างก็ชวนให้ไปเริ่มทริปด้วยกันเพราะเป็นห่วงว่าผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนนึงจะผจญความหนาวเหน็บอย่างนี้คนเดียวไปได้ยังไง บ้างก็ถามว่าทำไมทางฝ่ายตรวจคนเข้าเมืองถึงไม่มีปัญหากับการที่มีผู้หญิงสูงไม่ถึง170เซนติเมตรและมีประสงค์ที่จะมาพื้นที่ใต้สุดของโลกด้วยตัวคนเดียว ก็แหงสิ ก็เธอใช้เงินไปมากโข





เป้าหมายของเธอไม่ใช่การล่องเรือ ไม่ใช่การสำรวจพื้นที่กว้างใหญ่ครอบคลุมไปด้วยสีขาวระรานตา หรือความหนาวเย็นยะเยือกที่แผ่มาสู่มือบางและกัดกินผิวหนังจนต้องเก็บมือเข้าไปในเสื้อกันหนาวอย่างมิดชิด ต้องกล่าวว่าจริง ๆ แล้วตัวเธอน่ะก็ไม่มีความสนใจใด ๆ ในสถานที่แห่งนี้เลยสักนิด ไม่มีสิ่งใดที่จะดึงดูดให้ต้องระหกระเหินมาไกลบ้านถึงเพียงนี้เลย







เว้นแต่ ความสงสัยใคร่รู้ของเธอก็เท่านั้น











ตั้งแต่ตัวเธอเกิดมาก็พบตัวเลขปริศนาที่จะดูจะไร้ซึ่งความหมายใด ๆ ที่ข้างกกหูซ้ายของเธอมาตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว คลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นสมการทางคณิตศาสตร์แต่เมื่อลองนำไปแก้สมการเพื่อหาความหมาย ก็ไม่ได้พบอะไรที่จะดูเป็นนัยนะของข้อความนี้เลย





จนกระทั่งเธออายุได้ 22 ปีบริบูรณ์ เพื่อนสนิทของเธอผู้ซึ่งรับรู้และเข้าใจความสงสัยของเธอเป็นอย่างดีก็ได้อ้างอิงถึงพิกัดทางภูมิศาสตร์ขึ้นด้วยความสงสัยและเอะใจ จึงให้เธอลองค้นหาดูว่ามันอาจจะเป็นตัวเลขของสถานที่ใดสถานที่หนึ่งก็ได้









ใช่











ขั้วโลกใต้นี่แหละ 








ดูจะไร้สาระเกินกว่าที่จะต้องยอมลงทุนมาถึงที่ขนาดนี้ แต่เชื่อเถอะถ้าอยู่ ๆ คุณก็เกิดมาพร้อมตัวอักษรแปลก ๆ ที่ข้างหูทั้ง ๆ ที่คุณไม่ได้ไปลองสักหรือไปยุ่งอะไรกับมันมาทั้งนั้น เมื่อได้ถามทางผู้ปกครองก็ไม่มีใครสามารถตอบถึงที่มาและความหมายของมันได้เลย รู้เพียงแค่ว่าสิ่งนี้อยู่กับเธอมาตั้งแต่แรกเกิดแล้ว ถ้าเป็นคุณ ก็อาจจะยอมเสี่ยงแบบนี้บ้างก็ได้ แต่ก็น่าแปลกใจที่เมื่อเธอขอคุณพ่อและคุณแม่เพื่อที่จะลงมาส่วนใต้ของโลกใบนี้ กลับไม่มีคำบ่นจากทั้งสอง มีเพียงแค่เสียงถอนหายใจและคำฝากฝังให้ดูแลตัวเองดีดี ซึ่งนั่นมันก็ยิ่งน่าแปลกใจยิ่งขึ้นไปอีก







นอกจากพ่อและแม่แล้วคนที่แปลกอีกคนคงเป็นหญิงสาวเอเชียตรงหน้า ที่ตอนแรกประจำอยู่ที่จุดด่านตรวจคนเข้าเมือง แต่เมื่อมองมาที่พาสปอร์ตของเธอกลับยกยิ้มมุมปากแบบแปลก ๆ ก่อนจะบอกให้เธอรอก่อนแล้วหล่อนจะพาเธอไปยังที่ที่เธอต้องการเอง









มีแต่อะไรแปลก ๆ จริง ๆ ด้วย

















และที่แปลกที่สุด คงเป็นการที่อยู่ ๆ ตัวเธอก็ตื่นขึ้นมาอยู่ ณ ที่แห่งนี้















ภาพจำสุดท้ายคงจะเป็นภาพของหญิงสาวเอเชียที่ซึ่งฉันเองได้มารู้ทีหลังว่าเป็นสัญชาติเกาหลี ใบหน้างามหมดจดชนิดที่ว่าทำให้คนทุกคนที่เดินผ่านต้องหยุดมองและนิ่งค้างราวกับพึ่งจะสบสายตาประสานกับเมดูซ่าอย่างไรอย่างนั้น เธอพาฉันมาที่รถยนต์คันหนึ่งก่อนจะเข้าไปนั่งทางฝั่งคนขับ สบสายตาจ้องรอให้ฉันไปนั่งอยู่ที่ข้าง ๆ ของเธอ ด้วยความที่ว่าเธอเป็นแค่ผู้หญิงที่ตัวเล็กไม่ต่างกัน แถมยังรู้ว่าฉันต้องการอะไร ฉันจึงเลือกที่จะมากับเธอ แต่เหมือนว่าสติปัญญาของฉันจะลดลงเรื่อย ๆ ภาพตรงหน้าเริ่มมืดลง และมืดลงเรื่อย ๆ ก่อนที่ทุกแสงสว่างที่ส่องมาสะท้อนเข้านัยน์ตาจะดับไป











สิ่งที่ปรากฏในสายตาตอนนี้คือห้องคล้ายห้องโถงขนาดใหญ่ การตกแต่งห้องเป็นแนวกึ่งย้อนยุคกึ่งโมเดิร์นหากแต่ก็เข้ากันได้อย่างน่าประหลาด รูปประดับบนผนังเป็นภาพวาดสวยงามเรียงรายคล้ายกับว่านี่คือพิพิธภัณฑ์ที่รวมรูปหายากอย่างไรอย่างนั้น เตาผิงตรงหน้ามีไฟประกายสวยงามและมอบความอบอุ่นให้แก่กัน





โซฟาที่เธอใช้พักพิงโดยไม่ได้ตั้งใจยวบยาบเล็กน้อย เธอหันไปก็พบกับแมวสีส้มขนฟูตัวอ้วนเดินมา มันจ้องหน้าเธอ ก่อนที่จะนอนลงบนโซฟานี้ด้วยอย่างไม่ติดใจอะไร















ไม่คิดจะสนใจกันหน่อยหรอ เราไม่เคยเจอกันนะเจ้าแมว









ก่อนที่ความสนใจทั้งหมดจะไปอยู่ที่แมว เสียงเดินเท้าของใครบางคนก็ดังกึกก้องให้เธอต้องสนใจหันไปมองอย่างหวาดระแวง แต่เมื่อประตูขนาดใหญ่นี้เปิดกว้างขึ้นมา ก็พบเพียงผู้หญิงคนนึงเดินเข้ามาหากันเพียงเท่านั้น ผมของเธอสั้นประบ่า ผ้าคลุมสีดำสง่าที่พาดอยู่กับเธอถูกปลดลงโดยผู้สวมใส่ คนตรงหน้าวางพาดมันไว้กับโซฟาตัวเดิมที่ฉันนั่ง ผ้าคลุมผืนใหญ่กินพื้นที่โซฟาไปจนถึงหัวแมว จนเจ้าแมวหน้ายุ่งต้องสะบัดตัวออกแล้วร้องท้วงอย่างไม่พอใจ เธอคนนี้ยื่นมาลงมาลูบปลอบประโยนเจ้าแมวอย่างอ่อนโยนคล้ายจะขอโทษที่ทำให้เจ้าตัวส้มต้องหงุดหงิด ภายใต้ผ้าคลุมเป็นเพียงชุดเดรสกระโปรงสีโอรสเท่านั้น เธอแต่งตัวอย่างงั้นท่ามกลางอุณหภูมิติดลบอย่างนี้เนี่ยนะ







คนตรงหน้าหันมาสบตากับฉันที่ยังคงนั่งจ้องแค่เธออยู่ตั้งแต่เธอเดินเข้ามา มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยคล้ายกับรอยยิ้ม หรือว่านี่คือการยิ้มก็ไม่ทราบได้ นัยน์ตาสีดำสนิทคล้ายกับจะสะท้อนความหมายของคำว่ารัตติกาลออกมาให้ฉันได้เข้าใจอย่างชัดแจ้ง แล้วเธอก็เอ่ยปากพูดกับฉันที่กำลังนั่งสับสนอยู่ตอนนี้





“มาลำบากไหม” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนจนน่าแปลกใจ แต่ลักษณะคำถามกลับยิ่งช่วยเพิ่มความสงสัยและสับสนให้กันมากกว่าเดิม



“คะ?”





“หมายถึงเดินทางมาที่นี่เนี่ย ลำบากไหม” คนตรงหน้าเอ่ยถามกันอีกครั้ง ย้ำสิ่งที่ต้องการจะสื่อ









“คือ... ไม่ค่ะ” ตอบเธอกลับไป หากแต่ที่บอกว่าไม่นั้นไม่ใช่ว่าไม่ลำบากหรอกนะ









“ไม่รู้ค่ะ.....คือฉันมาที่นี่ได้ยังไงหรอคะ”







สิ้นเสียงคำตอบอย่างสัตย์จริงของฉันคนตรงหน้าหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ ดวงตาสีนิลโค้งลงเล็กน้อยเหตุเกิดจากรอยยิ้มกว้าง ความไม่ไว้วางใจในคราวแรกของฉันนั้นลดลงอย่างน่าประหลาดใจ ภายใต้ความแปลกหน้าแรกเจอ แต่ทำไมถึงได้เกิดความรู้สึกคุ้นเคย









“ขอโทษทีนะ คงรู้สึกสับสนมากใช่ไหม” เธอก้าวขาเข้ามา ก่อนจะนั่งพิงกับพนักแขนของโซฟาตัวยาวอย่างสบาย ๆ เธอยังจ้องตากับฉันไม่หยุดจนฉันต้องหลบสายตาไปเอง







“ที่นี่น่ะ คือที่ที่เธอตามหา” สิ้นประโยคฉันรีบหันสายตากลับไปประสานกับเขาอย่างรวดเร็ว เป็นอีกครั้งที่มีคนรับรู้ถึงสิ่งที่ทำให้เธอมาอยู่ที่นี่ สายตาของเขาไม่ได้แฝงความประสงค์ร้ายใด ๆ เพียงแต่ยังคงทำสิ่งเดิม คือจดจ้องมาแค่ที่เธอ









“ที่นี่” ฉันเอ่ยย้ำคำเดียวกับเขา





“อื้อ” คนตรงหน้าตอบยืนยัน และก็นิ่งเงียบไปต่อคล้ายกับว่าไม่แน่ใจว่าควรจะพูดอะไร จึงเป็นฉันที่เอ่ยคำถามเพื่อต่อบทการสนทนา







“แล้วที่นี่คือที่ไหนกันแน่คะ”









“บ้านฉันเอง อยู่ไม่ไกลจากล่าสุดที่เธอรู้สึกตัวมากเท่าไหร่” คนตรงหน้าตอบคำถาม ที่ไม่ได้ช่วยให้ความกระจ่างแต่อย่างใด แถมยังรู้สึกลึกลับมากขึ้นจากเดิมไปอีก











“ทำไมถึงบอกตรง ๆ กันไม่ได้อ่ะ” ตัวฉันที่เริ่มหงุดหงิดพูดออกไปอย่างโวยวาย พามาที่ไหนก็ไม่รู้แถมไม่ทำอะไรสักอย่างนอกจากจะนั่งจ้องกันอย่างนี้ การพาฉันมาที่นี่มันเพื่อสิ่งใดกันแน่ แถมที่บอกว่าที่นี่คือที่ที่ฉันตามหาอีก ฉันข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพื่อคฤหาสน์ปริศนาลึกลับแบบนี้น่ะหรอ





“หงุดหงิดแล้วสิเนี่ย” คนตรงหน้าไม่แสดงอาการถือโทษโกรธกันแต่อย่างใด มีเพียงรอยยิ้มบาง ๆ ที่มอบให้แก่กันก็เท่านั้น







“ก็คุณมัวแต่จ้องหน้าฉันอยู่ได้” ฉันบอกคนตรงหน้าอย่างด้วยความหัวเสีย







“เพราะว่าคิดถึงน่ะ ขอโทษทีนะ” เธอตอบอย่างทันทีอย่างกับไม่จำเป็นต้องผ่านความนึกคิด ทำเอาฉันหยุดที่จะโวยวายใส่เธอต่อ ความไม่เข้าใจของเธอเองไม่ได้ถูกทำให้กระจ่างขึ้นเลยสักนิดเดียว







“เรา เคยเจอกัน?” ฉันถามออกไป









“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ค่ะ” คนตรงหน้าตอบ ดวงตาสีนิลสนิทมองผลุบลงต่ำไปที่พื้นประดับพรมราคาแพง ความเศร้าโศกบางอย่างถูกส่งผ่านมาให้ตัวฉันได้รับรู้ อุณหภูมิในห้องดูเย็นลงกว่าเดิมจนสังเกตได้ เจ้าแมวสีส้มบนโซฟาร้องเรียกเจ้าของของมัน





“โทษทีน้า มารุ” เธอหันไปคุยกับเจ้าแมวตัวนั้น ก่อนจะหันมาหากันอีกรอบ เพื่อจะต่อบทสนทนาระหว่างเรา









“จะว่าไป เธอชื่ออะไรหรอ” เธอกล่าวถามฉัน







“คุณบอกเราเคยเจอกันแต่คุณไม่รู้ชื่อฉันเนี่ยนะ” ฉันท้วงไปด้วยความสงสัย









“แล้วคุณรู้หรอว่าฉันชื่ออะไร” แล้วฉันก็โดนสวนกลับอย่างทันควัน คนตรงหน้ายักคิ้วกวน ๆ มาให้ ทำเอารู้สึกอยากตีชะมัด











“หวัง อี๋เหริน” ตอบไปอย่างหงุดหงิดที่โดนอีกคนเถียงกลับอย่างทันควันซะได้











“มิยาวากิ ซากุระ”









“อ้าว คนญี่ปุ่นหรอ”











“ก็ถ้ามันฟังดูเหมือนญี่ปุ่นก็น่าจะใช่”









“กวนประสาท”







สงครามน้ำลายเกิดขึ้นระหว่างเราสองคน แต่แทนที่จะเป็นความขุ่นเคืองใจมันกลับเป็นความรู้สึกหยอกล้อแทนเสียมากกว่า แถมอีกคนก็ยังคงยักคิ้วหลิ่วตาหากันไม่หยุด







“ตกลงคือเราเคยเจอกัน” ก่อนที่เวลาจะผ่านเลยไปฉันกลับเข้าสู่คำถามอีกรอบนึง









“ใช่”







“แล้วฉันไปเคยเจอคุณตอนไหน ถ้าเท่าที่จำได้ก็ไม่เคยนะ” ใช่แล้ว ถ้าเราสองคนเคยเจอกันมาก่อนจริง ๆ ก็คงไม่มีทางที่ฉันจะจำเขาไม่ได้ ใบหน้าสวยตรงหน้าที่แค่มองครั้งเดียวก็เกิดความรู้สึกคุ้นเคยแบบนี้น่ะ ไม่เคยเจอใครที่ทำให้รู้สึกแบบนี้มาก่อนในชีวิตทั้งนั้น









“ตอนเจอกันครั้งแรก เธอชื่อว่าอิงกริด” เขามองไปที่แมวส้มตัวเดิม ใบหน้ายกยิ้มอย่างอบอุ่นจนต้องเผลอมองตามตาไม่กระพริบ







“อิงกริด ?”







“ใช่ อิงกริด ชื่อดูฝรั่งตาน้ำข้าวเนอะ แต่หน้าเธอก็เหมือนกับเธอตอนนี้นั่นแหละ” ฉันไม่เข้าใจว่าเขาพูดถึงเรื่องอะไร







“ฉันไม่เคยชื่ออิงกริด ฉันชื่อหวัง อี๋เหริน”









“เธอเคย”









“ตอนไหน”











“ถ้าฉันจำไม่ผิดก็ 187ปีที่แล้ว”



สิ้นเสียงเขาฉันไม่ได้พูดอะไรตอบกลับไป ทุกความสงสัยที่มีตั้งแต่แรกเริ่มวนกลับมาตีกันในหัว อุณหภูมิห้องอาจจะไม่ได้เปลี่ยนแต่ฉันกลับรู้สึกเย็นยะเยือกขึ้นจากความกลัวที่ก่อขึ้นในก้นบึ้งของหัวใจ เมื่อบทสนทาเริ่มจะฟังดูเหนือจริงเกินกว่าที่เธอจะมองไปที่คนตรงหน้าได้อย่างบริสุทธิ์ใจ พยายามเอ่ยถามกลับไป











“คุณล้อเล่น ?”





“ฉันไม่ได้ล้อเล่น”







อ้ะ







คนตรงหน้าคว้าหมับที่แขนของฉัน จับประคองให้มือของฉันทาบไปที่หน้าอกข้างซ้ายของเธอ กดแนบมันลงไปให้สัมผัสได้ถึงการเต้นของหัวใจ







ไม่







ฉันไม่รู้สึกถึงมัน 








“หัวใจฉันไม่เต้น” เขาพูดต่อ









เจ้าแมวส้มหรือที่เจ้าของเขาเรียกว่ามารุลุกขึ้น เหยียบย่ำผ่านตัวฉันไปก่อนที่จะปีนป่ายไปนั่งที่ตักของเจ้าของของมัน ซากุระยื่นมือไปตรงหน้าเจ้าตัวส้ม แล้วมันก็กัดไปที่มือเจ้าของของมัน







“เห้ย”









โลหิตค่อย ๆ ไหลไปตามแรงโน้มถ่วง แต่สีของมันไม่ใช่ดังที่โลหิตของคนควรจะเป็น





“เลือดฉันไหลได้ แต่มันเป็นสีดำ” แต่ทว่าแทนที่จะรู้สึกกลัวไปกลับมัน เสียงของคนตรงหน้านั้นเศร้าโศกเกินกว่าเธอจะทำท่าทีตีตัวออกห่างเขาได้ และเขายังคงเลือกที่จะพูดต่อไป







“ฉันไม่ใช่คน เฉกเช่นเธอ” สายตาที่ยังคงประสาน ทุกสิ่งเงียบงันเหลือแต่เพียงเสียงหายใจ











“แต่ฉันมีความรู้สึก”















“ถ้าเป็นมนุษย์ ก็คงเรียกว่ามันความรัก















อิงกริดเมื่อ 187 ปีที่แล้ว” เสียงของเธอเริ่มสั่นและเบาลง













ไอริสเมื่อ 64 ปีก่อน” ดวงตาวูบไหว สะท้อนความเจ็บปวดออกมาจากภายใน ใบหน้าของเขาก้มต่ำลงอีกครั้ง ดวงตาสีนิลปิดลง











“หรือ หวังอี๋เหริน ในตอนนี้” และพูดมันออกมาด้วยเสียงที่บางเบา











แต่เสียงนั้นดังก้องชัดสะท้านไปทั้งดวงใจ





















อยู่ ๆ ก็กลายเป็นว่าเธอต้องมาปลอบคนแก่กว่าเกือบ 200 ปีซะอย่างงั้น เขาไม่พูดอะไรต่อนั่งก้มหน้าก้มตาอยู่เงียบ ๆ จนเธอต้องเอื้อมมือไปปลอบประโยนอย่างอดไม่ได้ ปลายนิ้วโป้งลูบไปที่หลังมือของเขาช้า ๆ แม้จะพึ่งเจอกันได้ไม่กี่ชั่วโมง แต่ไอ้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าแปลกประหลาดนี้ก็ดันทำให้เธอเชื่อเขาอย่างสนิทใจ แวมไพร์ตรงหน้าไม่ได้มีความน่ากลัวอย่างในตำนานเรื่องเล่าใด ๆ ที่เคยอ่านมาเลย ที่เธอเห็นตอนนี้มีเพียงแค่ผู้หญิงคนนึงที่ถูกปกคลุมไปด้วยความโศกและความกังวลเพียงแค่นั้น









“งี้คุณเป็นคนทำรอยนี่หรอ” ฉันถามพร้อมชี้ไปที่ข้างหูซ้าย ที่ที่ตัวเลขปริศนาอยู่









“ใช่”









“อิงกริดขอไว้”









“ขอ ?”









“อื้อ” คนตรงหน้ายังคงตอบด้วยเสียงหงอย ๆ แล้วอธิบายต่อ











“ฉันไม่รู้ว่ามนุษย์มีสิ่งที่เรียกว่าโลกหน้าอยู่จริงไหม และฉันก็ไม่เห็นแก่ตัวเกินกว่าจะฉุดรั้งให้เธออยู่กับฉันไปชั่วนิรันดร์หรอกนะ” มือที่เคยอยู่นิ่งคว้าหมับมาที่มือของฉัน เขาเอานิ้วหัวแม่มือลูบที่หลังมือของฉันกลับ เว้นจังหวะการพูดไปสักพักก่อนในขณะที่ยังคงลูบมือฉันไปมา





“ฉันก็เลยไม่เปลี่ยนเธอ อิงกริดบอกกับฉันว่าเธอรักฉันจริง ๆ แต่ยังไงฉันก็เปลี่ยนเธอไม่ลง ให้ตายยังไงก็ไม่”





“คนดื้อดึงแบบเธอก็เลยบอกว่าให้ฉันทำยังไงก็ได้ให้เธอในชาติหน้าสามารถมาหาฉันเจอ เพราะไม่ว่ายังไงก็จะมาหาแน่ ๆ ” ซากุระเล่าต่อ







“ก็เลยบอกเป็นพิกัดเนี่ยนะ แล้วถ้าฉันไม่รู้ล่ะ” ฉันท้วงไปอย่างสงสัย ก็ถ้าจงใจจะบอก ทำไมไม่บอกมาตรง ๆ ไปเลย 






“มันก็น่าแปลกออก ฉันต้องบอกว่ายังไงล่ะ ขั้วโลกใต้หรอ จริง ๆ ที่ตรงนี้ก็ไม่มีมนุษย์คนไหนรู้จักที่ตรงนี้ทั้งนั้นอ่ะ” พอเธอพูดเช่นนั้นฉันเลยนึกอะไรขึ้นมาได้







“งี้คนสวย ๆ คนนั้น”







“อ่อ เธอชื่อมินจู เป็นเพื่อนฉันนี่แหละ”











“งี้เธอก็”











“ใช่ ก็เป็นแวมไพร์ไม่ต่างกัน”









“มิน่า ตอนมองฉันมองแปลก ๆ ” ฉันบ่นงึมงำ และนั่นช่วยเรียกเสียงหัวเราะจากคนข้าง ๆ ได้สักที









“ก็ได้เจอคนที่เคยเจอกันมาแล้วอ่ะนะ”ซากุระเอ่ยพร้อมยิ้มบาง ๆ









“คุณพูดถึงอิงกริดไปแล้ว แล้วไอริสล่ะ” สิ้นเสียงของฉัน ใบหน้าของเขากลับมาโศกเศร้าอย่างเช่นเคย









“ไอริสก็หน้าเหมือนเธอ แต่เรียบร้อยกว่าเธอเยอะ”







“เอ๊ะ ที่จะหลอกด่ากันหรอ” ฉันท้วง เรียกเสียงหัวเราะจากเธอได้อีกครั้ง







“ไอริสก็เหมือนเธอนั่นแหละ” เขากล่าวยิ้ม ๆ ฉันจึงถามต่อ







“แล้วทำไมพอฉันพูดถึงคุณต้องทำหน้าเศร้าแบบนั้น” เธอนิ่งเงียบไปอีกครา จนทำไมเกรงว่าความอยากรู้อยากเห็นของฉันจะไปทำร้ายคนอีกคน









“ฉันได้เจอเธอแค่ 4 ครั้ง”









“ขอโทษ” ฉันเอ่ยออกมาอย่างรู้สึกผิด









“เดี๋ยว ๆ เธอคิดไปไกลเกินแน่ ๆ ”









“อ่าว คนนั้นไม่ได้ตายหรอ”









“ตายสิ เธอเป็นมนุษย์นะ”











“ไอริสอยู่ที่ฝรั่งเศสน่ะ ผิดคาดนะ เธอไม่สงสัยข้อความที่ข้างหูของเธอขนาดที่จะมาหากันถึงที่นี่หรอกนะ”







“อิงกริดต้องโกรธเธอแน่ ๆ ” ฉันพูดไปอย่างที่ใจนึก







“ฮ่า ๆ อย่างน้อยเธอก็มีความสุข พบคนที่รักเธอ และก็แต่งงานกัน ลูกสาวของเธอน่ะน่ารักมาก ๆ เลย” เขากล่าวพร้อมอมยิ้มเล็ก ๆ แต่นัยน์ตาทอประกายความเศร้าอยู่ลึก ๆ







“ซะอย่างงั้น” ฉันเอ่ยเสียงค่อยด้วยความเสียดายไปกับความรักของเขา









คนที่นั่งข้าง ๆ ขยับหมายจะลุก เจ้าแมวส้มตัวใหญ่รู้สึกตัวก่อนจะย้ายถิ่นฐานไปที่โซฟาตัวเดิม





“ช่างมันเถอะ เธอหิวรึยัง อยากกินอะไรไหม” เธอถามขึ้น และฉันส่ายหัวปฏิเสธไป ตอนนี้หัวของฉันยังวนเวียนไปด้วยเรื่องของคนตรงหน้านี้ต่อ













“โอเค งั้นพักผ่อนเถอะ เดินทางมาหลายชั่วโมงนะ ” แต่ก่อนที่คนตรงหน้าจะได้ลุกออกไป ร่างกายของฉันทำงานก่อนสมอง คว้าหมับไปที่ปลายแขนของเธอ เธอหันมามองกันอย่างสงสัย









“แล้ว...”









“แล้ว?”













“แล้วคุณจะเปลี่ยนฉันเป็นแวมไพร์ไหม” สิ้นเสียงคำถามคิ้วของซากุระขมวดขึ้นทันที เธอผลุบตามองลงต่ำอย่างใช้ความคิด













“เธอจะมาอยู่กับฉันรึไง”









“ก็ฉันมาถึงนี่แล้วอ่ะ”













“หมายถึงจะอยู่ด้วยกันตลอดไป” คนตรงหน้าเน้นย้ำด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง











“ชะ ใช่สิ”









“แล้วเธอรักฉันเหมือนที่ฉันรักเธอแล้วหรอ” ฉันเงียบอย่างใช้ความคิด คนตรงหน้ายกมือขึ้นมาลูบหัวคล้ายจะปลอบประโยน และไม่มีท่าทีเร่งรัดใด ๆ











“ค่อย ๆ คิดก็ได้”











มือซ้ายของเขาลูบไปที่ใบหน้าของฉัน จากแก้มกลมลูบไปยังข้างหูซ้าย มือแตะไปที่ตัวเลขเหล่านั้นอย่างเบามือและทะนุถนอม 






“ไม่ต้องรีบร้อนไปหรอก”







 


-77.82 x -78.29 




ที่ที่เราอยู่ด้วยกัน ณ ตอนนี้









“เพราะฉันสามารถรอเธอได้ชั่วนิจนิรันดร์


















-------------------TO BE CONTINUE---------------------
 


SHARE
Writer
pp319wr
Cat lover
ซากุระครองโลกได้แล้วโลกนึง

Comments

Sakurachann01
1 month ago
สนุกมากกกก สู้ๆนะคะไรท์ มาต่อน้าาา 💓💓💓💓
Reply
DarikaMai
1 month ago
ดีมากกกกกกเลย เขินไปเส้าไปด้วย💕
Reply
ayareww
1 month ago
เส้าเลย ;-; ขอให้คุณแวมไพร์สมหวังสักทีเถอะค่ะ
Reply