09/09/2019 Different is not Lonely.
ความแตกต่างไม่ใช่ความเปล่าดาย เราหวนคิดถึงประโยคนี้พร้อมเรื่องราวบางอย่างได้ขึ้นมา เราค้นพบว่าคนในอินเทอร์เนตส่วนมากมีปัญหากับอัตลักษณ์ตัวตนของตัวเองท่ามกลางการใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่น เหงา และเป็นทุกข์เมื่อเราไม่สามารถพูดกับคนรอบตัวได้ ไปจนถึงอาจจะถูกทำร้ายจนไม่อยากเป็นตัวเองอีก แต่นั่นมันเป็นปัญหาของเราจริงๆ หรือแค่สังคมบอกให้เราเป็น "ตัวปัญหา"

พูดกันอย่างตรงไปตรงมา เราเป็นผู้ประสบภัยความรู้สึกแย่กับตัวเองเพราะคนรอบข้างมาก่อน เรามีความคิดและความชอบที่ค่อนข้างแตกต่าง เรามีความเป็นตัวของตัวเองสูง รู้ว่าตัวเองชอบหรือไม่ชอบอะไร แต่มักจะถูกสอนและเลี้ยงดูให้ยอมรับและทำสิ่งที่ไม่ชอบ กดดันและผลักให้ตัวเองต้องถีบชีวิตไปอยู่ในจุดที่ไม่ชอบ...ไม่ชอบเลย 

ความแตกต่างแรกที่มีคือความแตกต่างจากคนอื่นในครอบครัว เราเป็นลูกคนโต คุ้นเคยกับการอยู่คนเดียว โตและเลี้ยงดูตอนยังเล็กที่บ้านของญาติด้วยฐานะที่เหมือนลูกคนสุดท้อง เพราะคนอื่นๆ โตกันหมดแล้ว เราชอบวาดภาพ พ่อกับแม่เราทั้งสองคนไม่มีใครมีหัวทางด้านนี้เลย และดูเหมือนอยากให้เราสนใจแต่เรียน ทำเกรดสูงๆ เราต้องเรียนพิเศษทั้งตอนเย็นหลังเลิกเรียนและวันหยุด สักพักเมื่อเราอ่านหนังสือคล่อง เราก็เห่อการอ่านด้วย แรกๆ เราอ่านทุกอย่างที่ผ่านตา เวลานั่งรถไปกับครอบครัวเราก็คอยอ่านป้ายต่างๆ ที่เวียนผ่านมา แต่แม่เราค่อนข้างรำคาญนะ หลังจากนั้นสองกิจกรรมนี้ก็ทำต่อเนื่องมาเรื่อยๆ ไม่มีคนในบ้านชอบอ่านหนังสือเลย เราเหงานะ เพราะเราไม่สามารถพูดคุยกับใครได้ ไม่สามารถพูดได้ว่างานเขียนพาตัวเราไปได้ไกลแค่ไหนในโลกปัจจุบัน ดังนั้น...เราจึงเริ่มกลายเป็นคนเขียนเรื่องราวที่คิดได้ในหัวออกมาแทน

ความแตกต่างในครอบครัวไม่ร้ายเท่ากับการทำลายความรู้สึกกันมากกว่า เราเคารพในความแตกต่างนั้น และพยายามจะอยู่กับมันให้ได้ดีที่สุด เราเผชิญความแตกต่างมากขึ้นในช่วงมัธยมต้น เราย้ายโรงเรียนตามประสงค์ของแม่ ถ้าใครเคยอ่านไดอารี่เก่าๆ จะรู้ว่ามันคือจุดเริ่มต้นของนรกสำหรับเรา ทำไมเราต้องใช้คำรุนแรงขนาดนี้ ใครที่อายุเลยวัยนั้นมาแล้วลองย้อนกลับไปคิดดู เราใช้เวลากี่ชั่วโมงที่โรงเรียน เรากิน เราใช้ชีวิต เราแชร์เวลาหลายนาทีกับคนกลุ่มหนึ่ง นั่นเกิน 80% ของชีวิตแล้วมั้ย? ลองจินตนาการต่อว่าถ้าต้องเป็นทุกข์กับการอยู่ที่โรงเรียน คุณคิดว่าตัวเองกำลังขึ้นสวรรค์เหรอ? สวรรค์ของมาโซคิสม์น่ะสิ

แรกๆ มันก็แค่ความแตกต่างหยุมหยิม เช่น เรามาจากโรงเรียนเอกชนค่าเทอมแพง โดนมองก่อนว่าเป็นพวกลูกคุณหนูทำอะไรไม่เป็น นั่นก็ไม่แย่แม้เราจะไม่ชอบใจนัก เราแก้ตัวไม่ได้เยอะหรอกในเรื่องเงิน เพราะแม้แต่ตอนเข้ามา เราไม่ได้ตั้งใจจะสอบเลย สอบไม่ผ่าน แม่ก็หาเงินมายัดจนเข้าได้ ไม่น่าภูมิใจเลย แต่แม่มีความสุขเพราะโรงเรียนดัง (เอาเหอะ เอาที่แม่สบายใจ) มันดันพลิกโผอีกทีตรงที่เราทำคะแนน Pre-test กับ Post-test ปรับพื้นฐานดี กลายเป็นเราได้มาอยู่ห้องเด็กเก่งจนได้ โคตรจะไม่มีความสุขเลย เพราะทุกคนเอาแต่เรียน และเรียน และเรียนอย่างเดียว 

เราคุ้นเคยกับการเน้นคะแนนสอบมากกว่าคะแนนเก็บ บวกกับความไม่ได้อยากเข้ามาเรียนที่นี่ เรายอมรับว่าเราเกเรเรื่องเรียน เราไม่ส่งการบ้าน โดนเรียกไปยืนประจานหน้าห้องบ่อย เราไม่อายนะ เราแค่ขี้เกียจจะทำ ไม่มีความสนใจเลยสักนิด เราแต่งตัวเรียบร้อยเพราะไม่ชอบมีปัญหา เคยโดยระเบียบผมครั้งแรกเพราะไม่เข้าใจว่าผมก็สั้นแล้วทำไมต้องตัดอีกทีละไม่กี่เซนติเมตร เข้าห้องปกครองไปโดนหักคะแนนงงๆ ตอนอยู่เอกชนไม่เคยมีปัญหาเรื่องทรงผม ผมนี่ก็เป็นอะไรที่เจ็บปวดสำหรับเรา เราเคยไว้ผมยาวมาตลอด ผมของเราตรง สวย และใครๆ ก็ชอบที่จะมาเล่น เรามีความสุขกับมันมาก พอขึ้นม.ต้นรัฐบาล เราต้องหั่นผมที่ยาวถึงเอวออก หน้าม้าก็ไว้ไม่ได้ อันนี้เจ็บปวดมาก เพราะหัวเถิก 

โอเค ดูเหมือนเราจะคิดมากกับเรื่องหยุมหยิม งั้นมาเข้าประเด็นเลยดีกว่า มันเริ่มมาจากความขัดแย้งกันเองระหว่างผู้หญิงก่อน แล้วขยายด้วยลักษณะความเปิดเผยในการคบหาคนของเรา เราเป็นเพื่อนกับเพื่อนผู้ชายเยอะ และเราแฺฮปปี้กับมันด้วย อนึ่งเราโตมาเหมือนเด็กผู้ชาย เราต้องคอยดูแลน้องๆ อีกอย่างญาติๆ ก็มีแต่พี่ผู้ชาย พ่อสอนให้เราเล่นกีฬาแต่เด็กตลอด เราไม่ดูละคร เล่นเกม อ่านการ์ตูนผู้ชาย เรารู้สึกคุยกับเพื่อนผู้ชายสนุกกว่าผู้หญิง และเพื่อนเหล่านั้นก็มองว่าเราเหมือนเพื่อนชายคนนึง อ๋อ ก็คงมีแค่คนที่ชอบมาแกล้งมั้งที่แสดงออกเหมือนเราไม่ใช่เพื่อน 

ไอ้เรื่องปัญญาอ่อนนี่แหละที่ทำให้เพื่อนผู้หญิงบางกลุ่มไม่ชอบ มองว่าเราแรด เราชอบสุมหัวอยู่กับผู้ชาย เราทำตัวแปลกๆ และชอบมีประเด็น เช่น หนนึงเราเห็นว่ามีกิจกรรมประกวดเต้นน่าสนใจดี เราทำกิจกรรมตลอดที่โรงเรียนเก่า ทั้งร้องเพลง เต้น วาดภาพ ค่ายต่างๆ อาสาสมัครนู่นนี่ พอต้องมาเรียนอย่างเดียวเราเบื่อชิบหายอ่ะ เลยตัดสินใจชวนดู เพื่อจะได้คำตอบแบบที่ไม่คิดว่าจะได้ยิน...
"อยากเด่นเหรอ?" 

คือ...บางทีมันก็สนุกอ่ะ สนุกที่ได้ทำ นึกออกไหม สนุกที่ได้ลองอะไรใหม่ๆ ในชีวิต อะไรที่ไม่ใช่แค่ท่องว่าคราวหน้ามันจะสอบอะไร สมการนี้ต้องแก้แบบไหน ภาษาไทยคำนี้สะกดยังไง มันคือรสชาติของชีวิตอ่ะ เรียนกันอย่างเดียวจนถึงเรียนจบแล้วจะทำยังไงกันต่อ? คือก้มหน้าก้มตาทำกันตามแบบแผนต่อไปเหรอ?

ตั้งแต่นั้นมาเราก็เลิกชวนใครทำอะไรอีก เราถูกโดดเดี่ยวด้วย ไม่มีใครกล้าคุยกับเราเลยในห้อง งานกลุ่มก็ไม่มีใครเต็มใจให้เข้า การพูดกับเราดูเหมือนเป็นเรื่องใหญ่ เพราะแกนนำห้องไม่ชอบ ไม่มีใครอยากโดนเพ่งเล็งหรอก พวกผู้ชายก็ไม่อยากยุ่ง จะยุ่งกันแค่ตอนเล่นกีฬา เราเลยพยายามหาทางมีชีวิตอยู่ในแบบของเรา เชื่อไหมว่าแค่การถือชามข้าวไปในโรงอาหารโดยที่ไม่มีใครเลยจะกล้าเขยิบให้เรานั่ง ไม่มีใครกล้าสบตา ชักชวน สีหน้าบางคนเหมือนภาวนาในใจว่าอย่ามานะมึง อย่ามานะ อย่าคุยกับกู ลงท้ายเราเลยนั่งกินคนเดียว โดนมองอีกว่าทำไมถึงไม่มีเพื่อน เรารู้สึกเหมือนมีสายตาคอยจ้องบอกว่าแกมันคือส่วนเกิน มีเสียงกระซิบจากคนที่มองไม่เห็นตำหนิว่าเรามันแย่จนไม่มีคนอยากคบหา เราเลยเลิกกินข้าวกลางวัน ใช้วิธีอาสาไปรอจองสนามบาสฯ ให้เพื่อนผู้ชาย ทำเหมืิอนไม่มีอะไรผิดปกติ ถ้าวันไหนเพื่อนไม่เล่นบาส เราจะหนีไปห้องสมุด

ถามว่าแค่เรื่องแบบนี้มันแย่ขนาดนั้นเหรอ? แรกๆ ก็แย่อ่ะ มันแย่ขนาดที่เพื่อนสนิทของเรายังต้องทำเหมือนไม่คุยกับเรา แต่มาแอบคุยกันในซอกลับๆ ของโรงเรียน ทำได้ดีที่สุดแค่โทรคุยกันทุกวันเท่านั้น สมัยนั้นมือถือยังไม่มีใช้ เนตบ้านยังแทบจะไม่ต่อกันเลย ช่วงที่ต้องอยู่คนเดียว เราอ่านหนังสือเยอะมากเพราะไม่มีอะไรทำ พร้อมทั้งคิดวนเวียนอยู่ว่าสิ่งเหล่านี้มันร้ายแรงขนาดทำให้เราอยู่ร่วมสังคมกับคนอื่นไม่ได้เหรอ?

คำตอบคือ "ไม่ใช่โว้ย"
โลกใบนี้กว้างกว่าแค่ไม่กี่สิบไร่
จำนวนประชากรมีมากกว่าสี่พันคน
และในสี่พันคนนี้ มีแค่ราวๆ สี่สิบคนที่ไม่แคร์มึง
กลัวเหี้ยอะไรคร้าบบบบบ 

เข้าเรื่องจนได้ ว่าจะพูดเรื่องบูลลี่และโดนเมินให้น้อย แต่มันเป็นสิ่งที่แสดงภาวะคนนอกสังคมของเราได้ชัดเจนสุด เราคิดว่ามันเป็นข้อดีไปแล้วนะ เราคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตคนเดียวก็จริง แต่เรามีเวลาคิดและเรียนรู้อะไรมากขึ้น หนึ่งในสิ่งที่เรียนรู้คือสิ่งที่เราเจอมันแค่กับสังคมเดียว คนกลุ่มเดียวไม่กี่สิบคน และเอาจริงๆ มันมีแกนนำของเรื่องแค่ไม่กี่คนด้วย สิ่งที่เราควรใส่ใจให้มากๆ คืออนาคตของตัวเองว่าเราอยากโตไปเป็นคนแบบไหน โตไปเป็นแบบแผนเดียวกับเพื่อน? แน่นอนว่าไม่ คิดแล้วก็อยากจะอ้วกอ่ะ เรายังมีอีกหลายอย่างอยากทำ เราใฝ่ฝันที่จะไปเผชิญโลกกว้าง เพราะเราถูกจำกัดให้ต้องอยู่ในกรอบแบบนี้ เราจึงแสวงหาทางโบยบิน เราไม่ใช่นกเลี้ยงในกรง เพราะงั้นถ้ามีโอกาสบินหนีออกไป เราจะใส่ไม่ยั้งเลยจริงๆ

ลองคิดดูสิ ถ้ามันไม่มีคนคิดจะออกไปนอกกรอบ โลกใบนี้จะมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เหรอ? ถ้าเรายังเชื่อว่าโลกแบนแล่นเรือไปถึงขอบฟ้าแล้วจะตกขอบโลก จะมีการค้นพบทวีปใหม่เหรอ? ถ้าเรายังคิดแค่ว่าคนไม่มีปีกย่อมบินไม่ได้ เฮลโหลว ตอนนี้มีเครื่องบินแล้วจ้า ส่วนตัวเราคิดว่าถ้าโฮโม เซเปี้ยนไม่ปรับตัวก็จะไม่ได้เบิ้ลเป็น โฮโม เซเปี้ยน เซเปี้ยน อาจจะสูญพันธุ์ไปแล้ว มันมีการทดลองคิดนอกกรอบกันมาเรื่อยๆ สังคมที่มีอารยธรรม มีวัฒนธรรม คือสังคมที่ประกอบด้วยความหลากหลาย มองในมุมชีววิทยา ระบบนิเวศจะพังทลายลงหากเหลือเพียงสิ่งมีชีวิตไม่กี่อย่าง และถ้าเหลือแบบเดียว...ไม่อยากจะคิด 

ถามหน่อย...ถ้าเราไม่วางตัวเองเป็นเหยื่อเพราะความแตกต่าง อะไรจะทำร้ายเราได้? คนพวกนั้นยังไม่ได้ยกมือยกไม้มาตบตีเรา และถึงทำ เราก็ต้องสู้เพื่อตัวเอง ฟังดูโหดร้าย แต่ขนาดตัวเองยังไม่รัก แล้วจะไปมีชีวิตอยู่ดีๆ ได้ยังไง ใช่...เราเคยเจ็บปวดในวัยนั้นจนถึงการทำร้ายตัวเองมาแล้ว ช่วงไหนที่โดนบีบคั้นจากแม่และโรงเรียนพร้อมกัน เราระเบิดด้วยการกรีดข้อมือ เราไม่ได้อยากตาย เราแค่่อยากกรีดเพื่อให้รู้สึกเจ็บ รู้สึกว่ายังเป็นคนอยู่ ยังมีเลือดเนื้อ และไอ้พวกห่านี่ก็พรากสิ่งเหล่านี้ไปจากเราไม่ได้

และทุกอย่างก็จบลงเมื่อเราคิดได้ว่ามันก็แค่ช่วงเวลาสามปีที่ต้องอยู่อย่างนั้น แต่เรามีชีวิตที่ยืนยาวกว่าแค่สามปี ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ เราก็จะพบความสุขได้ไม่ยากเลย ดีกว่าไปพยายามทนเป็นในสิ่งที่เราไม่ได้เป็น เพื่อเอาใจคนที่ไม่ได้รัก ไม่ได้แคร์เราไปทำไม ตอนม.สามเราเลิกเจ็บปวด ใจเต็มไปด้วยความหวังที่จะดำเนินรอยตามความฝัน ไม่มีบาดแผลอีกต่อไป

เมื่อเราขึ้นม.ปลายตามสายการเรียนที่ดื้อเลือกเอง (แค่โกหกแม่นิดหน่อย) คราวนี้เราทำแต่สิ่งที่เรามีความสุขที่จะทำ (เช่นการหลับเป็นตายในห้องเรียน) เรากลับมาวาดรูปบ้าง เริ่มเขียนนิยายและมีเพื่อนทางอินเทอร์เน็ต (ในที่สุดบ้านก็ยอมติดเนตแล้ว) การมีเนตนี่ยิ่งทำให้รู้เลยว่าโลกใบนี้มีอะไรอีกเยอะแยะให้ค้นหา และแม้ว่าเราจะเป็นคนแปลกๆ ในย่านนี้ แต่ในอีกมุมหนึ่งของหน้าจอมีคนชอบอะไรเหมือนเราอยู่ อีกซีกโลกก็เช่นกัน เราคุยไปทั่วเท่าที่เราจะหาคุยได้ ในโปรแกรม msn เต็มไปด้วยเมลของคนนอกโรงเรียนมากกว่าอีกมั้ง 

โลกมันกว้างขนาดไหน? อืม...ก็กว้างขนาดที่แม้เราจะชอบฟังเพลงหลอนๆ เราพบว่ามันมี Sub-culture ที่เรียกว่า Goth อยู่บนโลกใบนี้ ที่จะมีคนชอบเพลงแบบเดียวกัน ชอบสีดำ ชอบเรื่องลี้ลับ แวมไพร์ ผี ฆาตกร หนังสยองขวัญ ให้ตายเถอะ ชั้นเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ แม้แต่รสนิยมน่าผวาในสายตาคนชนิดที่พ่อแม่ยังไม่รู้ คือเราหมกหมุ่นกับเรื่องของคนตาย เออ เรารักที่จะค้นหาเรื่องศพๆ คนตาย พิธีกรรมเกี่ยวกับการตาย สภาพศพแบบต่างๆ ฆาตกรต่อเนื่อง สารพัดการตาย อ๋อ เราดันได้มีเพื่อนรุ่นพี่ที่หนักกว่าเรา และจะคอยส่งภาพศพแบบต่างๆ มาให้ดูเสมอ ไม่ได้เสพเพื่อกระแดะอ้างปลงอสุภะ ก็แค่รู้สึกว่าโลกของคนตายมันเหมือนอะไรที่แตกต่างเอามากๆ รสนิยมแบบนี้ยังหาคนชอบเหมือนกันได้ ออกจะแหยะๆ หน่อยแต่มันจริง

เราเริ่มตระหนักว่าการรักและเคารพตัวเองสำคัญที่สุดก่อนจะไปรักใคร เราไม่เคยง้อความรัก เพราะถือว่าตัวเองยังมีชีวิตอีกยาวนาน และถ้าจะมีความรัก ก็ต้องเป็นความรักที่ดี รักที่จะอยู่ร่วมกันอย่างเคารพความโลกส่วนตัวสูงของเรา (รวมถึงเรื่องน่ากลัวด้วย) เราง้อผู้ชายไม่กี่ครั้ง ครั้งล่าสุดน่าจะเป็นครั้งที่สอง และจะไม่มีแล้ว ถามหน่อยว่าถ้าชีวิตของเราสมบูรณ์ดีแล้ว เราจะอยากได้คนมาอยู่ด้วยทำไม ก็แค่นั้นล่ะชีวิต ใช่ว่าจะไม่เหงานะ มันก็เหงาบ้าง แต่ชีวิตมีอะไรเยอะแยะจริงๆ แหละ จนถึงตอนล่าสุด แม้แต่ความรักในครอบครัวเราก็ไม่เอาแล้ว พอเถอะ เกือบสามสิบปีแน่ะที่หลงรักครอบครัวมา คนเราต้องรู้จักจำนิดนึงอ่ะ แล้วเอาความตั้งใจ ความพยายามนี้ไปทำอย่างอื่น

ช่วงมหาลัยก็ยังมีคนไม่ชอบเรานะ แต่เราไม่แคร์ เราจะแคร์แค่คะแนนและงานของตัวเองเท่านั้น เอาจริงๆ คะแนนก็ไม่แคร์อ่ะ เพราะเลือกลงแต่วิชาทรมานตัวเองและเกรดพังๆ ลงเพราะถือคติว่ามาเรียนเพื่อให้รู้ ไม่ได้มาเรียนเอาโล่ ไม่รู้ก็ยิ่งต้องเรียน จนอ.ไม่อยากให้ลงทะเบียน ก็ดันไปให้เหตุผลจนได้เรียน รายงานและวิจัยเราส่วนมากมักจะเป็นอะไรที่ "เกินตัว" ไปมาก แต่เรามีความสุขที่ได้ทำมัน มหาลัยนี่ยิ่งสะใจใหญ่ เราจะแต่งตัวยังไงก็ได้ สีผมเราไม่เคยธรรมดาตั้งแต่ปีแรก เคราะห์ดีว่าอยู่ในคณะและสาขาที่วิชาการก็จริง แต่ไม่งี่เง่า อย่างเก่งอ.หัวหน้าภาควิชาถามว่า "ทำไมทำผมสีแดง" ก็ตอบไปง่ายๆ แค่ "หนูชอบค่ะ" แล้วก็จบ

ชีวิตเราผ่านจุดที่มีความขัดแย้งกับสังคมรอบตัวมาไม่น้อย จนถึงตอนทำงานยังมีบ้าง เราใช้หลักการว่าการทำงานในองค์กรก็คล้ายๆ มีแฟน (อีกล่ะ) ถ้าความสัมพันธ์มันไม่ดีก็แค่แยกทางกัน อุดมการณ์ต่าง ทัศนคติการมองโลกต่าง เราก็แค่แยกย้ายกันไปตามทางของตัวเอง เลิกคิดว่าเราจะเกิด แก่ และตายไปกับองค์กรเดียวทั้งชีวิตเถอะ ไร้สาระ อีกอย่างการย้ายงานนอกจากประสบการณ์ที่ได้จะมากขึ้นแล้ว เงินเดือนและตำแหน่งก็จะขึ้นได้ง่ายกว่ารอคอยผู้ใหญ่ใจดีมอบให้ซะอีกนะ 

โลกของการทำงานตอนนี้มันกว้างและเชื่อมต่อกันได้ทั้งโลกแล้วมั้ง เราจะรับงานจากต่างชาติโดยที่ตัวเองยังกระดิกตีนอยู่บ้านก็ได้ หรือจะประชุมงานบนเตียงนอน ออกไปประชุมเป็นครั้งคราว นอนแช่น้ำอยู่ริมทะเลจิบไวน์ดีๆ กระดกวอดก้าไป ทำงานไปก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองไปอยู่ใน work hour อีกต่อไป เราแค่ต้องมีสกิลการทำงานและควรจะมีหลายด้านด้วย นั่นคือสิ่งที่ควรสนใจอย่างแท้จริงคือเราทำอะไรได้มากแค่ไหน และเราทำได้มากแค่ไหนเพื่อที่จะเป็นตัวเองด้วย

คำตอบของเราก็มีแค่ง่ายๆ เหมือนตอนเด็กๆ ที่พ่อกับแม่บอกกับเราที่อยากได้เสื้อสีชมพูมากกว่าสีฟ้า แต่สีฟ้าเราไม่ชอบ ส่วนสีชมพูน้องก็อยากได้ สุดท้ายเราก็ไม่เอาแม่งสักอันอ่ะเมื่อเลือกได้ เราเลือกสีดำที่ไม่ได้อยู่ในสายตาและความคิดของใครเลย

เราใส่สีดำให้กับชีวิต เราสนุกที่จะเป็นจุดสีดำบนพื้นที่หลากสีหลายตารางกิโลเมตรในสังคม แต่เราไม่รู้สึกเศร้าเลยที่ได้เป็นสีดำตรงนั้น และเราไม่รู้สึกเหงาหรือเดียวดายแม้แต่น้อย เพราะเราเชื่อว่าถ้าสีดำมันไม่มีความจำเป็น มันคงไม่ปรากฏในหมวดสีที่ตามนุษย์มองเห็นได้หรอก

อีกอย่างนะ เพราะว่าโลกนี้มีความมืด มีสีดำ
เราถึงมองเห็นสีสันสดใสต่างๆ ได้ง่ายขึ้นนี่นา 

 
SHARE
Written in this book
บันทึกลูกกวาดบนถนนสีเทา 
รวมไดอารี่สำหรับปี 2019 ตั้งใจว่าไม่เขียนเยอะขึ้น ก็จะเขียนน้อยลง การเขียนน้อยลงในนี้ แสดงว่าอาการดีขึ้นมากๆ แล้่ว
Writer
LILITU
Vampire
Prof. of Being Dead insides. A Girl who obsessed with Death, Crime, Cat and Night Creatures. Nothing more...nothing less. [http://fb.com/lilith.in.the.moon]

Comments