8 เรื่องควรรู้ก่อนออกจากงานประจำ มาทำงานของตัวเองเต็มเวลา (2/2)
(ต่อ)

6. เข้าใจการทำการตลาดออนไลน์


เมื่อ 20 ปีก่อนยังไม่มีโซเชียลมีเดีย แต่ทุกวันนี้ไม่เข้าใจ Google กับ Facebook ไม่ได้แล้ว ยังไม่นับโซเชียลมีเดียอื่นๆ อีก เช่น youtube, Instagram, line, pinterest และสารพัด platform ออนไลน์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสายงานที่เราทำ

เรียนรู้วิธีสร้างชุมชนออนไลน์ของตัวเอง จะทำ Facebook Group หรือ Line ก็ได้ แต่ต้องหาวิธีสร้างกลุ่มของตัวเองขึ้นมา

แต่ต้องระวังเวลาจะเรียนรู้หรือจ้างใครสักคนให้ทำการตลาดออนไลน์และดูแลโซเชียลมีเดียแทนตัวเอง ต้องมองให้ขาด พิจารณาดีๆ เพราะทุกคนย่อมบอกว่าตัวเองรู้ดีที่สุด ดังนั้น เราต้องรู้เรื่องพวกนี้มากพอที่จะไม่โดนหลอก และรู้ว่าสมควรเลือกเรียนรู้เหล่านี้จากใคร

คุณ Cat Rose นักเขียนและเจ้าของพ็อดคาสท์ The Creative Introvert มีคำแนะนำสำหรับคนทำงานสายสร้างสรรค์ที่เป็นอินโทรเวิร์ท เธอพบว่ามันอาจจะเป็นธรรมชาติของคนเป็นอินโทรเวิร์ท หรืออาจเป็นนิสัยของคนทำงานสายสร้างสรรค์เองก็ได้ เวลาต้องขายตัวเองตรงๆ มันไม่สะดวกใจเท่าไร แต่ก็เป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ฝึกฝนกันไป

วิธีคิดที่ช่วยคุณ Cat Rose เรื่องการทำตลาด การโปรโมทตัวเอง หรือโปรโมทผลงานตัวเองก็คือ ให้ภูมิใจในผลงานของตัวเองมากๆ มากจนสามารถพูดถึงมันได้ในทุกแง่มุม ทุกด้าน หรือกระทั่งทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำลงไปจนก่อให้เกิดมาเป็นผลงานชิ้นนี้ขึ้นมา

อาจเพราะเป็นอินโทรเวิร์ท หรืออาจเพราะเป็นคนทำงานสายสร้างสรรค์ก็ตามที แต่เรามักจะถ่อมตัวเกินกว่าเหตุ ไม่กล้าพูดเรื่องงานที่ตัวเองทำ แถมยังกดดันตัวเองไม่ให้พูด ไม่ให้เล่าเรื่องผลงาน เรื่องวิธีการทำงานของตัวเองออกมาอีก

คุณ Cat Rose สังเกตเห็นว่า พวกเราหลายคนที่จริงก็รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ควรทำ ทุกคนรู้ว่ามันต้องพูด ต้องเล่า ต้องบอกออกมาสิ เล่าเรื่องผลงานของเราออกมา แต่เป็นเพราะเสียงในหัวที่ดังมากบอกเราให้หยุด “ไม่ ห้ามพูดออกไป” มันบอกว่าเราไม่ดีพอ งานเราไม่ดีพอ งานเราสู้คนอื่นไม่ได้ และข้ออ้างสารพัดอย่างที่เสียงนั้นจะสรรหาหยิบยกขึ้นมาได้

การทำการตลาดไม่ได้เป็นเรื่องของเทคนิคในสายตาของคุณ Cat Rose แต่มันคือการเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า “นี่คือผลงานที่เราภาคภูมิใจ และเราบอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้ผู้คนฟังได้”

การทำการตลาดสำหรับคนทำงานสายสร้างสรรค์จึงไม่ได้ยากตรงเครื่องมือที่เราเลือกใช้ แต่มันเป็นงานภายใน มันคือการดูแลใจตัวเอง ดูแลความมั่นใจของตัวเอง


7. เข้าใจเรื่องเงิน คุณค่า และการตั้งราคา

คำถามข้อแรกคือ คุณใช้จ่ายในชีวิตประจำวันตกปีละเท่าไร?

คำตอบของคำถามนี้คือกำไรเฉลี่ยที่คุณต้องทำให้ได้ในแต่ละปี

พอรู้ว่าเราต้องการกำไรเท่าไร มันก็จะย้อนกลับมาที่โจทย์ได้ว่าเราต้องรับงานกี่อย่าง ขายของกี่ชิ้น ตั้งราคาเท่าไร ถึงจะครอบคลุมกำไรที่ต้องการ

สมมติว่า ปกติใช้จ่าย+เงินเก็บที่ 20,000 บาท/เดือน จึงอยากทำเงินให้ได้เท่านี้

ถ้าเราเป็นนักวาดภาพ คิดราคาภาพละ 1,000 บาท วาดเดือนละ 20 ภาพ ก็ได้เงินแล้ว 20,000 บาท



แต่มันจะไม่เป็นแบบนั้นน่ะสิ

คุณอาจไม่ได้งาน 20 ภาพ/เดือน แต่อาจได้แค่ 3-4 ภาพ/เดือน ดังนั้น การตั้งราคาภาพละ 1,000 บาทก็ไม่สมเหตุสมผลแล้ว แต่ราคาที่สมควรตั้งคือภาพละ 5,000 บาทต่างหาก

แต่ถ้าจะตั้งราคาภาพที่ 5,000 บาท ทีนี้ต้องย้อนกลับมาดูแล้วว่าภาพวาดของเราสามารถส่งมอบ “คุณค่า” ให้กับลูกค้าถึงราคาที่ตั้งไว้ไหม?

นี่ไม่ใช่เรื่องการวาดสวยไม่สวย เทคนิคการวาดการลงสีดีไม่ดี แต่อยู่ที่ “คุณค่า”

คุณค่าสามารถเป็นอะไรก็ได้ที่ลูกค้าจะเห็นค่า ตั้งแต่ชื่อเสียงของนักวาด ความน่าเชื่อถือและการส่งงานตรงเวลา การคุยงาน การบรีฟงาน สื่อสารในภาษาเดียวกับลูกค้าได้ ข้อตกลงการแก้ไขงานเป็นไปอย่างมืออาชีพ นี่เป็นภาพที่จะใช้ส่วนบุคคล เพื่อธุรกิจขนาดเล็ก(จำกัดการผลิตไม่เกิน 5,000 ชิ้น) หรือเพื่อธุรกิจในวงกว้าง (ผลิตเกิน 5,000 ชิ้น)

ราคา 5,000 บาทอาจถูกมาก หรือแพงเกินไปแล้วแต่มุมมองของลูกค้าแต่ละคน

ลองอ่านข่าวเรื่องช่างภาพ stockphoto ขายรูปในราคา 1 เหรียญสหรัฐ แต่มีบริษัทยักษ์ใหญ่ซื้อภาพนั้นเอาไปทำเป็นจิ๊กซอว์วางขายทั่วโลกดูสิ หรือเรื่องหนุ่มไทยหารายได้เสริมด้วยการขายปลากัดออนไลน์ส่งไปขายต่างประเทศ จากต้นทุน ปลา 1 ถุงมี 7-8 ตัวราคาถุงละ 20 บาท เขาส่งขายต่างประเทศที่ตัวละ 1,500 บาท ขายดีมาก เกิดตลาดใหม่ ชาวต่างชาติแห่มาสั่งซื้อปลากัดไทยเพราะสีสวย รูปร่างสวยงาม

มันไม่ใช่เรื่องว่าแพงหรือไม่แพง ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขราคา แต่อยู่ที่คุณค่าที่เราส่งมอบว่ามันตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ไหม


หลังจากเข้าใจเรื่องเงิน คุณค่า และการตั้งราคาแล้ว เราก็ต้องมาพิจารณากิจกรรมของตัวเอง เพราะเวลาในชีวิตเรามีจำกัด เราทุ่มเทเวลา ความพยายาม และเงินจริงๆ ของเราลงไปในธุรกิจตลอด ดังนั้น ให้เรียงลำดับความสำคัญของกิจกรรมที่ทำ ต้องเข้าใจก่อนว่าเงินเป็นเรื่องสำคัญ และรู้ว่ากิจกรรมไหนจะทำให้เกิดเงินหมุนเวียนกลับเข้ามา แน่นอนว่าต้องดูเป็นระยะสั้นระยะยาวด้วย เช่น การลงทุนเรียนคอร์สอะไรสักอย่างอาจมีต้นทุนสูงในระยะสั้น แต่ถ้ามันสามารถทำประโยชน์ให้เราคุ้มค่าในระยะยาว ก็ไม่ได้ถือว่าแพง หรือการไปนั่งกินข้าว ดื่มกาแฟ พูดคุยกัน ก็สามารถสร้างผลตอบแทนกลับมามากมายได้อยู่ที่ว่าคุยกับใครและคุยอะไร

“สนุกกับการมีเงิน สนุกกับการทำเงิน” นี่เป็นเรื่องที่ศิลปินและคนทำงานสายสร้างสรรค์ไม่กล้าที่จะพูด ไม่กล้าแม้แต่จะคิด

แน่นอน เราไม่ได้ทำงานเพื่อเงินเพียงอย่างเดียว แต่เราสร้างงานที่เราภาคภูมิใจ เราสามารถภาคภูมิใจกับตัวงานของเราได้มากเท่าๆ กับคุณค่าที่มันส่งมอบให้กับคนอื่น

ความสัมพันธ์ที่เรามีต่อเงินเป็นเรื่องสำคัญ

“ไม่กล้าคิดเงินลูกค้า ไม่กล้าตั้งราคา เพราะกลัวถูกมองไม่ดี กลัวจะถูกมองว่าหน้าเลือด ที่ทำก็เพราะว่าชอบ เพราะว่ารักเท่านั้นเอง” หลายคนคิดแบบนั้น

แต่เราก็ชอบก็รัก ไปพร้อมๆ กับตั้งราคาได้นะ

คนที่เห็นคุณค่าของสิ่งที่เราทำอยู่ คนที่ชื่นชอบผลงานของเรา เขาเองก็อยากให้เราอยู่ดีมีสุข ผลิตผลงานที่เขาชื่นชอบต่อไปได้อีกนานๆ

เราไม่ได้สละชีวิต ความทุ่มเท เวลา และเงินทองของตัวเอง เพื่อแลกเปลี่ยนกับเงินที่อีกฝ่ายต้องสละมาจ่ายให้
เราตั้งราคาตามคุณค่าที่มันมีค่ากับคนอื่นๆ
ไม่มีใครต้องเสียสละอะไรทั้งนั้น แค่ตั้งราคาตามคุณค่าที่มันมีค่าต่อคนอื่นๆ เท่านั้นเอง


8. สร้างแหล่งกำเนิดรายได้หลายทาง

คนที่คิดว่าออกอัลบั้มเพลงอัลบั้มเดียว เขียนหนังสือเล่มเดียว ออกผลิตภัณฑ์ตัวเดียว นอนหลับไปหนึ่งตื่น แล้วตื่นเช้าขึ้นมาอีกวันจะกลายเป็นมหาเศรษฐี เขาอาจเข้าใจผิดว่าการทำงานสร้างสรรค์คือการซื้อล็อตเตอรี

นักร้องดัง ไม่มีใครออกเพลงแค่อัลบั้มเดียว
สตีเฟน คิง ก็ไม่ได้ดังเพราะเขียนนิยายเรื่องเดียว
และถึง เจเค โรวลิ่งจะโด่งดังจาก Harry Potter แต่เรื่องนี้ก็ยาวตั้ง 7 เล่ม แถมเธอยังมีรายได้จากการขายลิขสิทธิ์ Harry Potter สำหรับการนำไปสร้างภาพยนตร์ สินค้า และสวนสนุกอีกต่างหาก

เวลาเราทำงานให้ตัวเอง เราไม่ได้รอรับเงินทางเดียวจากองค์กรอีกต่อไปแล้ว ดังนั้น ต้องสร้างรายได้หลายทาง

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องการกระจายความเสี่ยง แต่แหล่งรายได้ที่เป็น Passive Income ช่วยให้เราไม่ต้องออกแรงและใช้เวลาทุกครั้งที่จะทำเงิน เราสามารถลงแรง เวลา และเงินทุนแค่ครั้งแรก แล้วปล่อยให้มันทำงานไป หน้าที่เราคือคอยกลับมาดูแลรักษา ปรับแก้ว่าทรัพย์สินที่เราสร้างมายังอยู่ดีและทำงานได้ดีหรือไม่

ลองมาดูตัวอย่างนักเขียน 3 คนที่มีโมเดลโครงสร้างรายได้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่สิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันคือ พวกเขารับรายได้หลายทาง

คนที่ 1 คุณ Blair Palmer

อดีตทำงานอยู่ที่ BBC แต่ลาออกมาเป็นนักเขียน นักพูดด้านภาวะผู้นำ มีรายได้ 3 ทาง 
30-40% เป็นรายได้จากการเป็นวิทยากรสอนเรื่องภาวะผู้นำ 
รายได้ส่วนที่ 2 คือเป็นโค้ชสำหรับผู้บริหาร ทั้งแบบรายบุคคลและรายกลุ่ม
รายได้ส่วนที่ 3 คือ เปิดคอร์สสอนการปรับตัวสำหรับคนที่จะลาออกจากงานประจำมาเป็นนายตัวเอง

ในกรณีของคุณ Blair Palmer ซึ่งเขียนหนังสือด้านภาวะผู้นำมาหลายเล่ม เธอไม่ได้เน้นการทำเงินจากหนังสือ แต่ใช้หนังสือเป็นเสมือนนามบัตร เพื่อคู่มือการเรียนการสอน เป็นเครื่องมือในการสร้างความน่าเชื่อถือว่าเธอรู้และเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองสอน และหนังสือช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจอื่นๆ ให้กับเธอ


คนที่ 2 คุณ Cat Rose

อดีตทำงานออกแบบเว็บไซต์ ลาออกจากงานเลยโดยไม่มีแผนรองรับ เริ่มต้นงานเขียนด้วยการทำบล็อกเพราะอยากเถียงเจ้านายเรื่องการทานมังสวิรัติ ไปๆ มาๆ จึงเกิดเป็นบล็อกด้านสุขภาพและการออกกำลังกาย และเธอค้นพบว่าเธอสนุกกับงานเขียน จึงเริ่มทำบล็อกใหม่ว่าด้วยการทำการตลาดสำหรับคนทำงานสายสร้างสรรค์ที่เป็นอินโทรเวิร์ท และเขียนหนังสืออกขายในชื่อเดียวกัน

คุณ Cat Rose เล่าว่าปีแรกของการลาออก ก็ยังคงเลี้ยงชีพด้วยการเป็นนักออกแบบเว็บไซต์ ทั้งรับงานเองและบริษัทเก่าส่งงานที่ทำไม่ทันมาให้ช่วยทำ

คนอาจบอกว่า ทำในสิ่งที่รักสิ แต่คุณ Cat บอกว่า ไม่ได้หรอก ความจริงก็คือเรามีค่าใช้จ่ายที่ยังต้องจ่าย ช่วงปีแรกมีงานอะไรมาให้ทำก็ต้องรับหมด เพราะการเริ่มต้นไม่ง่าย

เธอใช้วิธีค่อยๆ ขยับมาสร้างงานของตัวเอง (ที่ไม่ใช่งานฟรีแลนซ์) ให้มากขึ้น ทำแบบนี้อยู่หลายปี ค่อยๆ focus ทีละส่วน จนเมื่อไม่นานนี้เองที่เพิ่งจะบอกเลิกไม่รับงานฟรีแลนซ์ทั้งหมดได้ สามารถทุ่มเทให้กับงานของตัวเองได้เต็มตัวแล้ว เธอบอกว่า productivity อาจไม่ต้องมากที่สุด แต่ทำเท่าที่จะทำได้ โดยต้องมีคุณภาพชีวิตด้านอื่นๆ ในเกณฑ์ดีด้วย

ปัจจุบัน คุณ Cat Rose มีรายได้ 4 ทาง คือ
1) สร้างชุมชนออนไลน์แบบมีค่าสมาชิกรายเดือน
2) เป็นโค้ชส่วนตัวด้านการทำตลาดสำหรับคนทำงานสร้างสรรค์ และเป็นโค้ชด้านความคิดสร้างสรรค์
3) ขายสินค้างานดีไซน์ เช่น เสื้อยืด และสินค้าอื่นๆ
4) หนังสือ
5) (กำลังอยู่ในช่วงทดลอง) เธอตั้งใจอยากเป็นวิทยากรและทำ workshop ให้มากขึ้น


คนที่ 3 คุณ Joanna Penn

อดีตทำงานที่ Accenture แต่ลาออกมาเป็นนักเขียนอิสระ โมเดลโครงสร้างรายได้ของเธอเปลี่ยนแปลงไปมากในช่วง 10 ปีของการลาออกจากงานประจำมาเป็นนักเขียนเต็มเวลา

คุณ Joanna Penn เริ่มทำบล็อก จัดพ็อดคาสท์ เป็นวิทยากรเรื่องการพิมพ์หนังสือขายเองสำหรับนักเขียนอิสระ และมีหนังสือ 2 เล่ม เป็นนิยาย 1 เล่ม non-fiction 1 เล่ม ทำทั้งหมดนี้มาเป็นเวลา 3 ปีก่อนจะยื่นใบลาออก

ปีแรกของการออกจากงานประจำ เธอสรุปโครงสร้างรายได้ของการเป็นนักเขียนอิสระเต็มเวลาระหว่างปี 2011-2012 ไว้ว่า
50% ของรายได้มาจากหนังสือ (ทั้งหนังสือเล่มและอีบุ๊ค) โดย 95% มาจากนิยาย และ 5% มาจาก non-fiction
25% มาจากการเป็นวิทยากร เธอสอนเรื่องการพิมพ์หนังสือขายเองและการทำตลาดออนไลน์ สอนแบบครึ่งวันและเต็มวัน
25% มาจากการเปิดคอร์สสอนเขียน สอนพิมพ์หนังสือขายเอง สอนการตลาดออนไลน์สำหรับหนังสือ และเป็นโค้ชด้านการเขียนส่วนบุคคล

ผ่านมาสิบปี คุณ Joanna Penn ตอนนี้มีหนังสือทั้งหมด 30 เล่ม โครงสร้างรายได้ของคุณ Joanna ล่าสุด 6 เดือนแรกของปีนี้ (2019) คือ

50% ของรายได้ยังคงมาจากหนังสือ แต่ที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งมาจาก Affiliate เปิดคอร์ส สปอนเซอร์ ค่าโฆษณา Patreon และเป็นวิทยากรบรรยาย

สำหรับรายได้เฉพาะการขายหนังสือ (หนังสือเล่ม หนังสือปกแข็ง อีบุ๊ค หนังสือเสียง หนังสือเล่มขนาดใหญ่) เธอมีรายได้คิดเป็น 2.5 เท่าของพนักงานประจำในอังกฤษ หรือคิดเป็น 7 เท่าของรายได้เฉลี่ยของนักเขียนทั่วไป โดยที่หนังสือของเธอไม่ได้มีวางขายในเชนร้านหนังสือชั้นนำหรือในซุปเปอร์มาร์เก็ต เธอเป็นนักเขียนอิสระที่เขียนเองพิมพ์เองขายเองมาตลอด หนังสือของเธอติดอันดับขายดีของนิวยอร์คไทมส์ และเว็บไซต์กับพ็อดคาสท์ของเธอก็ติดอันดับ TOP5 แหล่งข้อมูลสำหรับนักเขียนอยู่เสมอไม่ว่าสำนักใดจะเป็นคนจัดอันดับก็ตาม

63% ของยอดขายหนังสือเป็นอีบุ๊ค
22% เป็นหนังสือเล่ม (มากกว่าปีก่อน)
15% เป็นหนังสือเสียง (มากขึ้นจากปีก่อนเท่าตัว)

ช่องทางการจัดจำหน่ายหนังสือของเธอคือ 62% ผ่าน Amazon 14% ผ่าน KOBO นอกนั้นคือเท่าๆ กับระหว่าง Audible, Ingram Spark และ Apple

โดยที่ 20% ของรายได้จากการขายหนังสือจะถูกใช้ในการทำโฆษณา

คุณ Joanna Penn มี non-fiction สำหรับนักเขียน 10 เล่ม และนิยายแนวแอ็คชั่น ธริลเลอร์ เหนือธรรมชาติ ดาร์คแฟนตาซี ทั้งหมด 20 เล่ม สัดส่วนรายได้ ณ ปัจจุบัน 56% ของยอดขายมาจาก non-fiction และ 44% มาจากนิยาย

คุณ Joanna Penn บอกว่า เธอก็ยังจะเขียนตามใจตัวเองต่อไป ถึงไม่ได้เป็นนักเขียนใหญ่ผู้โด่งดัง ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญในการซื้อโฆษณาออนไลน์ก็ไม่เป็นไร เราทุกคนล้วนแตกต่างในแบบฉบับของตัวเอง เธอรู้จักคนที่เป็นนักเขียนและมีรายได้มากกว่าเธอมากมาย แต่การเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นเป็นเรื่องอันตรายมากๆ สิ่งที่เราทำได้คือการเปรียบเทียบตัวเองวันนี้กับตัวเราเองในอดีต ถึงไม่ได้เป็นนักเขียนที่ทุกคนรู้จักก็ไม่เป็นไร เราสามารถมีชีวิตที่ดีได้ด้วยรายได้จากการเขียนจริงๆ


หลายครั้งที่คนทำงานสร้างสรรค์ล้มเหลว เพราะพวกเขาคิดไปเองว่าต้องทำอย่างเดียว เขียนหนังสืออย่างเดียว วาดภาพอย่างเดียว ถ่ายภาพอย่างเดียว และไม่ยอมทำอย่างอื่นเลยนอกจากสิ่งที่ตัวเองชอบ

ลองคิดในทางกลับกัน ตั้งต้นที่ “ลูกค้า” ว่าเราสามารถทำอะไรอย่างอื่นอีกเพื่อลูกค้าของเราได้ พวกเขาชอบอะไร อยากได้อะไร อยากแก้ไขอะไร เราสามารถทำอะไรเพื่อคนที่อาจจะกลายมาเป็นลูกค้าเราได้ แต่ตอนนี้ยังไม่ได้รู้จักเราเลยด้วยซ้ำ หรือสำหรับคนที่เป็นลูกค้าแฟนพันธุ์แท้ของเราอยู่แล้ว เราสามารถทำอะไรเพื่อพวกเขาได้มากยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้อีก สร้างสิ่งที่คนอยากได้และยินดีจ่าย ศึกษาจากบุคคลที่ประสบความสำเร็จและเราชื่นชอบว่าพวกเขามีโมเดลการสร้างรายได้อย่างไร ศึกษา ทดลองหลายๆ ทาง เรียนรู้และลงมือทำ




ขอให้สนุกสนานกับการสร้างผลงานของตัวเองนะคะ :-)

nananatte
1.09.2019

ป.ล. โพสต์นี้ทำเป็น podcast แล้ว ใครสนใจตามไปฟัง sit down and write podcast ได้ที่ apple podcasts, google podcasts, spotify, podbean และ CastBox ค่ะ (^___^)v


Photo by Jessica Lewis on Unsplash

Source:
The Creative Penn (2012) - Lessons Learned From 1 Year As A Fulltime Author Entrepreneur
https://www.thecreativepenn.com/2012/09/25/1-year-author-entrepreneur/

The Creative Penn (2019) - Author Earnings: My 2019 Breakdown Of Book Sales By Format, Genre, Vendor And Country
https://www.thecreativepenn.com/2019/07/10/author-earnings-my-2019-breakdown-of-book-sales-by-format-genre-vendor-and-country/

The Creative Penn (2019) - The Creative Introvert With Cat Rose.
https://www.thecreativepenn.com/2019/08/19/the-creative-introvert/

The Creative Penn (2019) - Transitioning To A Full-time Creative Career With Blaire Palmer
https://www.thecreativepenn.com/2019/08/12/transition-creative-career-blaire-palmer/

SHARE
Written in this book
sit down and write
บันทึกสิ่งที่ค่อยๆ เรียนรู้ไปบนเส้นทางนักเขียน 
Writer
nananatte
storyteller
คนทั่วไปที่ใช้ชีวิตเรียบๆ ในเมืองเล็กๆ ชอบแมว เครื่องเขียน และอเมริกาโน จัด sit down and write podcast รีวิวหนังสือใน goodreads เขียนโพสต์ใน storylog และลงนิยายใน fictionlog กับ readawrite

Comments

ManyMilds
2 months ago
ข้อสำคัญอย่างหนึ่งของคนทำงานสร้างสรรค์คือจงเชื่อในศักยภาพตัวเอง ไม่มัวแต่ฟังเสียงในหัวที่บอกว่าเรายังไม่ดีพอ(นี่ก็ยังต้องคอยบอกคัวเองอยู่ตลอดค่ะ) ขอบคุณสำหรับบทความดีๆนะคะ
Reply
nananatte
2 months ago
ยินดีจ้า คุณมายด์ก็ดูแลตัวเองน๊า (^___^) ไฟติ้ง ไฟติ้ง