8 เรื่องควรรู้ก่อนออกจากงานประจำ มาทำงานของตัวเองเต็มเวลา (1/2)
พอดีได้พูดคุยกับคนที่มีแนวโน้มใกล้ลาออกเต็มที่ แต่ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะทำต่อถึงเมื่อไรดี จะลาออกไปที่อื่น หรือจะออกมาเป็นฟรีแลนซ์ หรือเริ่มทำธุรกิจของตัวเองดี

เราได้ฟัง The Creative Penn Podcast ของคุณ Joanna Penn สองเรื่องในเวลาไล่เลี่ยกัน ซึ่งดูเหมาะกับสถานการณ์แบบนี้ ก็เลยสรุปออกมาได้เป็น 8 คำแนะนำที่คนทำงานสายสร้างสรรค์ควรรู้ ก่อนลาออกจากงานประจำ มาทำงานส่วนตัวเต็มเวลา 

หลายข้อเป็นสิ่งที่ใครยังไม่ได้ลาออกอาจจินตนาการไม่ได้ หลายข้อเตรียมตัวไว้ก่อนลาออกได้เป็นดี หลายข้อก็เป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้และค่อยๆ ทำไปตลอดชีวิต

1. สร้างงานส่วนตัวให้เป็นรูปเป็นร่างก่อนแล้วค่อยลาออก

คุณ Blair Palmer เป็นนักเขียน นักพูดด้านภาวะผู้นำ เธอเป็นโค้ชของผู้บริหารมากมาย และพบว่าผู้บริหารจำนวนมากไม่มีความสุขเลยกับการทำงานในองค์กร พวกเขาอยากออกไปทำอย่างอื่น แต่สำหรับคนที่ทำงานกับองค์กรยาวนานเป็น 20-30 ปี การจะลาออกมาเลยไม่ใช่เรื่องที่ทำกันได้ง่ายๆ ผู้บริหารส่วนใหญ่คิดว่าตัวเองรู้จักการทำธุรกิจดี รู้ว่าต้องทำอะไรบ้างเพราะมีประสบการณ์การทำงานกับบริษัทมายาวนาน แต่ไม่ได้รู้เลยว่าการทำธุรกิจส่วนตัวเป็นหนังคนละม้วนกับการทำงานให้องค์กร

คนที่นึกอยากลาออก ในใจก็คิดแต่จะพรวดพราดเดินเข้าไปยื่นใบลาออกให้เจ้านาย เพียงเพื่อพบว่าอีกหนึ่งเดือนต่อมาตัวเองนั่งแกร่วอยู่บ้าน เพราะไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรกับชีวิตต่อดี

ถ้าไม่ได้มีเงินถุงเงินถังตุนไว้ อย่าพรวดพราดยื่นใบลาออกโดยไม่เตรียมตัว

วิธีที่ดีที่สุดคือ “สร้างงานให้เป็นรูปเป็นร่างก่อนแล้วค่อยลาออก” ตอนนี้เมืองนอกฮิตใช้คำว่า side hustle ก็คือ ใช้เวลาว่างที่มี วันหยุดสุดสัปดาห์ ตอนกลางคืนหลังกลับจากทำงาน หรือลุกจากเตียงให้เช้าขึ้น ตื่นขึ้นมาทำเจ้างานตัวนี้เป็นอย่างแรกก่อนออกไปทำงาน ใช้เวลาว่างทั้งหมดที่หาได้ทำงานส่วนตัวจนมันสามารถก่อให้เกิดรายได้สม่ำเสมอก่อนแล้วค่อยยื่นใบลาออก

ที่แนะนำแบบนี้เพราะโปรเจ็คส่วนตัวที่เราทำอยู่ มันมีเรื่องที่ต้องทดสอบหลายอย่าง เป็นต้นว่า ทดสอบว่าโมเดลการทำเงินแบบนี้มันได้ผลจริงไหม ทดสอบว่าของชนิดนี้ บริการแบบนี้มันมีคนที่อยากซื้ออยู่จริงไหม ตลาดชอบไหม แล้วเราในฐานะคนทำสนุกกับการทำสิ่งนี้ ชอบที่จะใช้ชีวิตแบบนี้เพื่อทำเจ้าสิ่งนี้ต่อไปรึเปล่า

ระหว่างการทดสอบ เราไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยการลงเงินของตัวเองด้วยซ้ำ เราสามารถเริ่มด้วยการเป็นอาสาสมัคร ออกตัวขอช่วยงาน หรือไปทำพาร์ทไทม์ให้กับคนที่เราชื่นชอบผลงานของเขา จะได้เงินมากหรือน้อยไม่ใช่ประเด็น แต่ประเด็นคืออย่างน้อยเราได้ลอง จะได้รู้ว่าเราอยากทำเจ้าสิ่งนี้มากพอรึเปล่า ยินดีที่จะใช้เวลาทำเจ้าสิ่งนี้เพื่อเลี้ยงชีพจริงไหม

เริ่มก้าวขาเข้าไปในเกม สร้างระบบของตัวเองขึ้นมา รวบรวมคนที่ชื่นชอบผลงานของเราให้เกิดขึ้นเป็นกลุ่มเป็นก้อน แล้วขายงานให้ได้ก่อนยื่นจดหมายลาออก การมีกลุ่มคนที่ชื่นชอบผลงานและยินดีจ่ายเพื่อสนับสนุนเรากับผลงานของเราเป็นเรื่องสำคัญมากๆ

2. รู้จักตัวเองและค่อยๆ สร้างกิจวัตรใหม่ให้ตัวเอง

การทำงานส่วนตัวมีความยืดหยุ่นเรื่องการใช้เวลามากกว่าสมัยทำงานให้บริษัท แต่คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะช่วงแรกเมื่อลาออกมาแล้ว จะไม่รู้ว่าควรทำอะไรต่อดี ความนับถือในตัวเองจะตกวูบ

เราต้องทำความรู้จักตัวเองให้มาก รู้จักคุณค่าของตัวเอง คอยตั้งคำถามและทำความรู้จักตัวเองให้มากขึ้น

-อะไรผลักดันเราให้เลือกออกมาเดินบนทางสายนี้
-อะไรทำให้เรากลัว
-สิ่งแวดล้อมแบบไหนที่ทำให้เราทำงานออกมาได้ลื่นไหลที่สุด
-ช่วงเวลาไหนของวันที่เราทำงานได้ลื่นไหลที่สุด

เรียนรู้วิธีที่ทำให้ตัวเองทำงานได้ดีที่สุด ต้องทำอย่างไร ต้องใช้อะไรเป็นตัวช่วยบ้าง แล้วค่อยๆ สร้างออกมาเป็นกิจวัตรใหม่ของตัวเอง

ถ้าปกติชินกับการทำงาน 9 โมง – 5 โมงเย็น ก็ให้คงเวลาทำงานส่วนตัวเหมือนสมัยยังทำงานให้องค์กรแบบนี้ไปก่อน ค่อยๆ สังเกตและเรียนรู้ตัวเองไป สุดท้ายแล้ว กิจวัตรของเราจะค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปเอง

ถ้าอยากแยกงานออกจากเรื่องส่วนตัว ก็ให้เดินทางออกจากบ้านไปทำงานที่อื่น เช่น co-working space ร้านกาแฟ ห้องสมุด หรือเช่าพื้นที่ทำเป็นออฟฟิศส่วนตัวเล็กๆ ก็ได้

ไม่จำเป็นต้องหักดิบนิสัยเดิมทั้งหมดของตัวเองทิ้ง ถ้าชินกับการตื่น 6 โมง ออกจากบ้าน 7 โมงไปทำงานที่อื่น ก็ให้คงกิจวัตรเดิมนั้นไว้ ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปทีละน้อย แต่ต้องตอบตัวเองให้ได้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ ทำไปทำไม ทำไมถึงลาออก และต้องการสร้างอะไรกันแน่

ไม่ต้องรีบร้อน มันคือกระบวนการเรียนรู้ ทำความรู้จักตัวเองมากๆ และค่อยๆ ปรับตัวไป

3. เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน

ไม่ว่าเราจะเป็นอินโทรเวิร์ทหรือเอ็กซโทรเวิร์ท เราก็จำเป็นต้องมีชุมชนที่เราสังกัดอยู่ คนเราย่อมตกอยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือสายสัมพันธ์ไม่วงใดก็วงหนึ่งอยู่แล้ว

ชุมชนแบบที่ 1 ที่เราต้องมีคือ ชุมชนด้านอาชีพ คือ กลุ่มคนที่ทำสิ่งเดียวกันกับที่เราทำอยู่ พวกเขาอาจอยู่ในระดับเริ่มต้นเช่นเดียวกับเรา หรืออาจเก่งก้าวล้ำหน้าเราไปไกลแล้วก็ได้ แต่การเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนนี้ เราจะได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของพวกเขา ไม่ต้องปะติดปะต่อ งมเข็มในมหาสมุทร สร้างทุกอย่างขึ้นมาเองจากศูนย์เองทั้งหมด

คนเราอยากแบ่งปันบทเรียนและข้อผิดพลาดที่ตัวเองเคยทำให้พวกน้องใหม่รู้อยู่แล้ว ในเมื่อมีคนใจดีแบ่งปันข้อมูลดีๆ แบบนี้อยู่ ก็แล้วทำไมเราถึงจะไม่รับฟังล่ะ?

หาชุมชนแบบนี้ให้เจอแล้วเข้าไปร่วมวงด้วย แล้วพอเราได้เรียนรู้อะไรจากความสำเร็จหรือความผิดพลาดของตัวเอง ก็ทำหน้าที่แบ่งปันสิ่งที่เราเรียนรู้มา ตอบแทนกลับคืนเข้าไป

การเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนทำให้เรารู้ว่าเราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวในโลก เราไม่ใช่คนเดียวที่สนใจและอยากทำเจ้าสิ่งนี้

คุณอาจกังวลว่า “ถ้ามีคนเลียนแบบสิ่งที่เราทำอยู่แล้วขายตัดราคาเราล่ะ?”

ข้อแรกคือ เราก็จะได้รู้ว่าใครเป็นมิตร และใครไม่ใช่มิตร
คุณหวังดี จึงแบ่งปัน แต่คนบางคนขาดความคิดสร้างสรรค์ ทำได้เพียงเลียนแบบและเริ่มสงครามราคา (สามารถอ่านโพสต์เรื่อง Blue Ocean Strategy ประกอบได้ เราไม่จำเป็นต้องแข่งและไม่จำเป็นต้องเลียนแบบใครเลย)

ถ้าคุณค่าที่เราส่งมอบให้ลูกค้าถูกลอกเลียนแบบกันได้ง่ายๆ บางทีก็อาจถึงเวลาแล้วเราที่เราต้องลุกขึ้นมาพัฒนาส่วนอื่น เช่น การสร้างแบรนด์ สร้างความผูกพันระหว่างเรากับลูกค้า หรือพัฒนาแง่มุมอื่นที่คนอื่นไม่สามารถลอกเลียนกันได้ง่ายๆ

คนที่ยังไม่เคยเข้าร่วมกลุ่มอาชีพจะกลัวเรื่องโดนลอกเลียนไอเดีย ล้วงสูตรเด็ด ข้อมูลลับ แต่ความจริงก็คือ คนเป็นมิตรก็จะเป็นมิตร เวลาทำงานไม่ทันและต้องการคนช่วยงาน คนเค้าก็จะมาประกาศหาคนในวงนี้ก่อน เพราะรู้ว่าคนในนี้ทำได้แน่นอน และถ้าใครว่างอยู่ รับราคาที่ตกลงได้ มีแนวทางการทำงานสอดคล้องกับแบบที่ลูกค้าชอบ คนแบบนี้ก็มีแนวโน้มว่าจะได้รับงานหรือหางานใหม่เพิ่มได้จากวงความสัมพันธ์นี้

ชุมชนแบบที่ 2 คือ ชุมชนของคนที่สนใจในสิ่งที่เราทำ พวกเขาคือคนที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นลูกค้า พวกเขาอาจซื้อหรืออาจไม่ซื้อก็ได้ แต่พวกเขาชอบงานของเรา งานของเราทำให้พวกเขารู้สึกดีหรือทำให้ชีวิตพวกเขาดีขึ้นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง พวกเขาจะแนะนำผลงานของเราให้เพื่อนๆ ของพวกเขารู้จัก พวกเขาอยากรู้จักเรามาขึ้น อยากรู้ว่าเราสร้างงานขึ้นมาอย่างไร กว่าจะออกมาเป็นชิ้นงานหนึ่งชิ้นต้องผ่านอะไรมาบ้าง ยิ่งเราสามารถรวบรวมคนที่ชื่นชอบผลงานของเราได้เร็วเท่าไรก็ยิ่งดีเท่านั้น


ชุมชนแบบที่ 3 คือ ชุมชนกำลังใจ ผู้คนที่เชื่อในตัวเรา คอยให้กำลังใจไม่ว่าในยามสุขหรือยามเศร้า คอยอยู่เคียงข้าง แม้กระทั่งในวันที่เรารู้สึกว่า “พลาดที่สุดในชีวิตแล้ว” พวกเขาก็ยังจะบอกเราว่า “ไม่เป็นไร เริ่มใหม่ได้ ไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอก” หรือถ้าในวันที่เราเตลิดเปิดเปิงไปไกล คนกลุ่มนี้จะเตือนสติ ดึงให้เรากลับมา

คนกลุ่มนี้อาจเป็นคนที่เรารู้จักจริงๆ หรือเราไม่รู้จักก็ได้ แต่พวกเขาคือคนที่เราเห็นอยู่ตลอด เป็นคนที่เราเห็นว่าพวกเขาก็ยังคงทำงานของพวกเขาอยู่ต่อไปไม่ว่าจะเป็นวันฝนตกหรือแดดออก อาจเป็นคนที่เจอกันทุกวันที่ co-working space แต่ไม่เคยคุยกันเลย หรือเป็นคุณลุงคุณป้าขายอาหาร ที่ถึงเวลาจะผ่านไปกี่ปี ก็ยังรักษามาตรฐานสินค้าบริการของตัวเองเอาไว้ได้ไม่เคยเปลี่ยนเลย

ชุมชนแบบนี้คือชุมชนที่คนทำงานส่วนตัวหรือทำงานที่บ้านขาดไป เพราะเราไม่มีเพื่อนร่วมงาน ไม่ได้มีคนมานั่งกินข้าวเที่ยงหรือดื่มกาแฟด้วย แต่เพื่อนที่ทำงานในองค์กรส่วนใหญ่ก็จะไม่เข้าใจหรอกว่าทำไมเราถึงอยากลุกขึ้นมาสร้างงานของตัวเอง

ไม่ว่าเพื่อน เพื่อนร่วมงาน หรือคนในครอบครัวก็แล้วแต่ พวกเขาไม่จำเป็นว่าจะต้องเข้าใจเราเสมอไป ยิ่งถ้าทางที่เราเลือกเดินไม่ได้อยู่ในขอบเขตความเข้าใจของพวกเขา พวกเขาก็จะเป็นห่วง ยิ่งเวลาเราเล่าเรื่องงานของเราให้พวกเขาฟัง พวกเขาเกิดกลัวขึ้นมาเพราะสัมผัสได้ถึงความไม่มั่นคงไม่แน่นอน และพวกเขาหวังดี จึงอยากให้เราปลอดภัย อยากให้เราเลิกทำสิ่งที่เราทำอยู่ ดังนั้น ก็เพียงแต่เข้าใจว่าพวกเขาหวังดีเท่านั้นเอง ถึงแม้พวกเขาจะรักเราสักแค่ไหน แต่เรื่องบางเรื่องพวกเขาก็อาจจะไม่เข้าใจก็ได้ เพราะสิ่งที่เราทำอยู่มันแปลกเกินขอบเขตความเข้าใจของพวกเขาไปไกล

ดังนั้น เราจึงต้องพาตัวเองไปอยู่ในชุมชนของคนที่ทำสิ่งเดียวกันกับสิ่งที่เราทำอยู่ เพราะคนในชุมชนนี้จะเข้าใจอาการวิตกจริตเข้าใจว่ามันต้องเผชิญอารมณ์ขึ้นลงอย่างไรบ้าง เข้าใจว่าเวลาพลาดมันเป็นอย่างไร แล้วต้องแก้ไขอย่างไร เวลาตอนไม่มีงานเลยหรือไม่มีลูกค้าเลยมันเป็นยังไง

การเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน จะทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองได้เป็นส่วนหนึ่งของอะไรที่ใหญ่กว่าตัวเอง เราไม่ได้โดดเดี่ยว ยังมีคนอื่นอีกตั้งมากมายกำลังทำในสิ่งที่เราทำอยู่ในวิถีทางของแต่ละคน พวกเขามีประสบการณ์แบบเดียวกัน ทำงานของตัวเองไปและขายได้ เลี้ยงชีพได้ ซึ่งการได้เห็น ได้เรียนรู้จากคนแบบนี้มันเป็นแรงบันดาลใจชั้นยอด

4. มี Mindset อย่างผู้ประกอบการ

คนส่วนใหญ่มองว่าแค่เตรียมแผนธุรกิจ แผนการตลาด ทำเว็บไซต์ ทำเพจเฟซบุ๊ค ซื้ออุปกรณ์ข้าวของที่ต้องใช้เตรียมไว้หมดแล้ว แค่นี้ก็พร้อมลาออกมาเริ่มธุรกิจของตัวเองได้ทันที

แต่ความจริง สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงเรื่องภายนอก สิ่งที่เราต้องเปลี่ยนจริงๆ คือ Mindset ของตัวเอง ซึ่งมันไม่ได้เปลี่ยนกันได้ง่ายๆ เพียงชั่วข้ามคืน แต่เป็นสิ่งที่จะค่อยๆ พัฒนาไปตามระยะเวลาที่เราอยู่กับธุรกิจของตัวเอง

ไม่ใช่ว่าทุกคนที่ลาออกจากบริษัทจะอยากมีธุรกิจของตัวเองหรอก น้อยคนมากที่จะมีไฟลุกโชนอยากทำธุรกิจของตัวเองจริงจัง คนส่วนใหญ่เลือกลาออกและเริ่มลุกขึ้นมาทำธุรกิจของตัวเองเพราะพวกเขาไม่สามารถหางานแบบที่ตัวเองอยากทำได้ในตลาดแรงงาน และก็รู้สึกอิ่มตัวกับชีวิตการเป็นพนักงานในองค์กร รู้สึกพอแล้วกับการเมืองในองค์กร จึงเลือกออกมาเป็นผู้ประกอบการดีกว่า คนกลุ่มนี้ไม่ใช่คนกลุ่มที่มีหัวการค้ามาแต่เกิด แต่จากตัวเลือกทั้งหมดเท่าที่มี การลาออกมาเริ่มธุรกิจของตัวเองเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคนกลุ่มนี้

Mindset ของคนทำงานในองค์กรกับคนทำงานให้ตัวเองมีความแตกต่างกันมาก

ตอนทำงานในองค์กร เราอาจเป็นพนักงานระดับแนวหน้า เป็นคนเก่งของแผนก เป็นตัวแทนบริษัท แต่เพราะการทำงานในองค์กรมานานทำให้เราไม่ได้ออกนอก comfort zone ของตัวเอง ไม่ได้ลองไปสำรวจแง่มุมอื่นๆ ของการทำธุรกิจ และตอนที่เรายังทำงานในองค์กรของคนอื่น ถึงจะทำพลาดไป แต่อย่างไรสิ้นเดือนเราก็ยังได้รับเงินเดือนอยูดี

แต่หากทำงานให้ตัวเองแล้ว ทุกการกระทำ ทุกการตัดสินใจ สามารถเป็นเหตุผลที่ลูกค้าจะเลือกหรือไม่เลือกทำงานกับเราได้ทั้งนั้น ภาพลักษณ์ที่สื่อสารออกไป ไม่ว่าจะจากพรีเซนเทชั่น ชิ้นงาน การพูดจา หรืออะไรก็ตามแต่ มันคือเงินจริงๆ ของเราทั้งนั้น ถ้าเราทำพลาด ก็อาจสูญเสียลูกค้ารายนั้นไปตลอดกาล

บางคนก็อาจจะแย้งว่า “งานก็ส่วนเรื่องงานสิ”

ไม่จริงหรอก งานเป็นเรื่องที่โยงกับเรื่องส่วนตัวชนิดแยกจากกันไม่ขาด ยิ่งถ้าเราเลือกที่จะเอาตัวเอง เอาชิ้นงานของตัวเองไปวางไว้ตรงนั้น เอาความเป็นตัวตนของตัวเองออกไปขายตรงนั้น มันคือธุรกิจของเรา ผลงานของเรา ชื่อเสียงของเรา

คนมากมายพูดเรื่องตัวเองกับงานที่ตัวเองทำได้ไม่สะดวกใจ แถมขายของไม่เป็นอีกต่างหาก

ถ้าจะมาเป็นนายตัวเอง Mindset อย่างหนึ่งที่ต้องเปลี่ยนแน่ๆ คือ ต้องสะดวกใจ สบายใจ และสามารถเล่าเรื่องของตัวเองและชิ้นงานของตัวเองได้สบายๆ


5. เข้าใจความแตกต่างของการเป็นลูกจ้างและการเป็นนายตัวเอง

ข้อดีที่แข็งแกร่งที่สุดของงานประจำคือ ความมั่นคง 
ทุกสิ้นเดือนได้รับเงินเดือน เจ็บป่วยมีสวัสดิการให้ บางทีก็เบิกค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าล่วงเวลาได้ หรืออย่างแย่ที่สุด ในวันที่ถูกเลิกจ้าง องค์กรก็ต้องจ่ายเงินชดเชยอย่างต่ำให้ 6 เดือนอีกต่างหาก

เวลาทำงานประจำ เราจะได้รับผิดชอบดูแลในส่วนงานเดิมให้ชำนาญยิ่งๆ ขึ้นไป อาจได้ปรับเลื่อนขึ้นเป็นตำแหน่งที่สูงขึ้น แต่ก็ยังคงดูแลในเรื่องเดิมในขอบเขตที่ขยายกว้างขึ้น เราจะไม่ชินถ้าถูกเปลี่ยนให้ไปทำอย่างอื่นหรือดูแลอย่างอื่น

แต่ถ้าทำงานส่วนตัวแล้ว การเปลี่ยนแปลงถือเป็นเรื่องปกติมาก

การเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ จะเกิดขึ้นแน่นอนทุก 5-7 ปี ชนิดที่ว่าต้องเปลี่ยนทิศทางการดำเนินธุรกิจ เปลี่ยนวิธีการอะไรบางอย่าง หรือสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนไปแล้ว ตลาดเปลี่ยน รสนิยมลูกค้าเปลี่ยน ที่เคยมีลูกค้ากลุ่มนิชก็อาจจะนิชไม่พอ ต้องนิชให้มากขึ้นกว่านี้ เช่น ถ้าเป็นนักวาดภาพประกอบ ก็ต้องระบุประเภทงานหลักที่ตัวเองถนัดวาดออกมาให้ลูกค้าเห็นได้ชัดๆ เช่น งานวาย งานจีนโบราณ งานแฟนตาซี หรือถ้าบอกว่าเป็นที่ปรึกษาส่วนบุคคล ก็ต้องระบุความถนัดให้ลึกลงไป เช่น ที่ปรึกษาด้านการหย่าร้างสำหรับผู้หญิง เป็นต้น

พอเห็นปัญหา เราสามารถลงมือได้ทันที ต้องโทรศัพท์ติดต่อใครบ้าง ต้องขอความช่วยเหลือจากใคร ต้องสร้าง ต้องทำ ต้องให้สัมภาษณ์ใคร

เราสามารถคิด ตัดสินใจ แล้วลงมือแก้ไขทำให้ธุรกิจของตัวเองยังดำเนินต่อไปได้ในทันที และเพราะมันเป็นธุรกิจของเราเอง เรามีอำนาจจะทำหรือจะลองอะไรก็ได้ ซึ่งอำนาจแบบนี้ไม่ได้อยู่ในมือของพนักงานที่ทำงานในองค์กร

ถ้าสิ่งที่ทดลองทำได้ผล รายได้ก็จะเพิ่มขึ้นแบบไม่มีเพดานจำกัด แต่ถ้าทำงานในบริษัท จะดีหรือร้าย หมดเดือนมาก็จะได้รับเงินเดือนเท่าเดิม ถ้าผลงานดี ก็อาจได้โบนัสหรือคอมมิชชั่นเพิ่มเติมจากผลงานของเรา

จะเห็นได้ว่า เวลาออกจากการเป็นพนักงานบริษัทแล้ว ความสัมพันธ์ที่เรามีกับเงินจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เราไม่ได้เป็นฝ่ายรอรับเงินเดือนอีกแล้ว แต่ต้องเป็นคนลุกขึ้นมาสร้างให้เกิดกระแสเงินสดไหลเวียนเข้ามายังธุรกิจ ไหลเข้ามาในชีวิตของเราเอง

ที่สำคัญ เวลาเกิดอะไรขึ้น ต้องแก้ไขสถานการณ์ให้เร็ว อำนาจอยู่ในมือให้เราแก้ไขได้อยู่แล้ว ต้องรับรู้ความเป็นไปของสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ และเชื่อมั่นในตัวเองมากพอที่จะบอกว่า “โอเค มีเรื่องนี้เกิดขึ้น ฉันจะแก้ไขอย่างไรดี มีวิธีไหนจะทำให้สถานการณ์นี้ดีขึ้นได้บ้าง”

นั่นคือเหตุผลว่าทำไมคนเป็นผู้ประกอบการต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น คนเป็นนายตัวเองจะไม่มัวจมอยู่กับปัญหา แต่ในใจจะคิดแค่ว่า “จะแก้ไขอย่างไรดี ทุกอย่างแก้ไขได้ แต่ฉันต้องทำอะไรบ้าง ฉันต้องเรียนรู้อะไรบ้าง ฉันต้องติดต่อใครบ้าง”

เหตุผลหนึ่งที่คนทำงานสายสร้างสรรค์ พอหลุดออกจากวงโคจรของบริษัทออกมาทำงานของตัวเองแล้วไม่ประสบความสำเร็จ คือ พวกเขามองว่าเพราะตัวเป็นเป็นครีเอทีฟ เป็นศิลปิน เห็นงานอะไรที่ไม่สร้างสรรค์ ไม่ชอบ ก็จะไม่ทำ

แต่ความจริงคือ เราไม่จำเป็นต้องรักหรือชอบทุกแง่มุมของงานที่เราทำอยู่ เพียงแต่ว่าเจ้าด้านที่เราไม่ชอบต้องส่งมอบอะไรดีๆ ที่คุ้มค่ากลับมาให้เราได้ เช่น ไม่ชอบพูดต่อหน้าคนจำนวนมาก แต่รู้ว่าถ้ากลั้นใจออกไปพูดสักครั้งจะส่งผลดีอย่างไรกับเราบ้าง หรือถึงจะไม่ได้ถนัดเทคโนโลยีสักเท่าไร แต่รู้ว่าถ้าเราใช้โปรแกรมนี้เป็น ชีวิตเราจะสะดวกสบายขึ้นอย่างไรบ้าง มันจะดีกับธุรกิจเราอย่างไร มันจะดีกับลูกค้าของเราอย่างไร

(มีต่อ 1 ตอนค่ะ)

ป.ล. โพสต์นี้ทำเป็น podcast แล้ว ใครสนใจตามไปฟัง sit down and write podcast ได้ที่ apple podcasts, google podcasts, spotify, podbean และ CastBox ค่ะ (^___^)v


Photo by Jessica Lewis on Unsplash
SHARE
Written in this book
sit down and write
บันทึกสิ่งที่ค่อยๆ เรียนรู้ไปบนเส้นทางนักเขียน 
Writer
nananatte
storyteller
คนทั่วไปที่ใช้ชีวิตเรียบๆ ในเมืองเล็กๆ ชอบแมว เครื่องเขียน และอเมริกาโน จัด sit down and write podcast รีวิวหนังสือใน goodreads เขียนโพสต์ใน storylog และลงนิยายใน fictionlog กับ readawrite

Comments