มนุษย์แบบไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์
  
“พวกคุณไม่สนใจขึ้นไปชั้นบนดินเลยหรือ”

ผมโพล่งขึ้น เหล่าผู้ที่นั่งโต๊ะกลม หันมาด้วยความสงสัย แล้วเงียบไปพักหนึ่ง

“ทำไมเราต้องไปด้วยล่ะ ?” 
“เพื่อชีวิตที่ดีกว่าไงครับ” 
“แล้วอะไรล่ะ ที่เรียกว่าดีกว่า อะไรล่ะ ที่เรียกว่าชีวิต ?”

“ก็ปัจจัยไงครับ ปัจจัยต่อการดำเนินชีวิต” 
“มีเพียงพออยู่แล้วนี่ อีกอย่าง ข้างบนเรารู้สึกว่ามันต่ำกว่า ไกลกว่า ข้างล่างนี้เสียอีก” 
“ต่ำกว่าข้างล่าง ?” 

“ ไปสังเกตเสียใหม่เถิดพ่อหนุ่ม ที่นี่ มนุษย์แท้ๆ เขาอยู่กัน”



มุมปากขวา 30 องศา 
มุมปากซ้าย 120 องศา – 3 องศา 

 
เสียงคอมพิวเตอร์เลื่อนฉากที่ลอยอยู่บนอากาศดังละเลียดภายในห้องคอนโดบนตึกสูงชะลูดฟ้า

ปรับความเหมาะสมให้เข้ากับสภาพแวดล้อม......100%
ปรับความเหมาะสมให้เข้ากับสังคม....................100%
ปรับความเหมาะสมให้ดูดีเป็นธรรมชาติ................100%
ปรับความเหมาะสมให้เอื้ออำนวยกับ บริษัท A….100%
 

คุณมีรอยยิ้มที่เหมาะสมสำหรับวันนี้แล้ว! 

เครื่องแสกนใบหน้าจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้เกิดความเรียบง่ายในการดำเนินชีวิตได้มาก เป็นความเรียบง่ายที่ดูไร้จิตวิญญาณ

ผมกดปิดเครื่องแสกนพร้อมจับสูทจากตู้เสื้อผ้ามาคลุมใส่ จากรอยยิ้มที่ถูกปรับมันดูเข้ากับสูทตัวนี้อย่างไม่น่าเชื่อ น่าแปลกใจอยู่นิดหน่อย ที่ผมไม่ค่อยรู้สึกอะไรกับรอยยิ้มนี้เลย ไม่รู้สึกมาตั้งแต่สมัยโลกาภิวัตน์ครั้งใหม่เมื่อสิบกว่าปีก่อน แต่มันก็ทำให้มีสิทธิ์ก้าวหน้าได้มาก ผมจึงคลายใจจากจุดด่างดำด้วยการทำเป็นไม่สนใจ
 
สถานที่ทำงานเป็นสมรภูมิการเอาตัวรอด ดั่งคำสุภาษิตเป็นยอดดี เรากำลังเร่งและลับกล้ามเนื้อมัด นิวรอนในสมอง ความไวของประสาท และสายตาให้เฉียบคมอยู่ตลอดเวลาเพื่อแข่งกับ โปรแกรมสำเร็จรูป เอไอ มนุษย์ต้องดึงทุกอย่างเพื่อออกมาแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นรูปโฉม มารยา เสน่ห์ มันสมอง หรืออะไรก็ตามที่เหนือชั้นและยั่วยวนมากกว่า เพื่อตีค่าราคาของความมีชีวิต และรอยยิ้มก็เป็นส่วนสำคัญอันดับต้นๆของสิ่งเหล่านั้น

“วันนี้ดูเหมือนหัวหน้าจะให้ทุกคนอยู่ทำโอทีนะครับ” 
ผมพูดกับเพื่อนร่วมงานซึ่งเป็นมนุษย์รวยรูปโฉม

“ผมคิดว่าต้องมีใครสักคนที่ไม่รับผลตอบแทน”

“นั่นซิ....นะครับ”

ผมเป็นพนักงานบริษัทปลายแถว ปลายหางที่จะถูกกำจัดทิ้งเมื่อไรก็มิอาจทราบ สิ่งที่ผมทำได้ดีในตอนนี้คือ ความอดทนที่เหนือกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ นั่นทำให้ผมไม่รับค่าล่วงเวลาใดๆเพื่อรักษาตำแหน่งปลายหางเอาไว้เพื่อไม่ให้ตกถังขยะไปเป็นคนแรก 



เมื่อยามเยาว์ บิดรมารดา สั่งเสียให้ผมเรียนจบในระดับชั้นปานกลาง ด้วยชนชั้นพ่อค้า ภายในขั้นเรียนทุกคนมีบางสิ่งที่คลับคล้ายกัน คือพวกเราไม่รู้เลยว่าเราเรียนสายวิชาหรือสาขานี้ไปเพื่ออะไร ไม่รู้อนาคตที่เป็นไป ไม่รู้ความสุขใจภายในตัวเอง รู้แต่เพียงต้องเรียนให้จบแล้วมีประกาศนียบัตรรับรอง รู้เพียงแค่นั้น ต่อจากนั้นพวกเราก็ไร้แผนการใด จะว่าเป็นความผิดพลาดก็คงจะหามิได้ คงจะต้องเรียกว่า ค่านิยมการเอาตัวรอดของมนุษย์โบราณที่ถูกปลูกฝัง กันมาเสียมากกว่า เพราะชีวิตไม่ได้เป็นไปตามที่พวกเขาวางแผนขนาดนั้น

ไลฟ์บาลานซ์ อิคิไก หรือ กฎเกณฑ์ใดๆที่เกี่ยวกับการค้นหาความเป็นปัจเจก ถูกโละทิ้งจากสังคมอุตสาหกรรมในปัจจุบัน อันที่จริงมันหายไปตั้งแต่รุ่นตายายเสียด้วยซ้ำ เราเริ่มทำงานหนักหนาขึ้น ทำงานเพื่อเม็ดเงินที่จำเป็นต่อการใช้สอยและฟุ่มเฟือย 

แหงล่ะ ใครๆก็อยากสบายอกสบายใจกันทั้งนั้น แต่ดูเหมือนเราจะลืมบางสิ่งบางอย่างไว้ข้างหลัง โดยไม่สามารถนึกถึงมันได้เลย

มันเริ่มจากที่ใดกัน ที่ทำให้ผมไม่กะจิตกะใจ จะดั้นด้นค้นหาความสะดวกสบาย กลับกัันผมรู้้้้สึกว่่าต้องการค้นหาบางอย่าง บางอย่างด้านล่างของตึกสูง ด้านล่างความไฮเทคโนโลยีและความหรูหรา สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผมเกิดความขัดแย้ง เกิดมาจากวันที่ผมลงมาจากตึก ลงไปชั้นใต้ดิน ใต้สังคมแห่งการวิวัฒนาการ บ้านเช่าตั้งเรียงรายเป็นแนวแถว มันเกรอะกรัง  เก่าแก่ ผุพังคล้ายคนที่อยู่อาศัยไม่มีผิดเพี้ยน แต่พวกเขามีสิ่งหนึ่งที่คนข้างบนไม่มี คือรอยยิ้มที่ปราศจากการปรุงแต่งจากโปรแกรมยอดฮิต น่าจะเป็นรอยยิ้มเปื้อนดินของชนชั้นแรงงาน ที่เนื้อตัวสกปรก

อะไรกันที่ทำให้ผมคิดแบบนั้น มันคงเป็นบางอย่างที่ถูกทุบความปลอมแปลง ให้พื้นผิวกระเบื้องมารยาแหลกออกไปสักสามถึงสี่ชั้น จากห้าชั้นละกระมัง

เสียงแก้วเบียร์ชนกันเฮฮา โดยไม่สนใจการแข่งขัน  ไม่สนใจรวยจน ไม่สนทรัพย์สัมพันธ์ ไม่สนใจการปั้นหน้า ไม่สนใจกราฟแห่งความสำเร็จ แลดูพวกเขากำลังฉีกเปลือกแข็งหรือพลาสติกทำร้ายโลกที่ห่อหุ้มพวกเขาไว้ทิ้งไป แล้วมานั่งตั้งโต๊ะกลมสนทนา ภาพเบื้องหน้าทำให้ช่องว่างในตัวผมเรียกร้องบางสิ่งมาเติมเต็ม และตั้งคำถามอันเป็นการติดตราประทับชุดความคิดนี้ 

ผมกำลังสงสัยว่าผมยังเป็นมนุษย์อยู่จริงงั้นหรือ แม้จะมีแขน ขา หรือมันสมองที่ดูมากกว่าพวกเขา แต่ผมรู้สึกคล้ายเป็นเครื่องหรือระบบบางอย่างที่กำลังจะล้าสมัย แต่ก็สามารถยังทนทานอยู่ได้เหนือกว่าเครื่องอื่นก็แค่นั้น

ช่องว่างระหว่างความมีชีวิตและสิ่งของกำลังดึงดูดผมให้ลงสู่ชั้นล่างของเมืองแสนศิวิไลซ์ด้วยการค้นหาความหมายชีวิต พ่อแม่ไม่อยู่แล้ว ผมตัวคนเดียวไม่มีใครโดยแต่เดิม จึงไม่ได้มีภาระอะไรมากมายนัก นายทุนยื่นซองขาวแห่งความเป็นอิสระสู่ผิวดินเปรอะฝุ่นให้กับผม ไม่เคยคิดจะเสียดายอะไร เพราะตัวเองก็มีเป้าหมายค้นหาหัวใจที่มีชีวิต ค้นหาวิถีการเป็นมนุษย์ด้วยตัวเองอยู่แล้ว ผมจึงลงดิ่งสู่งานชั้นกรรมกรที่อาศัยอยู่ชั้นใต้ดินทันที และต่อไปนี้คือความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดเจน



ชายชราสูบผอม หนังติดกระดูกเรียกผมไปนั่งก๊งกับชาวหมู่คณะเหมือนอย่างกับทุกวัน เขาคล้ายเป็นหัวหน้าคนงานของที่นี่ทั้งที่ ทุกคนเป็นคนงานอย่างเท่าเทียม ส่วนคนที่คุมที่แห่งนี้แท้จริงอยู่ด้านบน ซึ่งเขาไม่เคยเข้ามาแตะที่นี่ แตะพื้นที่ที่ดูจะสกปรก เหล่าคนงานรู้หน้าที่ของตัวเอง ต่างคนต่างทำเพื่อดำรงชีวิตยันบั้นปลาย

“อยากถามมานานแล้วครับ พวกคุณดูดี ดูมีสุขจากเกินกว่าที่จะต้องมาอยู่ที่ต่ำต้อยแบบนี้”

“ทำไมไม่ถามตัวเองดูล่ะ ฉันว่าเธอก็เป็นแบบเดียวกับพวกฉันแล้ว เป็นมนุษย์แบบหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์”

“มนุษย์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์…”
 ผมครุ่นคิดคำที่ตาแก่พูดนมนาน บางสิ่งที่อยู่ในอกข้างซ้ายของผมมันยังเต้นอยู่ตุบตับ รู้สึกได้ต่างจากตอนที่เป็นเครื่องรุ่นเก่าใน บริษัท A 

“ปัญญา...” 

“เกี่ยวกับปัญญาอย่างไรหรือครับ”

“ไอ้พวกข้างบนมันถูกดึงออก ดึง ปัญญาที่แท้จริง ออกทั้งหมด ดึงปัญญาของความเป็น คน แล้วใส่ สิ่งจอมปลอม ทดแทนลงไป สร้างการแข่งขัน สร้างความละโมบ สร้างวงจรอุบาตร”

“สิ่งจอมปลอม...” 

“ใช่มันคือ สิ่งจอมปลอม มันก็อาจจะดีสำหรับการปกครองส่วนรวม แต่อิสรภาพแท้จริงทั้งหลายอันเป็นปัจเจกจะหายไป กล่าวก็เหมือนกับการสอนเหล่าสรรพสัตว์ที่มีวิถีของตน ทั้งปีนต้นไม้ โผบิน เดินดินให้ไปว่ายน้ำทุกตัวนั้นล่ะ ไอ้ตัวที่ว่ายได้ดีที่สุดมันก็เริ่มเป็นผู้นำ และไอ้ตัวผู้นำนี้แล ที่จะตัดวิถีของสัตว์อื่นนอกจากตัวมันให้หายไป แล้วขึ้นเป็นใหญ่ด้วยความบ้าคลั่ง ทุกคนรู้ว่าจะทำอะไร มีเป้าหมายอะไร ทำสิ่งใดด้วย ปัญญาดั้งเดิม และปัญญานั้นคือ การตอบสนอง ต่อสิ่งที่มีความหมายต่อตัวตน แต่ก็ไม่ใช่ การตอบโต้ ตอบโต้ต่อสิ่งที่ไม่ได้เป็นตัวเอง ตอบโต้กับความสบายที่ผู้นำยื่นให้อย่างนอบน้อมและสะดวกสบาย เพราะการตอบโต้ไม่ใช่ลักษณะของปัญญามนุษย์ที่ดี เราทำเพียงแค่เพียงแค่เห็นมัน เวทนามัน แล้วปรับตัวให้อยู่กับมันคล้ายเส้นขอบฟ้าขนานกัับเส้นทะเลได้ก็เพียงพอ

เมื่อเรารู้ว่าความจริงของ เป้าหมายเอกภาพ แล้ว เช่นนั้นแล้วจะโหยหาตอบโต้สิ่งอื่นไปทำไมกันเราครอบครองสิ่งที่ต้องการไว้แต่เดิมจงเรียนรู้มันให้มาก ส่วนพวกข้างบนนั่นก็ปล่อยเขาไป พวกเขากำลังเดินห่างจากความเข้าใจตัวเองไปเรื่อยๆ”

“ผมยังงงอยู่เลยครับ” 

“เคยอยู่ข้างบนนี่ ชอบตัวเองที่เป็นแบบนั้นหรือ”

ผมนิ่งไปพักหนึ่ง 

“…ไม่ครับ” 

“อ้าว แล้วทนอยู่ทำไมล่ะ” 

“เพราะชีวิตที่ดี...” 

“แน่ใจเหรอ ว่ามันดี”

“ตอนนั้นผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ก็รู้สึกได้ว่ามันจะสบาย”

“นั่นก็คล้ายกับการโต้ตอบ โต้ตอบกันไปมาระหว่างความสะดวกสบายกับใจคน และนั่นก็เป็นปัญญาจอมปลอมที่พร้อมจะแทงเราข้างหลังทุกเมื่อนั้นแล ดูพวกข้างบนซีว่าพวกเขาปฎิสัมพันธ์กันอย่างไรบ้าง ชีวิตก็เหมือนกับการปลูกพืช ปลูกป่าไว้ในใจคน ใจงาน ใจสติ หากเราทำดีกับมัน แบบมีจิตมนุษยธรรม มันก็จะงอกงามปกคลุมให้ร่มเย็นเป็นสุข เพราะเราหมั่นผลัดกันรดน้ำให้กันและกันนั้น แต่กลับกัน ฉันไม่เห็นพวกเขา พวกข้างบน มีผืนป่าให้ทอสีเขียวแม้เพียงนิดน้อย มันแห้งแล้ง แห้งผาก จนใจเริ่มแตกระแหง กัดเซาะความชุ่มชื้นไปจนหมด”

ผมเงียบตั้งใจฟัง พลางยังมีความคิดที่โต้แย้งกับตัวตน เราควรจะขึ้นไปหาความการงาน หาความสะดวกสบาย ที่ข้างบนอีกหรือไม่ แม้ผมจะเจอแล้ว เจอหัวใจที่มีชีวิต เจอหัวใจแบบมีความเป็นมนุษย์ร้อยเปอร์เซ็นต์ที่ผมไม่เคยได้แตะมาก่อน ผมไม่รู้ผมจะทำมันได้ดีหรือไม่ เพราะผมก็ไม่ต่างกับลิงตัวน้อยๆ ที่ถูกฝึกให้อาศัยอยู่กับน้ำตลอดเวลา ผมไม่รู้ว่าผมจะยืนได้สองขาแบบคนเหล่านี้ได้หรือไม่ บางทีคนอย่างคุณก็อาจเป็นอย่างผมอยู่ก็ได้ ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าตัวเองต้องการอะไร แต่ก็ยังกลับตาลปัตรต่อความต้องการนั้นเสีย 
เช่นนั้น พวกเราอาจเป็นสิ่งที่เรียกว่า 
มนุษย์ไม่สมประกอบ หรือ มนุษย์แบบไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็เป็นได้


SHARE
Written in this book
Short stories in cloudy day
เส้นทางเดินของชีวิตจากมุมมองการเจริญเติบโต
Writer
GLITCH
Unconscious
I'm a jazz listener

Comments