อีก 1 ปีที่เหลือ กับความฝันที่เรียกว่า Researcher
เราเดินทางมาถึง ปีที่ 8/9 ของชีวิตมหาลัยแล้วสินะ ... คนปกติเค้าเรียนกัน 4 ปี แต่เราเรียนแบบ non-stop มาจนถึงปริญญาเอกปีที่ 2 แล้ว เร็วจังเลย ... 
(ตรี 4: โท 2: เอก3 เผื่อไม่ทราบกัน :) )

อย่างที่เขียนไว้ในเรื่องก่อนๆ
ความฝันเราตอนเด็กไม่ใช่นักวิชาการหรือนักวิทยาศาสตร์เลย เราอยากเป็นนักแสดง นักเต้น ครูสอนเต้น 

ชะตา (ที่ถูกชักนำโดยปาป๊า) ทำให้เราเรียนสายวิทยาศาสตร์ เอกไบโอ สาขาวิทยาศาสตร์เกษตร ภาค crop science and plant physiology 

ตอนแรกเราอยากจบ ป. ตรี ก็พอ
จบตรี ก็กลับไทย ไปรับช่วงกิจการต่อของที่บ้าน

แต่พ่อเราบอกว่า ถ้าจะเรียนต่อ มีให้เลือกสองตัวอย่าง
1. จบตรี แล้วทำงาน
2. เรียนถึงปริญญาเอก แล้วไปให้สุด

อืมมมม .... สำหรับสายวิทยาศาสตร์นั้น
พ่อเราจบ โท คณะเกษตร บางเขน
พ่อบอกว่า จบโทมันครึ่งๆ กลางๆ
เรียนเอกมั้ย? ป๊าอยากเรียนนะตอนนั้น แต่ป๊าทำความฝันนั้นไม่สำเร็จ อากงให้ออกมาทำงาน

อืมมมม ก็จริงนะ 
เราเอาจริงๆ นิสัยไม่ชอบอะไรครึ่งๆ กลางๆ
เราชอบเป็นที่หนึ่ง ชอบอาบ spotlight
(อย่าเพิ่งหมั่นไส้ นี่คือคายความตัวเองออกมาแบบไม่แอ๊บเลยนะ)

เราอยากทำอาชีพที่ไม่ต้องอยู่ในอำนาจใคร
อยากตัดสินใจอะไรด้วยตัวเอง
เพราะงั้น เรียนเอกจบไปเป็นนักวิจัยมันก็ตอบโจทย์

คุณว่าจริงมั้ย ที่ตอนเด็กเราจะชอบวิชาที่เราทำได้ดี
เราว่ามันจริงมากเลย
ตอนแรกเราไม่ได้ชอบทำวิจัยขนาดนั้น

แต่เหมือนเรามือขึ้น หรือมีดวง หรือสายตาเราดี
หรืออะไรก็ไม่รู้ ดลใจให้เราได้ค้นพบอะไรหลายๆอย่าง

ความสำเร็จที่ได้มาจากการทำวิจัยมันหอมหวานมาก ยิ่งการได้รับรางวัล ได้รับเลือก ได้เงินเดือนเป็น researcher จากสภาวิจัยญี่ปุ่นในขณะที่เรียน ป. เอก มันยิ่งทำให้เราคิดว่า เออ... หรือกูมาถูกทางจริงๆ วะ?

แต่สิ่งที่มาพร้อมกับความสำเร็จมันก็มีด้านลบ
หลงตัวเอง


ความสำเร็จทำให้ทุกคนมีความสุข
แต่พอมันได้มาบ่อยๆ นั้น
มันทำให้เรา value ตัวเองไว้สูง 
เรามั่นใจว่าเราไม่เคย look down ใครนะ
แต่เราก็ประเมินตัวเองไว้สูงเช่นกัน

พ่อเราโทรมาบอกทุกครั้ง เวลาความสำเร็จมันเข้ามา

“ดีใจได้ แต่อย่าคิดว่าตัวเองเก่ง เพราะจะทำให้หยุดพัฒนานะลูก” ก็จริง 

อีกอย่าง มันจะมาพร้อมกันกับ

ความกดดัน


จากสังคม จากอาจารย์ และมากที่สุด จากตัวเอง

คือ... งี้ มันมีหนึ่งความสำเร็จที่เราภูมิใจกับมันมากๆ 
ก็คืออย่างที่ได้เขียนไว้ด้านบน
เราได้รับเลือกเป็น researcher ของสภาวิจัยประเทศญี่ปุ่น Japan Society of Promotion of Science

มันเป็นเกียรติมากๆ เพราะเราต้องสู้กับคนญี่ปุ่น
นักเรียน ป.เอก ทั่วประเทศ และโอกาสได้มันมีน้อยมาก คือ 19%
แต่มันเหมือนเป็นตัวการันตี ว่าถ้าคุณได้รับเลือกแล้ว คุณจะได้ใบเบิกทาง ในการเป็นนักวิจัยในประเทศนี้

เงิน ก็ อีกส่วน 
เงินเดือนที่ได้รวมเงินค่าวิจัยตลอดสามปีจนจบเอกที่ได้ มันมูลค่ามากกว่าสิบล้านเยน
เหมือนเค้าเอาเงินมาทุ่ม กับเราคนเดียว ด้วยจำนวนเงินขนาดนั้น 

เหมือนจะดีใช่ปะ โคตรสวยหรูเลย
แต่.....

กดดันชิบหาย
เอาเงินเค้ามาขนาดนี้
ต้องเขียนรายงานวิจัยส่ง ผลแลป
การซื้ออุปกรณ์ต่างๆ ผลงานในประชุมวิชาการก็ต้องทำตลอด ต้องได้รางวัล ต้องได้....

อาจารย์ก็คาดหวัง เพราะเงินที่ได้จากเรา มันเข้าแลป ยิ่งทุกคนรู้ว่า แลปนี้มีคนที่ถูกเลือก คนยิ่งเพ่งเล็ง ว่ามึงจะเจ๋งขนาดไหน

Scientific paper ต่างๆ
Impact factor ต่ำๆ ไม่ได้ ต้องที่สูงๆ ของต่างประเทศ

แลปควบคุมหลายเนื้อหา ไม่มีวันจบสิ้น
คือเราอะ ดีใจนะ แต่..

แม่งโคตรเหนื่อยเลย
เรากลายเป็นโรค 

ไม่กล้าพัก


ตั้งแต่ปริญญาโท เราหยุดนับวันได้เลยนะ
เสาร์ อาทิตย์ ปีใหม่
เราไปแลปหมด
เราไม่กล้าหยุด ไม่กล้ากลับบ้านเร็ว

เรากล่วว่า มันจะทำให้เราไปช้ากว่าคนอื่น
เราจะเสียใจทีหลังที่เราหยุด
เรากลายเป็นคนบ้างานมากๆ บ้าความสำเร็จ
เพราะยิ่งทำ ผลที่ตามมาก็ยิ่งได้

แต่นั่นแหล่ะ
เวลาเป็นของตัวเองยังไม่มี

พ่อแม่ไม่กล้าโทรมาก่อน กลัวรบกวนเรา
พอเราโทรไปนานๆ ครั้ง แม่ก็ดูจะคิดถึงเรามาก

แฟนที่คบกันมา 6 ปี 
ก็เลิกไป เพราะเราบ้างานเกินไป
จากคำสัญญาแต่งงาน ตอนนี้กลายเป็นเราที่รักษาไว้ไม่ได้ เพราะเราไม่รู้ ว่าเราจะมีเวลาให้ใครได้นอกจากตัวเองรึเปล่า

เหลือเวลาอีก 1 ปีในการพิสูจน์ตัวเอง
เราจะจบแล้ว ปีหน้า
อาชีพนี้ยากนะ
เพราะไม่รู้ว่า สาขา หรือตำแหน่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์จะเปิดที่ไหน ตอนไหน
กังวลไปก็ไม่ได้อะไร

ทำได้แค่ 

เมื่อโอกาสมาถึง เราต้องแกร่งกล้า และกระโดดได้สูงกว่าคนอื่น เพื่อที่จะเอื้อมเอาโอกาสนั้นมา

แล้วตอนนี้เราดีกว่าคนอื่นรึยัง?
ก็ไม่รู้ เหนือฟ้ามีฟ้าเสมอ
เรายิ่งไม่กล้าหยุด

อาจารย์บอกว่า
คุณอย่างน้อยต้อง

1. ความรู้พื้นฐาน molecular biology and plant physiology ต้องแน่นเหมือนแดกตำราเข้าไป

2. ผลงานวิชาการต้องเหนือกว่า ต้องมี scientific paper ระดับสูง (Impact factor >4) ที่ตัวเองเป็น first author หลายแผ่น ต้องได้รับรางวัลหลายรางวัลเวลาไป conference 

3. ภาษาต้องเยี่ยม ภาษาวิชาการต้องเป๊ะทั้ง English และ Japanese ในทุกๆ language skills

4. มีไอเดีย ความช่างสังเกต และความสามารถในการตั้งสมมติฐานเป็นเลิศ 

5. ตายยาก มีสุขภาพที่ดี เพราะจะตายก่อนตัวอย่างทดลองไม่ได้ 55555

โอยอิเหร้ยนยยยยย
จากทุกอย่างที่อาจารย์ร่ายมา
กุให้ตัวเอง 30% ในความพร้อมอะ
Superman หรอวะ แค่นี้ก็ไม่มีเวลานอนละจะเอาเวลาไหนไปเรียนภาษา อ่านตำราเพิ่มวะ

บ่นไปก็เท่านั้น แต่เราต้องทำให้ได้
9 ปีนี้ต้องไม่เสียเปล่า

ท้ายสุดนี้ เราอยากขอบคุณเพื่อนของเราคนนึงมากเลย เราอินบ๊อกซ์ไปบ่นทุกวัน เรื่องความเหนื่อยต่างๆ ของเรา ซึ่งเราแสดงออกมาไม่ได้เลย 

เพราะเราเป็นพี่ใหญ่ เพราะเราคุมน้องๆ
คนที่อยู่ด้านบน ถึงจะเหนื่อยขนาดไหน แต่ก็ต้องพารุ่นน้องเดินผ่านความเหนื่อยไปด้วยกัน
ทั้งๆ ที่คนที่อยู่บนแถวอะ เหนื่อยกับการแบกรับน้ำหนักมากที่สุด

ขอบคุณคุณมากๆนะ เรายังไหว และเรายังสู้ต่อ
บางทีเราแค่เครียดๆ ว่าเรากลัวเราจะทำมันได้ไม่ดีพอ  :) แต่ยังไหวอยู่ 


เห้ออออ... เพ้อ
เวลาก็ไปอ่านหนังสือบ้างนะกู ทำแลปอย่างเดียวไม่ได้นะ ต้องเพิ่มความรู้เสมอๆ ด้วย

— เวิ่นเว้อรอน้องต้นไม้สังเคราะห์แสงในโรงเรือนกระจกสุดไฮเทคของมหาลัยในบ่ายวันอาทิตย์—


SHARE
Writer
Hiphop_hippo
On the way_Plant Researcher
My life in Japan and my stories 😃 Phd student Passionate plant scientist

Comments

Traveler_101
10 months ago
😃

Here comes the train upon the track
And there goes the pain it cuts to black
Are you ready for the last act?
To take a step you can't take back

Song by: Keira Knightley
Reply
Hiphop_hippo
10 months ago
ขอบคุณนะคุณ 😊