ธารน้ำแข็งที่ละลายไปจากขั้วโลก
 

ชีวิต ในวันที่แม่จากไป แสงแดดยามสายส่องสว่างจ้า ลมพลิ้วพัดกระทบผ้าที่ตากไว้จนแห้งอุ่นแม้แม่จะไม่อยู่แล้ว อาจจะพูดเหมือนเป็นเรื่องปกติสำหรับฉันที่เผาร่างของแม่ให้มอดไหม้ไปจากโลกเมื่อสามวันก่อน สถานที่ที่เธอไปคงไม่ต่างกับพ่อเท่าไร เรื่องจริงคือมันก็เป็นวันธรรมดาที่ยังคงกลิ่นอายของความขี้เกียจภายใต้ผ้าห่มหนา ใบหน้ายามเช้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำลายและรอยเปื้อนน้ำตาที่มิได้เกิดจากความเสียใจ แต่เกิดจากความเหงาที่ครอบคลุมส่วนความทรงจำในน้ำเสียงของแม่

ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอีกฟากโลกที่คนตายอยู่นั้นเป็นอย่างไร แต่ฉันรู้ว่ามันคงลึกลับพอสมควร ลึกลับในรูปแบบของความเรียบนิ่งบนผิวน้ำยามไม่มีลมพัดแรงกระเพื่อมราวกับทุกอย่างถูกหยุดเวลา เป็นความพิศวงคล้ายกับกระบวนการตัวหนอนขาวอวบกลายเป็นด้วงกว่าง ฉันบอกไม่ได้ว่ามันยังจำเรื่องราวก่อนที่มันจะเข้าไปฝังตัวในพื้นดินชุ่ม หรือเปลือกไม้ที่ทื่อกรอบได้หรือไม่เมื่อถึงเวลามันเป็นด้วงกว่าง ฉันก็บอกไม่ได้เช่นกัน ว่าทำไมมันถึงเปลี่ยนอาหารการกินและไม่ใช้ขาหลายข้างมันเดินไต่ไปบนผิวดินและยอดหญ้าพริ้วเขียว มันรู้ตัวด้วยหรือว่ามันบินไปสู่อิสรภาพได้ นี่เป็นเรื่องกระบวนการธรรมชาติอันซับซ้อน ซับซ้อนคล้ายกับสิ่งมีชีวิตที่ฉันเห็น คือฉันเห็นสิ่งเหล่านี้ในความเป็นมนุษย์ผู้จากโลกนี้ไปแล้ว

บางทีการตายที่อับโชคของผู้หญิงคนนี้ เรื่องราวที่เกิดขึ้น และตัวฉัน อาจเหมือนกับข่าวธารน้ำแข็งละลายในทวีปหนาวเย็น คนบางกลุ่มที่ติดตามเหตุการณ์ก็ดูเหมือนจะตื่นตระหนกเพียงชั่วจังหวะ แต่ฉันว่าไม่นานหรอก พวกเขาทั้งหลายก็คงทำคล้ายเดิมนั้นแล พวกเขายังคงใช้สอยสินค้า ซื้อถุงพลาสติก ตัดต้นไม้ดอกไม้ที่จำกัดออกมาจากธรรมชาติ และยิ่งเป็นเหล่านายทุนมากทรัพย์ด้วยแล้วละก็ ฉันว่ายิ่งยากเข้าไปกันใหญ่ ยากเหมือนกับบอกให้เขายอมตัดแขนสักข้างเพื่อช่วยโลกจากการล่มสลายอีกสักสิบปี ทั้งที่คนอื่นอีกประมาณเจ็ดพันล้านคนก็สามารถทำแทนเขาได้นั่นล่ะ

-------------------------------------------------------------------------------------------
ชีวิต ของฉันต้องอยู่บ้านหลังเก่าคนเดียว บ้านหลังเดียวกับที่พ่อเสียไปเมื่อห้าปีก่อน แม่ถูกจับไปด้วยข้อหาบางอย่างซึ่งฉันไม่ค่อยรู้เรื่องบัญญัติกฎหมาย ข่าวคึกโครมดังไปทั่ว ผู้คนมากมายหาว่าฉันเป็นลูกฆาตกร ชีวิตฉันผ่านแรงกดดัน พิษลมปากของคนมามากในช่วงสาม สี่ปีนี้ แต่ฉันมั่นใจนักว่าแม่ไม่ผิด วันนี้เป็นวันที่แม่จะออกจากเรือนจำ แต่ที่บ้านไม่ใช่ที่เธอจะกลับมา เธอกำลังไปที่โรงพยาบาลด้วยโรคร้ายบางอย่าง โรคร้ายที่แม่ไม่เคยปริปากให้ฉันรู้ ความเศร้าครอบคลุมฉันมาเป็นเวลาหนึ่งเดือน

หลังจากนั้น มุมมองหลังจากนั้น ฉันก็เริ่มคิดว่ากระบวนการชีวิตของสักคนที่เป็นไปตามปกติ จริงๆ ฉันคิดว่ามันก็สนุกดีเหมือนกันกับชีวิตที่เอาแน่เอานอนไม่ได้แบบนี้ ทุกคนมีบางสิ่งที่ ผิดพลาด ประชากรโลกล้วนมีสิ่งที่ ผิดพลาด พวกเราไม่ใช่คนดีขนาดที่เป็นเมสสิยาห์ช่วยไถ่บาป แต่เราล้วนเกิดมาจากความบ้าคลั่งในกำหนัดที่เริ่มตั้งแต่เป็นอสุจิ หากฉันไม่ใช่อสุจิที่พุ่งทะยานไปยังรังไข่เป็นคนแรก ฉันก็มั่นใจว่า อสุจิตัวอื่นก็ยังคิดแบบฉัน มีความ ผิดพลาด ของมนุษย์เหมือนกับฉันและคนอื่นๆ เพราะนิสัย เกิดมาจากสัญชาติญาณและประสบการณ์ที่ได้รับ  ฉะนั้นเราจึงโปะกลบคุณสมบัติที่ชั่วร้ายของเราบางประการด้วยความดีงามทางมารยาท ไม่ว่าจะเป็นฉากหน้า หรือความจริงใจก็ตาม

ฉันเปิดประตูเข้าไปที่ห้องของแม่ในโรงพยาบาล เธอหันไปมองนอกหน้าต่าง วันนี้ฟ้าครึ้ม เมฆระริ้วคลื่นดำ ส่งสัญญาณว่าฝนคงจะตกหนักในไม่ช้า มือของเธอประกบกันอย่างสงบเสงี่ยม ผ่อนคลาย และเบาบางแบบเดียวกับชีพจรที่เต้นอยู่ในมอนิเตอร์ ครึ่งล่างของเธอถูกห่มคลุมด้วยผ้านวมสีขาวมีตราสัญลักษณ์โรงพยาบาล

“ช่วยปิดหน้าต่างให้แม่หน่อยสิ” แม่พูดในอริยาบทที่ยังไม่หันหน้ามาหาฉัน

“ค่ะ” ฉันเดินไปปิดหน้าต่าง เหลียวมองใบหน้าของเธอ

เธอมีใบน่าที่เรียบเฉยอย่างกับเธอไม่มีโรคร้ายใดๆให้กังวล

“เป็นอย่างไรบ้างคะ”

“อืม เหมือนยมทูต อยู่นอกหน้าต่างนั้นแล้ว ฉันยังไม่อยากตายเลย ไม่อยากตายในวันที่ฟ้าครึ้มพายุเข้า อย่างน้อยก็ขอให้เมฆดำเหล่านี้เคลื่อนผ่านฉันไปก่อน เคลื่อนผ่านฉันให้ฉันเห็นแสงสว่างที่สองของชีวิต”

“…อย่าพูดอย่างนั้นซีคะแม่ ไม่ว่าท้องฟ้าจะเป็นอย่างไร แม่ต้องหายดีนะ” ฉันปลอบประโลม ด้วยสีหน้าโศก เพราะเธอคงมีเวลาไม่กี่เดือนนัก

“ไม่ ฉันไม่ได้อยากอยู่อย่างทรมาน พ่อของเธอกำลังมารับฉันพร้อมกับยมทูตนั่น อย่าขายบ้านในตอนนี้เด็ดขาด อย่าขายบ้านเพื่อต่ออายุของฉัน อย่าขายบ้านเพื่องานศพของฉัน ฉันไม่ต้องการอยู่แบบเจ็บปวด ฉันทำบาปกับหัวใจของลูกสาวมามากพอแล้ว มันมากพอเกินจะเยียวยาฉัน”

“ไม่หรอกคะ คุณแม่ ฉันไม่รู้สึกแบบนั้นเลย” ฉันพูดพลางเทน้ำร้อนแล้วยื่นให้เธอ

“ เป็นคนที่ดีจริงๆ ดีไม่เคยเปลี่ยนเอย่างกับเพลงบรรเลงบีโธเฟ่น จริงฉันอยากเห็นหน้าหลานแต่คงไม่ทันกาล ฉันคงทำได้แค่คอยเฝ้าดูเธอในอีกฟากโลก ดูเธอเดินทางไปในแต่ละวัน ยามเช้า ยามสาย หลังนิทราจะหามเธอเข้าไปในความฝัน เราจะเจอกันอย่างแน่นอน ฉันเลือกไม่ได้ว่าจะตายหรือไม่ แต่ฉันเลือกได้ที่จะตายไปแบบไม่เป็นภาระของคนอื่นโดยเฉพาะลูกสาวตัวเองที่ฉันรัก ได้โปรดเถิด อย่าทำเพื่อฉันอีก... อย่าถวายชีวิตของตัวเองเข้าไปในกลีบที่เปราะบางของความว่างเปล่าด้วยการทำลายสิ่งที่เป็นความทรงจำ อย่าถวายชีวิตเข้าไปในกลีบศีลธรรมของการชดใช้บุญคุณที่มากเกินไป เข้าใจไหม”

“ค่ะ แม่”

อันที่จริงฉันคงไม่อยากเป็นแล้วล่ะ ไม่อยากเป็นเหมือนดนตรีที่น่าเบื่อหน่ายนั่น ไม่อยากเป็นคนดีตลอดเวลา เพราะคนดี ในฐานะมนุษย์ไม่ได้คงทนเหมือนตัวโน้ตในบทเพลงบรรเลงที่ทำให้มันไพเราะไม่ว่าจะนานสักเพียงใด เพราะคนดีไม่สามารถยืนอกผายไหล่ผึ่งไม่ให้คนอื่นเอารัดเอาเปรียบได้ และประการนี้คงเป็นความผิดพลาดที่พระเจ้าแถมให้กับการเกิดของฉัน

------------------------------------------------------------------------------------------- 
ชีวิต ยามสายที่เคยปกติสุข ผู้ชายคนนั้น ไม่กลับมาที่บ้าน แม่กระวนกระวายนิดหน่อยจากเรื่องดังกล่าว ไม่นานนักหลังจากที่แม่หน้านิ่ง คิ้วขมวด ที่หน้าประตูนั่นมีอะไรบางอย่างที่มันจะเปลี่ยนครอบครัวของฉันไปตลอดกาล

อ๊อด 
เสียงออดดังก้องกังวานไปทั่วห้อง กลิ่นอายความปกติยังคงครอบคลุมทุกสิ่ง 
แม้เป็นเหตุที่ไม่คาดฝัน

แม่เดินไปที่ประตูบ้าน สายตาสอดส่องไปที่กระจกเพื่อระบุให้แน่ใจ หลังจากนั้นไม่นาน แม่ก็โบกมือกระซิบบอกให้ฉันกลับไปที่ห้องนอน ฉันไม่เคยเห็นแม่ทำแบบนี้มาก่อน เสี้ยวเวลา ความกังวลเริ่มสุมไฟให้ฉันร้อนรนใจจากความเป็นเด็ก ความกลัวการสูญเสียบางสิ่งที่เคยคิดว่ามันจะไม่ไหวติงต่อเหตุการณ์ใด ความกลัวจะสูญเสียหลักสุดท้ายของจิตใจและชีวิต หน้ากระดาษชีวิตของฉันเริ่มขีดเขียนความรู้สึกใหม่ที่ลอยเคว้งอยู่ในมหาสมุทรที่ไม่เห็นเกาะใดรอบด้าน ไม่มีแผนที่ ไม่มีเข็มทิศ ฉันจึงไม่กลับขึ้นไปที่ห้อง นั่งแอบมองเธออยู่ที่หัวขั้นบันไดไม้ ความขุ่นมัวเหมือนกับหน้าเท้าที่สัมผัสผิวไม้เหนียวจากแล๊คเกอร์ทาเคลือบ

เขาไม่ใช่ ผู้ชายคนเก่า ที่เข้ามาเป็นประจำ ฉันเห็นเขาไม่ชัดเจนนักจากมุมอับตรงนี้

“แกแอบคุยกับ ผู้ชาย ลับหลังฉัน”
แม่นิ่งเงียบ

“แกนี่มันอีตัวจริงๆ น่าสมเพช”

“รู้ได้อย่างไรกันล่ะ รู้ได้อย่างไรว่าฉันคุยกับคนอื่น” แม่ตอบ

“ฉันรู้ ฉันรู้ทั้งหมดเกี่ยวกับแกนั่นล่ะ”

คำพูดของมันเสียดสีกับใจฉันวัยสิบสองปีอย่างกับนำกระดาษผิวสากทรายถูกัน จนน้ำตาเริ่มคลอเปียก

“จากนี้ไป บ้านหลังนี้ จะกลับมาเป็นของฉัน”

“จะเป็นแบบนั้นได้อย่างไร ก็คุณบอกยกให้ฉันแล้วนี่” แม่พูดสวนทันควัน

“ไหนกันเล่าหลักฐาน”

“…”

เขา เป็นคนของแกใช่ไหม บอกหน่อยซิ”

“ถ้าใช่แล้วมันทำไม” เสียงทั้งสองเริ่มดังหนักแน่นขึ้น

แม่โผเข้าไปตบหน้าผู้ชายคนที่เข้ามาในบ้าน และเธอก็เริ่มถอยร่นเข้ามาในมุมมองของฉันจนแจ่มชัด  

---------------------------------------------------------------------------------------------
ชีวิต ฉันไม่ได้รู้สึกแยกกับแม่ฉันเลยหลังจากตัดสายสะดืออันเป็นสิ่งที่เชื่อมกรอบกักความอิสระ อย่างกับฉันรู้จักเธอดีพอ เธอจะรู้สึกหงุดหงิดหากฉันร้องขออะไรบางอย่างเกินห้าครั้งขึ้นไป ฉันรู้ด้วยตัวเอง แม้จะยังพูดภาษาไม่ได้แต่ฉันก็สามารถฮัมดนตรีบีโธเฟ่นที่ฟังจนเอียนแบบเด็กไม่เป็นภาษา ร่างกายของฉันเติบโตขึ้นไร้พ่อที่คอยดูแล ท่ามกลางสังคมคนที่สมบูรณ์พร้อม ทั้งความสุข และแรงสนับสนุน

เธอยังคงเคว้งคว้าง มันช่างเป็นอะไรที่มักง่ายเสียเหลือเกิน เขา เป็นพวกมักง่ายเหมือนกับพรานถือปืนทองคำกระบอกโตล่ากวางตัวน้อยไร้แรงซีดเซียว เมื่อยิงมันโดนแล้วก็ไม่แล่เนื้อมันทั้งหมด ปล่อยทิ้งให้มันนอนรอความตายด้วยความอิดโรยและไร้ความหวังอยู่ตรงนั้น 

แต่ก็ยังโชคดีที่มี คนใจดีผู้หิวโหย เห็นมันมีเนื้อที่ยังสามารถกินได้จึงแล่มันไปทั้งหมด แม่มี ผู้ชายคนใหม่ แลดูเขาคนที่เห็นคุณค่าเธอมากกว่า ถึงมันอาจจะยังเป็นเพียงแค่ผิวเผิน แต่ก็สัมผัสได้ถึง  แรงดึงดูดจินตภาพความอบอุ่น  

เขาเป็นคนใจดี ใจดีเกินไปจนไม่น่าเชื่อถือ เป็นความใจดีเกินกว่าจะเป็นรอยด่างของความเห็นแก่ตัวในจิตใจมนุษย์ มันเหมือนรอยยิ้มแสยะที่มาจากการปั้นรูปหน้าโบกหนาจากความจริง ฉันบอกได้เลยว่าเขาน่าจะมีอะไรบางอย่างที่ฉันและแม่ยังไม่รู้ เข็มนาทีไม่เคยเดินถอยหลังเช่นเดียวกับการเติบโตฉันในอายุสิบสองและความสัมพันธ์ของเขาทั้งสอง มันยังคงเคลื่อนผ่านความสงบสุขไปแต่ละวัน จนฉันอยากจะเก็บมันไว้ทุกห้วงเวลาชีวิต อยากให้เป็นแบบนี้ตลอดไปจวบจนฉันสูญสลายร่างกายเนื้อนี้

------------------------------------------------------------------------------------------
ชีวิต ช่วงอดีตสตรีผู้นั้นเป็นดั่งดอกไม้สดสีสันฉูดฉาด แต่กลิ่นมันกลับทำเอาเกือบอาเจียนจากกลิ่นฉุนจากฟอร์มาลีนที่คนดูแลฉีดใส่มันมากเกินไป เพื่อให้มันยังสวยสด เพื่อให้มันขายออกได้ง่ายดายมากขึ้น และวันนี้คือวันที่มีคนสั่งให้เขาส่งมันในงานอับมงคลสมรส คนดูแลคนนี้เป็นผู้ชายประเภทเหลี่ยมจัดไปทั่ว เนื่องจากไม่ใช่คนอื่นคนไกล เขาคือบิดาบังเกิดเกล้าเป็น พ่อเล้าเลี้ยง ของเธอ เธอผู้เป็นช่อดอกไม้ร่ำไห้ในความสะอิดสะเอียนเริ่มก่อเป็นเมฆครึ้ม พร้อมจะปอยน้ำฝนหยดใหญ่ไปทั่วบริเวณลำธารเน่าเสีย ส่วนคนที่ยืนอยู่ข้างเธอคือ ผู้ชายที่น่ารังเกียจ พวกเขาแต่งงานด้วยเรื่องธุรกิจ ธุรการบางอย่าง หากนั่นทำให้พ่อของเธอสบาย มันก็ย่อมเป็นการดีที่คนนิสัยแบบนั้นจะขายลูกสาวให้กับผู้กอบกำธนบัตรไว้เป็นคันรถ

ค่ำคืนในเรือนหอวันแต่ง เขา ฉุดกระชากลากเธอด้วยแรงของความเห็นแก่ตัว ดั่งกับเป็นของเล่นแกะกล่องใหม่เอี่ยมที่อยู่ในมือเด็กเจ้าปัญหา และฉันก็คงเริ่มเกิดเป็นตัวเล็กๆที่ต้องอาศัยกล้องจุลทรรศน์สอดส่องลงไปในอณูของอวัยวะมนุษย์ตั้งแต่วันนั้น บางทีฉันอาจจะไม่ได้แข่งกับคนอื่นเลยขณะที่กำลังเดินทางไปที่รังไข่ของแม่ มันอาจจะเป็นตัวฉันทั้งหมดที่แหวกว่ายไปสู่การเกิด ไม่ว่าอสุจิตัวใดจะไปปฎิสนธิ นั่นก็น่าจะเป็นฉันอยู่ดีไม่มีเปลี่ยนแปลง

ช่วงเวลาการอุ้มท้องอันยาวนาน อย่างกับเธออยู่ในช่วงการจำศีล พ่อไม่ได้สนใจเธอนัก.เขายังคงใช้ชีวิตสุขสำราญในฐานะเศรษฐีผู้ฟุ่มเฟือย เมาสุราเมรัย เที่ยวผู้หญิงไปทั่ว เขากล่าวยกบ้านให้เธอหลังหนึ่งซึ่งมีพื้นที่กว้างขวางพอสมควร ซึ่งเขาก็ไม่เคยมาเหยียบบ้านหลังนี้อีกเลย เธอแบ่งขายพื้นที่รอบบ้านเล็กๆน้อยๆเพื่อเลี้ยงดูบุตรสาวในอนาคต และซื้อเครื่องเล่นแผ่นเสียงและแผ่นเสียงไวนิลของบีโธเฟ่นเปิดให้บุตรสาวภายในร่างกายเธอได้ฟัง

-------------------------------------------------------------------------------------------

แม่โผเข้าไปตบหน้าผู้ชายคนที่เข้ามาในบ้านและ
เธอก็เริ่มถอยร่นเข้ามาในมุมมองของฉันจนแจ่มชัด 

ฉันรู้สึกเป็นห่วงแม่ ทำอะไรไม่ถูก ตอนนั้นฉันคิดได้อย่างเดียวคือความคิดที่อยากปกป้องคนสำคัญสักคนที่ฉันรู้จักเป็นอย่างดี เมื่อฉันรู้สึกตัวฉันจึงวิ่งไปหยิบไม้ถูพื้นใกล้มือมากที่สุดบนชั้นสอง วิ่งลงมายังที่เกิดเหตุ เขากำลังปลุกปล้ำแม่ เสี้ยววินาที ไม้ถูพื้นก็ถูกฟาดจากมือฉันที่ตวัดเหวี่ยงแขนฉันจนสุดแรง จนหัวเขาสะบัดก้มลงจากแรงนั้นแล้วหันมาทำตาเหมือนกับปีศาจร้าย เกินจินตนาการที่ฉันคาดการณ์ไว้

ผู้ชายคนนั้นหันมาฉีกเสื้อของฉันจนหลุดลุ่ย แล้วพยายามเอาริมฝีปากที่น่าสะอิดสะเอียนนั้นบรรจงสัมผัสซอกคอของฉัน ฉันดิ้นรนสุดชีวิต ขณะนั้นแม่วิ่งเข้าไปในครัวอย่างรวดเร็ว ถืออะไรออกมาบางอย่างแล้วแทงไปที่ผู้ชายต่ำทรามคนนี้จนดับดิ้นไปในที่สุด ความรู้สึกฉันเหมือนความร้อนจากโลก ทำละลายน้ำแข็งให้กลายเป็นน้ำเหนียวสีแดงข้น ฉันรู้ดีว่ามันไม่ใช่ความผิดของแม่แน่นอน แต่แม่ยืนนิ่งค้างดูศพเกือบๆสิบห้านาที ยืนดูความเย็นยะเยือกที่เกาะเธอไว้ละลายหายไป จากความร้อนของโลกที่โหดร้าย หายไปพร้อมกับเสียงเพลงบรรเลงของบีโธเฟ่นที่เคยเปิดให้ฉันฟัง ไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ ว่าความสงบสุขของฉันหายไปเพียงอายุแค่สิบสองปี

และเขาน่าจะเป็นพ่อของฉัน  

--------------------------------------------------------------------------------------------
ชีวิต ของฉันเริ่มเข้าสู่วัยทำงาน ย้ายที่อยู่ใหม่ แต่ก็ยังเก็บบ้านหลังนั้นไว้ ถึงมันจะน่ากลัวไปสักหน่อย ผู้คนไม่สนใจความเป็นไปของลูกฆาตกรอีกแล้ว ไม่มีใครสนใจชื่อของฉัน ไม่สนใจว่าฉันเป็นใคร หากฉันทำงานได้ดี ทุกอย่างอยู่ที่ผลลัพธ์ ทุกอย่างอยู่ที่รูปโฉม หากหน้าตาดี ฉันก็จะถูกขายออกดั่งดอกไม้สดโดยเจ้าของร้านผู้เป็นนายทุนใหญ่ พร้อมกับสายตารังเกียจเดียดฉันท์ของเพื่อนร่วมงาน ตอนนี้เรื่องราวของฉัน และข่าวอันน่าสลดใจ ก็หายไปในเรื่องราวของหน้ากระดาษหนังสือ หนังสือถูกปิดเล่ม โดยที่ทุกคนก็ไม่ได้สนใจ คล้ายข่าวธารน้ำแข็งละลายเมื่อไม่นานนี้

วันที่แม่ตาย ฉันทำตามที่แม่ไหว้วานทุกประการ ฉันไม่มีเงิน เมื่อไม่มีเงินจึงไม่มีการประกอบพิธีกรรม แม่จึงไม่อยากไปที่สถานที่ประกอบกิจกรรมทางศาสนา เธออยากให้ฉันเผาเธอเพียงคนเดียว ฉันตั้งใจก่อฟืนโดยหาซื้อมันด้วยเงินเพียงน้อยนิดที่แม่มีอยู่ ความร้อนเปลวไฟจากไฟแช็็คกำลังทำให้นิ้วโป้งฉันร้อนนิดหน่อย ฉันไม่มีอะไรจะกล่าวกับเธออีก เพราะเธอไปยังอีกฟากโลกมาสักพักใหญ่แล้ว ไปยังอีกฟากที่กลายเป็นตัวด้วงกว่าง ฉันไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าเธอจะจำตอนที่อยู่ในเปลือกไม้ อยู่ในดินอันอบอุ่นที่มีฉันอยู่หรือไม่ แต่สักวันฉันก็จะกลายเป็นด้วงกว่างแบบเธอนั้นแล

----------------------------------------------------------------------------------------- 

จังหวะชีวิต ของแต่ละคนช่างแตกต่าง แตกต่างเช่นเดียวกับกฎหมู่ของสังคมแยกย่อย
การใจกว้าง ไม่ใช่เรื่องที่ไม่ดี แต่การใจกว้างมากเกินไป จะดันทุรังให้เราเจ็บปวดเสียเอง
จงหัดปฎิเสธ บางสิ่ง ที่คนอื่นยื่นให้อย่างง่ายดาย แล้วเลือกเดินด้วยขาของตน

เพราะนี่คือ โลกแห่งความเป็นจริง
โลกที่ ภายใต้ฉากอันซับซ้อนมีเล่ห์กลอันร้ายกาจ 
โลกที่ มีกลิ่นแปลกประหลาดแยบยลกับกลิ่นน้ำหอม 
โลกที่ มนุษย์บางส่วน มองที่ผลลัพธ์ และทรัพย์ มากกว่า ชีวิต 


คุยกันท้ายเรื่อง : เป็นครั้งแรกที่ผมได้ลองแฝงความเป็น สรรพนาม เรียกผู้ชายถึงสองคนที่คล้ายกัน แต่แตกต่าง คนละการกระทำกัน หากติดตามไม่ละเอียด ก็อาจจะมึนงงกันเสียหน่อยครับ ขอบคุณครับ   
SHARE
Written in this book
Short stories in cloudy day
เส้นทางเดินของชีวิตจากมุมมองการเจริญเติบโต
Writer
GLITCH
Unconscious
I'm a jazz listener

Comments

aorapan2704
2 months ago
ได้เห็นอีกมุมนึงของความคิดเลยค่ะ
Reply
GLITCH
2 months ago
ขอบคุณครับ 😊