Challenge accepted

ชีวิตท้าทายเราไม่หยุดเลยเนอะ
นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่ฉันพูดกับนิสิตคนหนึ่ง ก่อนเซสชั่นในวันนั้นจะจบลงด้วยรอยยิ้ม 

เรายิ้มให้กัน แม้ว่าปัญหาและความท้าทายต่างๆ ในชีวิตจะยังไม่จากไปไหน


ฉันนึกถึงบันทึกของตัวเองเรื่อง ‘คนโชคดีที่ขี้แพ้’

ฉันนึกถึงหนังเรื่อง Parasite

ฉันรู้ว่าคนเราไม่มีทางได้ทุกอย่างที่ต้องการ

ความขัดใจอาจนำไปสู่ความโกรธแค้น ความเกลียด ความชิงชัง

การเปรียบเทียบนำไปสู่ความคาดหวังผิดๆ เกี่ยวกับชีวิต

หากเรามีแค่สองทางเลือก 

หนึ่งคือไม่ยอมแพ้ ใช้ชีวิตต่อไปให้ดีที่สุดด้วยต้นทุนที่เรามี กับอีกทางคือยอมแพ้แล้วตายไป

แน่นอนว่าฉันต้องเลือกทางที่หนึ่ง

จากบันทึกหน้าที่แล้ว ฉันกังวลว่า ถ้ามีคนที่เขาต้นทุนต่ำกว่าฉัน เดินเข้ามาบอกว่า 

‘ยอมแพ้แล้ว ไม่อยากสู้แล้ว อยากตายแล้ว’

ฉันจะอยู่กับเขาในเซสชั่นอย่างไร เรื่องนี้ต้องเก็บไว้คุยกับอาจารย์ที่ปรึกษา 

เพราะพื้นฐานนิสัยของฉันไม่ใช่นักสู้ และยังมองว่าการเกิดมาคือความทุกข์ ในใจจึงอาจจะเผลอคิดเห็นด้วยว่า

‘เนอะ สู้ไปก็เหนื่อย ยอมแพ้ง่ายกว่าตั้งเยอะ’

แบบนี้ไม่ดีแน่

แต่สำหรับฉันที่เลือกแล้วว่าต้องการจะมีชีวิตอยู่ มันก็ช่วยไม่ได้ที่เราจะต้องยอมรับอารมณ์อันก้าวร้าวรุนแรงของตัวเอง เพื่อจะได้อยู่กับมันได้อย่างปลอดภัย

ฉันมี love-hate relationship กับ ‘บ้าน’ และ ‘พ่อ’ ของตัวเอง

ก็ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า เอาน่ะ อย่างน้อยมันก็ยังมีคำว่า love


บ้านในฝัน ครอบครัวในฝัน พ่อแม่ในฝัน

มีกันได้ทุกคนแหละ เพราะฝันเอามันง่าย

ในชีวิตจริง ครอบครัวอาจเป็นศัตรู เป็นอุปสรรคที่ต้องก้าวข้าม หรืออาจเป็นเจ้ากรรมนายเวรก็ได้

บ้านอาจเป็นกรง เป็นคุก เป็นนรก เป็นบ้านผีสิง เป็นค่ายกักกัน มันก็อาจเป็นได้ทั้งนั้น

ชีวิตเองก็เช่นกัน 

บางคนเหมือนเกิดมาใช้แต้มบุญ 

บางคนเหมือนเกิดมาใช้หนี้กรรม 

ชนชั้นวรรณะ ก่อนเกิดเราไม่มีสิทธิ์ได้เลือก

แต่ฉันเชื่อว่าคนเรามีิอำนาจในการเลือกอยู่ในมือ ห้าสิบเปอร์เซ็นต์

ฉันเชื่อว่าโลกที่เราใช้ชีวิตอยู่ แบ่งเป็นโลกภายนอกใบหนึ่ง และโลกภายในอีกใบหนึ่ง

โลกภายนอกอาจเป็นสิ่งที่เราสร้างเองได้บ้าง โชคชะตาสร้างให้บ้าง

ส่วนโลกภายใน ห้าสิบเปอร์เซ็นต์แรกคือสิ่งที่เข้ามากระทบ อีกห้าสิบเปอร์เซ็นต์คือวิธีการรับมือและตอบสนองของเราต่อสิ่งนั้น ซึ่งทั้งสองนำไปสู่ความรู้สึกสุขทุกข์ในใจเหมือนกันทั้งสิ้น

เพราะเหตุนี้ฉันจึงพยายามพัฒนาความสามารถในการจัดการกับโลกภายในของตนเองอยู่ตลอดเวลา

ทั้งอ่านหนังสือมากๆ ให้หูตากว้างไกล ให้มีความรู้เกี่ยวกับโลกและชีวิต ทั้งพาตัวเองไปอยู่กับคนที่เราคิดว่าไม่ได้มีจิตใจชั่วร้าย ทั้งศึกษาศาสนา ทดลองทั้งเข้าวัด เข้าโบสถ์ ทั้งอธิษฐาน ทั้งปฏิบัติธรรม 

และสุดท้ายก็เลือกมาเรียนจิตวิทยาการปรึกษา เพราะศาสตร์นี้มุ่งศึกษาโลกภายใน ที่ฉันสนใจมาตั้งแต่เด็ก

จากที่นั่งพิมพ์อะไรไม่รู้ของตัวเองมาอยู่นาน เรียกว่า writing therapy ละกัน

ฉันก็เห็นภาพชีวิตตัวเองชัดแล้ว ว่าตอนนี้เรายังได้ในสิ่งที่เราต้องการไม่ได้ การอยู่บ้านหลังนี้อาจทำให้ฉันประสาทเสียจนแทบเป็นบ้า แต่มันไม่มีทางเลือกอื่นจริงๆ นี่นา

ทางหนึ่งคือการไปคุยกับนักจิต ระบายความทุกข์ที่อัดอั้น ก็คงจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้วที่ฉันเลือกทำได้ในปัจจุบัน

นึกถึงน้องฟ. ขึ้นมา 

น้องเคยชวนให้ฉันย้ายไปอยู่ด้วยกัน แต่ฉันทำไม่ได้หรอก ฉันไม่ได้รักน้องในแบบที่น้องคิดกับฉัน ฉันกลัวว่าจะต้องเจ็บกันในตอนสุดท้าย หรืออาจจะเกลียดกันไปเลยก็ได้

มันก็มีโอกาสสูงมากเช่นกัน ที่อยู่ด้วยกันไปแล้วฉันจะรักน้องขึ้นมา แต่ฉันไม่อยากรักใครในตอนนี้ ตอนที่ทุกอย่างมันอ่อนไหวไปหมด

ฉันไม่รู้ ฉันสับสน ถ้ามันแย่มาก ฉันอาจต้องหน้าด้านขอกลับคำพูดก็ได้นะ

แต่สำหรับความยุ่งยากทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับฉัน จะไม่โทษโกรธชีวิตละกัน

จะไม่เปรียบเทียบกับชีวิตคนรอบตัวที่สุขสบายกันเสียเหลือเกิน จะไม่น้อยอกน้อยใจโชคชะตา ที่ยังดีไม่พอสนองตอบความโลภของเรา

จะมองว่ามันเป็นความท้าทายที่ฉันต้องผ่านไปให้ได้ละกัน

เพราะหากผ่านมันไปได้แล้ว สิ่งหนึ่งที่เราจะได้รับกลับมาอย่างแน่นอนเลยก็คือ การเติบโต






 


SHARE
Writer
Shallot
บันทึกบำบัด
บันทึกประสบการณ์และเขียนสะท้อนตัวเองเพื่อเยียวยาจิตใจ

Comments