ทริปตามล่าหาไก่งวง วันที่ 3 : เดินผิดชีวิตเปลี่ยน

ทริปตุรกีนี่เป็นทริปที่ฉันสามารถพูดได้เลยว่าเป็นการจ่ายเงินซื้อตั๋วเครื่องบินข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อมาดูซากปรักหักพังของสิ่งก่อสร้างล้วน ๆ ดีแต่ซากนั้นมีประวัติศาสตร์ยาวนานหลักพันปี ไม่งั้นนี่คือไปดูตึกร้างตรงเจริญกรุงก็น่าจะพอได้ 


หลังจากเมื่อวานไปกรอบเกรียมที่ Ephesus มาแล้ว วันนี้ฉันก็ออกจาก Selcuk ไปที่เมือง Bergama ด้วยรถตู้จากท่ารถ Selcuk ไปสถานีขนส่งเมือง Izmir แล้วต่อรถบัสไปลงที่ Bergama อีกทีหนึ่ง


รถตู้โดยสารที่ฉันขึ้นจาก Selcuk ไป Izmir นั้น ผู้โดยสารไม่ได้เยอะอะไรมาก ขึ้นไปรอแป๊บนึงรถก็ออก แต่ว่ารถมันก็วิ่งไปโดยที่ไม่ปิดประตูว่ะเฮ้ย! ฉันก็กลั้นอกกลั้นใจอยู่แป๊บนึง อยากจะบอกพี่คนขับว่า "พี่ๆ ลืมปิดประตู" แต่ประตูรถเปิดไว้ลมอย่างโกรก แม่งจะไม่รู้ได้ไงวะ คนบนรถทุกคนก็ดูไม่หือไม่อือแต่อย่างใด มีแต่กูนี้ที่เหวออยู่คนเดียว หรือว่าจะเป็นเตอร์กิชสไตล์ รถวิ่งไปได้ซักพักก็จอดรับคนไปซักสามสี่ครั้ง แต่ในระหว่างนั้น ก็ยังไม่มีใครเอื้อนเอ่ยเรื่องประตู แต่ในที่สุดประตูก็ปิดเมื่อที่นั่งเต็ม อ๋อออออออออ นี่เองที่เรียกว่าเปิดประตูต้อนรับทุกคน

กว่าจะมาถึง Izmir ใช้เวลาไปชั่วโมงนึงทั้งที่ก็ไม่ได้ไกลอะไรมากมาย ก็ได้แต่หวังว่ารถทัวร์จะไปได้ไวใช้เวลาไม่นานที่ไหนได้ แม่งก็ต่อนยอนไม่แพ้กันหรอก มีการจอดรับคนระหว่างทางไปเรื่อย ๆ ยังกะเป็นรถเมล์ ละความงงมากกว่านั้นคือ มีคนวิ่งตามรถทัวร์จนคนบนรถต้องตะโกนบอกคนขับให้จอดด้วยว่ะ และด้วยความต๊ะต่อนยอน กว่าจะมาถึง Bergama ก็ใช้เวลาไปสองชั่วโมงกว่า ๆ 

ก่อนลงรถก็คุยกับคนขับว่า "ยูๆ ไออยากไป Pergamon อะ ไอควรจะไปตั้งต้นยังไงดี" ปัญหาคือคนขับรถเมล์ก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ คุยกันไม่รู้เรื่อง พี่แกก็แนะนำแต่แท๊กซี่ ๆ โอ่ยยยย ไม่เห็นใจนักท่องเที่ยวจน ๆ แบบกูบ้างเลยวะ สุดท้ายก็เลยลงจากรถไปแบบงง ๆ และก็ไม่เจอสิ่งที่หน้าตาเหมือน Tourist Information เลย แล้วก็เห็นแต่แท๊กซี่ เอ้า แท๊กซี่ก็ได้วะ
หลังจากแจ้งแท๊กซี่ไปว่าอยากจะไป Pergamon ก็มีความงง ๆ กันอยู่เล็กน้อย คุยไปคุยมาเลยรู้ว่า คนที่นี่เขาเรียก Pergamon ว่า Akropol (Akropol หรือ Acropolis หมายถึงป้อมปราการ หรือเมืองซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขา) ส่วน Pergamon เนี่ยมันเป็นชื่อเมือง Bergama ในเวอร์ชั่นภาษากรีกเพราะฉะนั้น พอพูดว่าจะไป Pergamon พี่เขาเลยงงว่าก็มึงก็อยู่ที่เมืองแล้วไง จะไปไหนอีกล่ะ

พอสื่อสารกันจนเข้าใจ พี่แท๊กซี่ก็เลยเสนอราคาพร้อมกับสถานที่เสริมมาให้เราอีก 2 ที่ รวมแล้วเป็นทั้งหมด 3 สถานที่ที่เราจะไปเยี่ยมชมวันนี้ คือ Akropol, Asclepieion และ Red Basilica ตามลำดับ ซึ่งก่อนที่จะเที่ยวพี่แท๊กซี่แกก็พยายามที่จะเล่าประวัติของเมืองให้ฟังล่ะนะ แต่ฉันฟังเขาพูดไม่รู้เรื่องเลยจ้ะพี่จ๋า เวรแท้ ๆ ฉันก็เลยต้องหาข้อมูลจาก Wikipedia แกล้มไปด้วย

วิกิก็บอกว่า Pergamon เคยเป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่และมั่งคั่งก่อนที่เมืองหลวงทางฝั่งเอเชียของอาณาจักรโรมันจะย้ายไปที่ Ephesus Pergamon ก็ครองตำแหน่งเมืองหลวงอยู่นานหลายปี แต่สุดท้ายก็มีชะตากรรมเหมือนเมืองอื่นๆ ที่อยู่ในละแวกนั้น คือถูกเปลี่ยนมือผู้ปกครองไปเรื่อย ๆ ตามแต่ว่าเวลานั้นใครจะเป็นผู้มีพลังอำนาจ และสุดท้ายเมืองก็มาถึงจุดต่ำสุดและถูกทำลายจากสงครามไปตามระเบียบ

ถ้าจะกล่าวถึง Akropol โดยเฉพาะ ก็คงจะสามารถอธิบายได้ว่า Akropol เป็นไข่แดงของ Pergamon อีกทีหนึ่ง โครงสร้างเมืองของ Akropol ก็เหมือนกับเมืองกรีกทั่ว ๆ ไปคือมีสิ่งปลูกสร้างภาคบังคับที่ทำให้เมืองเป็นเมือง ไม่ว่าจะเป็นวิหารบูชาเทพเจ้า อัฒจันทร์ครึ่งวงกลมขนาดใหญ่ (Amphitheatre หรือที่ฉันเพิ่งรู้ว่ามันมีชื่อภาษาไทยหรู ๆ ไม่คุ้นรูหูว่า "ทวิอัฒจันทร์") ห้องสมุด ยิม (ใช่ค่ะ มียิม กีฬาอย่างขว้างจักร พุ่งแหลน กระโดดไกล มาราธอน อะไรอย่างนี้นี่ออริจินอลมาจากกรีกนะจ๊ะ) ถึงจะเหมือน ๆ กันกับสิ่งที่เห็นไปแล้วเมื่อวานที่ Ephesus แต่ก็ขอมาดูอีกก็แล้วกัน

การขึ้นมาที่ Akropol นี่มีสองทาง จะเลือกทางรถแบบฉัน หรือขึ้น cable car ไปก็ได้เหมือนกัน การเดินขึ้นควรจะถูกพิจารณาเป็นทางเลือกสุดท้ายเพราะมันเป็นเมืองที่อยู่บนยอดของภูเขาจริง ๆ ตามชื่อนี่ ถ้าเดินขึ้นคือคุณก็เดินขึ้นเขานั่นเอง

เมื่อเข้าไปข้างใน Akropol สิ่งที่ค้นพบเป็นอย่างแรก ๆ ไม่ใช่การค้นพบด้วยสายตา แต่เป็นการค้นพบทางหู เงียบ เงียบมาก แทบจะไม่มีนักท่องเที่ยวเลย เงียบจนได้ยินเสียงลม เสียงใบไหว ซึ่งนานมากแล้วนะที่ฉันไม่ได้อยู่ในบรรยากาศสงบ ๆ แบบนี้

ส่วนสิ่งที่เห็นด้วยตาเป็นอย่างแรก ๆ คือ เสา จั่วและคานของวิหารทราจัน (Trajan Temple)  (ซึ่งฉันก็ไม่รู้ว่านักโบราณคดีเขารู้ได้ยังไงอะนะว่ามันคือวิหารเพราะสภาพนี่คือเหลือแค่เสาอยู่ไม่กี่ต้น พร้อมกับคานและจั่วแหว่ง ๆ) ที่มันไม่เหลือสภาพความเป็นอาคารแล้ว แต่ก็จัดว่ายังสวยอยู่ ฉันเห็นว่าคนก็ไม่มี ไม่น่าจะต้องมาแย่งวิววิหารกับใครก็เลยอ้อมไปทางด้านหลังวิหารก่อนเพราะน่าจะใช้เวลาไม่นาน แล้วค่อยกลับมาละเลียดวิววิหารทีหลัง ทางเดินรอบ Akropol นี่แสนจะสะดวกสบาย ถึงจะอยู่บนเขาก็ไม่ต้องกลัวจะเดินลำบาก เพราะเขาทำทางเดินไม้เอาไว้ให้ ทางขึ้นเนินก็ทำเป็นบันไดขนาดกำลังพอเหมาะ แหม่ ดีอะไรจะขนาดนี้

จากการนั่งนิ่ง ๆ อยู่ด้านหลังอยู่พักหนึ่ง ก็สังเกตุว่านี่ไม่มีคนเดินมาเลย ที่นี่มันไม่ฮิตขนาดนั้นเลยหรืออย่างไร ฉันเดาว่าหลักๆ นักท่องเที่ยวน่าจะเบียดเสียดกันอยู่ที่ Ephesus เพราะขนาดเมืองที่ใหญ่กว่า สิ่งปลูกสร้างยังอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างสมบูรณ์อยู่ (คือห้องสมุดก็ยังมีสภาพเป็นตึกห้องสมุดอยู่) 

ฉันก็ชอบนะ Ephesus เนี่ยสวยควรค่าแก่การใช้เวลาเลยแหละ แต่เมื่อเทียบกับ Akropol ฉันกลับชอบบรรยากาศของ Akropol มากกว่า ถ้าเทียบเมืองเป็นคนล่ะก็ Akropol นี่ดูจะอ่อนน้อม เรียบง่าย ไม่อวดตัว แล้วก็ดูเป็นมิตร และที่สำคัญคนไม่เยอะ บรรยากาศก็สงบกว่า Ephesus อยู่หลายเท่า คงเพราะนักท่องเที่ยวน้อย เลยมีมุมสงบให้รับลมชมวิวอยู่หลายจุด ส่วน Ephesus คุณจะหามุมสงบแทบไม่ได้เลย

หลังจากนั่งรับลมจนพอใจแล้ว ฉันก็ลุกขึ้นมาเดินต่อ และด้วยความชมนกชมไม้ชะล่าใจว่าทางเดินแม่งดี ทันใดนั้นเองขาข้างซ้ายก็ทรุดไปพร้อมเสียง ครึ่ก! เชี่ย…ขาพลิก! เพราะไม่ได้มองว่าทางเดินเป็นสเต็ปก้าวลง ตอนนั้นคิดในใจว่า ซวยแล้วกู นี่เพิ่งวันที่ 3 เหลืออีก 12 วัน จะรอดมั้ยวะ พยายามจะฝืนเดินต่อแต่ไปไม่ไหว สรุป ได้นั่งชมวิวสมใจไปอีกพักใหญ่ ๆ กว่าจะเดินได้ 

พอกระดึ๊บๆ มาดูวิวด้านหน้าวิหาร ก็แทบอยากจะกรีดร้องออกมา เป็นภาษาอะไรซักอย่างที่ไม่ใช่ภาษาไทย แล้วก็คิดว่า "นี่นะ กูเนี่ยไม่ควรจะด่าทัวร์จีนเลยจริง ๆ เหอะวะให้ตาย" ใช่ค่ะฉันเจอคณะทัวร์จากสยามประเทศ ตะโกนเสียดัง เอะอะโวยวาย ไกด์นี่แทนที่จะเตือนลูกทัวร์บ้างไม่เลยค่ะ แล้วแถมนางยังมีความเป็นพริตตี้ MC อยู่มาก "เอ๊าล่ะค่ะ ถ่ายรู้ป หนาคะ เอ้ารวมตัวค่ะ ส่งเสียงด้วยค่ะ เฮ่!"

เฮ่ พ่องงงงง เกรงใจคนอื่นบ้างว้อย คนแถวนั้นแม่งทำหน้าตาระอาใจกันเป็นแถบมึงสังเกตุกันบ้าง นี่เป็นความอับอายของสยามประเทศชัด ๆ จากที่ฉันตั้งใจจะใช้เวลาละเลียดและเล็มวิหารทราจันซะหน่อย กลายเป็นว่าชื่นชมไม่สมอารมณ์หมายเท่าที่ควร ฉันก็เลยลากขาด๊อกแด็กๆ เดินมาดูทวิอัฒจันทร์แทน 

สำหรับใครที่จินตนาการไม่ออกว่าไอ้ทวิอัฒจันทน์เป็นอย่างไรนั้น (เรียก Amphitheatre เหมือนเดิมละกัน ชื่อภาษาไทยหรูหราหมาเห่าไปหน่อย) ขอให้คิดถึงพวกสเตเดี้ยมแบบปัจจุบันในสภาพหั่นครึ่ง สนามกีฬาหรือพวกโรงละครสมัยใหม่ก็ได้แรงบันดาลใจมาจาก Amphitheatre ทั้งนั้น 

ทางที่จะพาตัวลงไปที่ Amphitheare นี่โคตรจะไม่เป็นมิตรกับสภาพร่างของฉันเลย ทางทั้งแคบทั้งชัน แต่พอโผล่ออกจากทางเดินลงไปอยู่บนชั้นบนสุดของ Amphitheatre นี่คือถึงกับกลั้นใจเลยทีเดียว ไม่ใช่อะไรนะ แม่งสูงมาก กลัวจะร่วงลงไป

Amphitheatre ที่ Akropol นี่สูง 335 เมตร ก็ประมาณตึก 11 ชั้น ส่วนที่เป็นเวทีอยู่ด้านล่างของภูเขา ส่วนที่นั่งคนดูนั้น ก็สร้างเป็นชั้นๆ ไล่ขึ้นมาตามเนินเขา เวลาจะเดินขึ้นลงก็ปีนป่ายไปตามที่นั่งซึ่งอยู่ในสภาพหินแหว่งบ้าง โดนเหยียบย่ำซ้ำมาเป็นพันปีจนมันสึกบ้าง แถมยังชันจนเราอดสงสัยไม่ได้ว่า คนสมัยก่อนนี่มันขายาวเหรอวะ 

ใจจริงฉันนี้อยากไต่ลงไปข้างล่าง แต่ด้วยความสูง ความชัน และสารร่างก็ทำให้คิดว่า โอกาสจะร่วงตกเขานั้นก็ไม่น่าจะเกิดขึ้นยากอะไร และถ้าร่วงลงไปแล้วนั้นไม่ต้องโทรเรียกรถพยาบาลให้เสียเวลา โทรแจ้งสถานทูตให้ช่วยจัดการเรื่องศพเลยน่าจะเหมาะกว่า ก็เลยตัดใจ นั่งมองเด็กคนหนึ่งดู

ฉันนั่งพักขาอยู่ตรง Amphitheatre อยู่พักนึงเพราะรู้สึกว่าข้อเท้าที่พลิกเริ่มจะบวม แล้วก็ปวดแล้ว ความท้อแท้เหนื่อยหน่ายก็เริ่มครอบงำจิตใจว่าจะกลับโฮสเทลเลยดีมั้ย แต่อีกใจก็คิดว่าอุตสาห์นั่งรถมาตั้งไกลแล้วอะไปให้จบเหอะ ก็เลย เอาวะ โทรเรียกแท็กซี่มารับไป Asclepieion ต่อ

นั่งรถจาก Akropol มาไม่ไกลก็มาถึง Asclepieion ซึ่งเป็นสถานพยาบาล และที่พักฟื้นประจำเมือง Pergamon ซึ่งก็ใหญ่พอสมควร แต่ตอนนั้น เริ่มไม่ไหวแล้ว เจ็บเท้าก็เลยเดินดูแบบลวก ๆ แล้วก็ไปนั่งพักอยู่ที่ Amphitheatre (อีกแล้ว) 

ฉันรู้มาว่าที่คนสมัยนี้เอาแบบของ Amphitheatre มาใช้สร้างโรงละครก็เพราะว่า ทุกคนที่นั่งอยู่บนอัฒจันท์จะเห็นเวทีชัดจากทุกมุม และกระจายเสียงได้ดี เสียงจากเวทีจะดังไปถึงด้านหลัง หันซ้ายหันขวาไม่มีคน ฉันก็เลยทดลองสักหน่อยว่ามันจริงมั้ย ด้วยการเปิดเพลงจากโทรศัพท์ (เปิดเพลงคลาสสิคให้อลังการณ์สมสถานที่) เอาไปวางตรงเวที แล้วไปนั่งอยู่มุมหนึ่งของ Amphitheatre เฮ้ย เสียงชัดจริงด้วยอะ อาห์~~~~~ฟิน การทดลองสำเร็จแล้ว ปรากฏว่าระหว่างที่กำลังดื่มด่ำกับเสียงเพลง ก็มีครอบครัวนักท่องเที่ยวโผล่มา พี่สาวตะโกนสั่งให้แม่ถ่ายรูปให้แล้วตัวเองโพสท่าสไตล์โว้ค ตามมุมต่างๆ ส่วนอีน้องชายก็โดดขึ้นโดนลงตามเวทีและขั้นบันได้ จบกันบรรยากาศสุดคลาสสิคของกู ไปก็ได้วะ

ออกจาก Asclepieion ฉันไปที่ Red Basilica ซึ่งเป็นโบสถ์ที่ใช้บูชาเทพเจ้าของอียิปต์ อย่างเทพี Isis เมื่อฉันเห็น Red Basilica สิ่งแรกที่แวบเข้ามาในหัวคือ เชี่ย! นี่มันวัดอยุธยาชัดๆ อิฐแดงๆ ซากๆ ไม่มีหลังคา พอเดินไปรอบๆ อ้าวเฮ้ย นี่มีกูอยู่คนเดียวนี่คะ เปลี่ยวมาก วังเวงสุด มนุษย์เค้าไม่มาที่นี่กันเหรอคะ ตอนนั้น นอกจากจะเจ็บข้อเท้าจนไม่อยากจะปีนป่ายสำรวจให้เจ็บตัวมากกว่าเดิมแล้ว และขอสารภาพว่าอึดอัดเพราะความวังเวงไร้ผู้คนจนฉันแอบคิดเล่น ๆ ไปว่านี่เดิน ๆ อยู่จะมีมือโผล่มาจากพื้นลากฉันกลับไปสู่อียิปต์ยุคโบราณแบบนังแครอลในเรื่องคำสาปฟาโรห์มั้ย

ก่อนเข้าไปใน Red Basilica ฉันบอกพี่แท๊กซี่ที่เหมาไว้ว่า เราแยกกันตรงนี้เลยก็ได้ เพราะฉันอยากจะเดินเล่น แล้วเดี๋ยวฉันจะเดินไป Bus Station เอง พี่แท๊กซี่ก็ดูห่วงใย บอกฉันว่าเอาอย่างงี้ ยูไปไม่ถูกก็โทรมาแล้วกัน เดี๋ยวไอกลับมารับ ฉันก็เดินดูบ้านเรือนถนนหนทางไปเรื่อย ๆ จนพอใจเสร็จแล้วก็หาทางไป Bus Station ปรากฏว่า หลงฮะ ถามทางสิบคนแม่งชี้ไปสิบทาง เดินงงไปงงมาจนมาเจอตลาดแห่งหนึ่งตั้งอยู่ริมถนน พลันฉันก็หันไปเห็นสิ่งที่อยากเห็นที่สุดในตุรกี นั่นคือไก่งวง! ที่ตุรกีมีไก่งวงด้วยจ้ะพี่บัวลอย  (ถ่ายรูปไก่งวงไปรัวๆ)

ความตื่นเต้นที่มีให้ไก่งวงมีอยู่ประมาณ 30 วินาที อายุนี่สั้นเหลือหลาย หลังจากนั้นก็มาปวดหัวกับการเดินหาท่ารถต่อ ผ่านการชี้มือชี้ไม้บอกทางจากผู้คนมากมาย พร้อมกับรู้สึกถึงการบวมของขา ความดันทุรังก็หมดลง โทรหาพี่แท๊กซี่มารับดีกว่า พี่เค้ามาถึงแล้วฉันก็ยิ้มแห้งๆ ใส่ไปทีนึง แต่เค้าก็ไม่ว่าอะไรแต่คงคิในใจว่า “มึงมันรั้น” แต่พี่เค้าก็พาไปส่งโดยดี

ฉันเลือกที่จะออกจาก Bergama ไวหน่อย เพราะบังเอิญมีเพื่อนมาพักที่ Selcuk เลยกะว่าจะกลับไปกินมื้อเย็นด้วยกัน ปรากฏนี่มันยิ่งกว่าขาไป ขากลับรถก็ต๊ะต่อนยอนพอกัน หลังจากนั่งรถเท่าไหร่ก็ไม่ถึงซักทีเลยเท็กซ์ไปบอกเพื่อนว่า คงไม่ทันแล้ว นั่งทำใจไป ไม่รู้กลับไปถึงจะมีข้าวกินมั้ย สภาพก็ไม่สมประกอบเท้าพลิกแต่ดันเดินทั้งวัน นั่งห้อยขาก็นาน ฉันก็สัมผัสได้ว่าตีนบวมมากในระดับที่ว่ารองเท้าคับ ยาทาแม่ก็ไม่ได้พกมา กลับไปแล้วร้านขายยาจะเปิดมั้ยวะเนี่ย กังวลไปต่าง ๆ นานา กว่าจะกลับไปถึงซัดไปโน่นสามทุ่มครึ่ง

ทางไม่ได้ไกลอะไร แต่รถที่วิ่งระหว่างเมืองนี่โคตรจะต๊ะต่อนยอน จอดระหว่างทางแทบทุกป้าย  ใครจะเดินทางจากIzmir หรือ Canakkale เราแนะนำให้เผื่อเวลาเยอะ ๆ หน่อย ถ้าต้องเดินทางต่อ ระวังตกรถ

เราลากขาอันพิกลพิการออกจากท่ารถกลับโฮสเทลพร้อมกับสอดส่ายสายตาหาร้านข้าวและร้านขายยาไปด้วย สิ่งที่ได้อย่างแรกคือร้านข้าว เอาเถอะ ไม่ไหวจะเดินละ อะไรก็มาเถอะ สั่งอาหารจบไปสิ่งต่อมาคือ “ยูๆ chemist อยู่ไหน” สิ่งที่ได้รับตอบกลับมาคือหน้าตาอันมึนงง อาห์~~~ไม่เก็ทสินะ เอาใหม่ “pharmacy อะยูว์” กริบ ยังไงดีวะ “where is drugstore?” ยังกริบอยู่ Britishไม่ได้ อเมริกันไม่เวิร์คงั้นกูเกิลแป๊บ “Where is eczane” เท่านั้นแหละอ๋อเลย

โอ่ย ไม่มีกูเกิล กูจะรอดมั้ย ฉันเหนื่อยเหลือเกินจ้ะพี่จ๋า แต่พอฟังคำตอบนี่เหนื่อยกว่าคือร้านขายยาในเมืองมี2ร้าน สลับกันเปิด ร้านที่เปิดวันนี้คือร้านที่อยู่ใกล้ท่ารถที่กูได้เดินผ่านมาแล้ว ส่วนอีกร้านอยู่แถวโฮสเทลยูนะจ๊ะ โอ๊ยยยยย ยาเยอ ไม่ทาก็ได้ แต่เดชะบุญที่พกยาคลายกล้ามเนื้อมาหลายขนาน กินอย่างเดียวก็ได้วะ

หลังจากแกะรองเท้าออกตอนกลับมาถึงห้องนี่ก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมรองเท้ามันถึงได้แน่นมากเหลือเกิน สภาพข้อเท้านี่ตุ่ยมากแต่ไม่ฟกช้ำเท่าที่คิด ตอนนี้เริ่มคิดว่ายังไงดีล่ะกู เหลืออีกหลายวัน ถ้าเจ็บขาต่อไปจะไหวมั้ย นั่งหาแผนสำรองไปต่างๆนาๆ แต่ก็มานึกได้ว่า จะคิดไกลไปทำไม เอาพรุ่งนี้ให้รอดก่อน แล้วก็กินยานอนดีกว่ามั้ยล่ะเฮ้ย

*ภาพถ่ายจาก Akropol











SHARE
Written in this book
Find turkey in Turkey
การเดินทางตามล่าหาไก่งวง (turkey) 🦃 ในประเทศตุรกี (Turkey) ดินแดนซึ่งเป็นที่มาของชื่อไก่งวง การเดินทางนี้เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 13 - 28 ตุลาคม 2018 จากกรุงเทพสู่กรุงอิสตันบูล ต่อไปที่เมืองหลัก ๆ ได้แก่ Selcuk, Denizli, Goreme, Gaziantep และกลับมาที่อิสตันบูล

Comments