งาน / เงิน / เวลา / ความสุข
   เมื่อวานมีโอกาสเห็นหัวข้อข่าวบนฟีด Facebook ของเพจๆ หนึ่ง พูดถึงปริมาณของประชากรที่ว่างงานในรอบเดือนล่าสุด ก.ค.62ว่า "มีจำนวน4.36แสนคน" และวันนี้เองก็ได้เห็นข่าวว่าหลายๆบริษัทหรือหน่วยงานต่างๆปลดพนักงานมากมาย ซึ่งใจความของทั้งสองข่าวนั้นจะจริงหรือไม่ เราเองไม่อาจบอกได้ เพียงแต่อยากหยิบประเด็นมาพูดเกี่ยวกับหน้าที่การงานก็เท่านั้น

   เราเองเป็นนักศึกษาจบใหม่เหมือนๆคนอื่นนี่แหละ! ตะเกียกตะกายระหว่างเรียนก็ว่าสาหัสสากันพอแล้ว แต่พอเอาเข้าจริง สนามรบของการสร้างเนื้อสร้างตัวมันต่อจากนี้ต่างหาก ซึ่งเราเองก็ค่อยๆพยายามทำมันอยู่ เพื่อสนองระบอบความคิดรุ่นคุณปู่ คุณย่าที่ว่า "เรียน เรียน และก็เรียน เมื่อจบมาจะได้มีการมีงานที่ดีทำ"


    จริงๆ เราเรียนจบมาสักพักหนึ่งแล้วแหล่ะ! ระหว่างรอเอกสารต่างๆเรียบร้อยก็ใช้เวลาตรงนั้นกลับไปพักผ่อนที่บ้านต่างจังหวัดร่วมเดือน คาดว่าเอกสารเสร็จจะตั้งหน้าตั้งตาทำงานคงไม่ได้กลับบ้านสักพักใหญ่ๆแน่นอน 

   ด้วยความเชื่อที่ว่า "จบปริญญาตรีจะหางานที่ไหนอย่างไรก็ได้ เงินหมื่นห้าที่เล่าขานเป็นของเราแน่นอน" เลยใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวและเพื่อนฝูงค่อนข้างคุ้มค่าเลยที่เดียว

   และแล้วจังหวะชีวิตสู่สนามรบอันเลือดเย็นก็ได้เริ่มขึ้น หลังเราถูกปฏิเสธจากหน่วยงานหนึ่ง ณ ตอนนั้นแต้มต่อก็ถือว่าไม่ขี้ริ้วขี้เหร่เท่าไหร่ วุฒิป.ตรี กับใบผ่านงานด้านเอกสารและบริการระยะเวลา2ปี ที่พอเป็นแรงสนับสนุนให้เป็นตัวเลือกในการพิจารณาได้บ้าง และไหนจะพวกเกียรติบัตรการทำกิจกรรมต่างๆ ที่เตรียมไว้อย่างเว่อวังอลังการตลอดชีวิตมหา'ลัยอีก ที่พอจะเรียกว่าเป็นนักกิจกรรมตัวน้อยๆกับเขาได้บ้าง ยังถูกเมินเฉยจากหน่วยงานเหล่านั้น แต่แน่นอนว่ามันอาจมีคนที่เหมาะสมกว่าเราอีกก็เป็นได้ มุมมองของเราตอนนั้น


   ด้วยความเชื่อใจในปริญญาตรี ทำให้เราเองใช้เวลารองานจากหน่วยงานต่อมาที่ได้วางใบสมัครไว้ และแล้วก็โดนเท ด้วยคำพูดหวานๆว่า "เดี๋ยวถ้าอย่างไรแล้วอีกไม่เกิน 2 สัปดาห์พี่จะนัดสัมภาษณ์" 

      เวลาร่วมเดือนที่เสียไปเปล่าๆ ทำให้เราได้สติ เราเริ่มมีการปรับตัวในการเอาตัวรอด ด้วย skill เดิมๆ อีกครั้ง ซึ่งเรามักนำมาใช้เป็นปรัชญาชีวิตช่วงคับขันอยู่สม่ำเสมอ นั่นคือ..
       อดทน จากอุปสรรคที่ไม่คาดคิดจาการไตร่ตรองสม่ำเสมอของเรา
       อดกิน อาหารที่อร่อยแต่ต้องแลกกับราคาที่ไม่คุ้มค่า
       อดใจ จากสิิ่งอุปโภคบริโภคที่ยังไม่จำเป็นในตอนนี้ 
       อดกลั้น จากความเศร้าและความท้อแท้เพื่อเฝ้ารอวันที่ดีกว่ามาถึง

   เคยได้ยินประโยคนี้กันไหม "จบปริญญาตีเอาไว้แปะฝาบ้านหรือจบปริญญาตรีเอาไว้ตอบคำถามเพื่อนแม่" เมื่อก่อนโกรธทุกครั้งเมื่อได้ยินใครพูดประโยคในลักษณะนี้ เพราะไม่ทราบความหมายที่แฝงอยู่ในนั้นอย่างถ่องแท้ จนเราเองได้พบว่า นามธรรม ของปริญญาตรีนั้นถือเป็นการศึกษาระดับสูงและจบมาย่อมมีสถานะทางการศึกษาเป็นที่น่ายอมรับนับถือแน่นอน แต่ในเชิง รูปธรรม แม้มีปริญญาตรีอยู่ในอ้อมกอดก็คงต้องกอดต่อไป เพราะความเป็นไปทางอาชีพการงานบนความเป็นจริงของทุกวันนี้ มันไม่มีความชัดเจนและการันตีอะไรได้อีกแล้ว

   อีกประโยค "ปริญญาตรีเงินเดือน start หมื่นห้า" คำพูดที่ติดหูในสังคมทั่วไป ความเป็นจริง บางหน่วยงานระบุต้องการวุฒิปริญญาตรี แต่เงินเดือนก็ไม่ตรงกับคำพูดติดหูเลย หรือบางหน่วยงานระบุสถานะว่ารับ วุฒิม.6-ป.ตรี แล้วถามคุณว่า รับได้ไหมถ้าค่าตอบแทนไม่ใช่หมื่นห้า จนบางหน่วยงานเลิกรับป.ตรีไปนานแล้ว เพื่อจะได้จ้างราคาถูกแต่ได้คนทำงานเหมือนกัน

    เราลองปรับวิถีสมัครงานใหม่ ไม่ยึดติดวุฒิป.ตรีและเงินหมื่นห้า ดาวน์โหลดแอพฯสมัคงานดังๆไว้2-3แอพฯ เพื่อฝากประวิติและใช้สมัครงานออนไลน์ ระบุชัดเจนว่าใช้วุฒิป.ตรี มีประสบการณ์ทำงาน 2 ปีและต้องการเงินเดือน 11,000-12,000 บาท รวมทั้ง walk in ก็กรอกเหมือนกัน โดยกว่า 30 หน่วยงานที่เรายื่นสมัครออนไลน์ไป และสมัครด้วยตัวเองอีก 5-6 หน่วยงาน ปรากฎว่าผลตอบรับดีขึ้น มีหน่วยงานโทรเข้ามาบ้างประปราย เพียงแต่ไม่ถูกเวลา นั่นหมายถึงว่าเรารับงานอีกหน่วยงานหนึ่งไปแล้วบ้าง นี่!แค่เรื่องราวกว่าจะได้มาซึ่งอาชีพสักอาชีพที่เราต้องเอาชีวิตไปผูกไว้

    แต่เดี๋ยวก่อน เดือนล่าสุดเราใช้เวลากับการเปลี่ยนงานถึง4แห่งจาก4ลักษณะงานที่ต่างกันเลย หลังจากเราเข้าไปทำงานและอบรมเพียงไม่กี่วัน ใครจะด่าว่าเราเลือกงานก็ด่ามาเหอะ! เราค้นพบสัจธรรมหนึ่งระหว่างทุลักทุเลอยู่ในสนามรบการล่าสมัครงานครั้งนี้ "การงานที่ดี คือการงานที่เหมาะสมกับช่วงเวลาและความต้องการของเราในเวลานี้" ก่อนหน้านี้เรายึดติดว่างานที่ดีคืองานที่ได้ค่าตอบแทนที่สูงๆหรือเป็นงานสบายๆที่ไร้กฎเกณฑ์เคร่งครัด

     เพราะบางสายงานเป็นงานที่แสนสบายแต่ได้ค่าตอบแทนน้อยไม่พอกับรายจ่าย ส่วนบางการงานได้ค่าตอบแทนมากมายสวัสดิการดี แต่ต้องแลกกับOTอย่างบ้าคลั่ง หรือแม้บางครั้งมันไม่สอดคล้องกับหลักศาสนกิจที่ต้องปฏิบัติประจำวัน จนเป็นเหตุผลให้มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อหาความเหมาสมที่สุด

   มาถึงจุดนี้ค่าตอบแทนและลักษณะงานมันไม่ใช่เหตุผลหลักทั้งหมดของการเลือกงานเสียแล้ว มันเริ่มมีเรื่องของเวลาที่เราอาจต้องตัดขาดเพื่อนฝูงเดิมๆที่คุณรู้จักนิสัยใจคอกันมานานแล้วเพื่อไปเริ่มศึกษาเพื่อนใหม่ อาจจะต้องสูญเสียเวลาให้ครอบครัวและคนรักไปกับOT ที่เจ้านายบังคับบ้างหรือภาระบังคับบ้างก็ตามความเหมาะสม 

    เราเองก็มีจุดหมายที่ตั้งมั่นจะสอบบรรจุราชการจึงมองหางานที่เหมาะสมเพื่อหาเวลาทบทวนตำรา ที่ว่าเลือกงาน ก็ใช่! แต่ดูจะฮา ตรงที่ปฏิเสธเงินเดือน จากหมื่นห้า หมื่นสอง หมื่นหนึ่ง เหลือแค่หมื่นเดียว ใช่ครับเลือกงานแบบเราอาจจะต่างจากคนอื่นไปเสียหน่อย

    แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ด้วยเรื่องลักษณะงาน อัตราค่าตอบแทน และระยะเวลาในการรับใช้หน่วยงานในแต่ละวัน จะต้องสนองความสุขในแต่ละวันของเราให้ได้ด้วย เรายังตอบตัวเองไม่ได้ ถ้าเราต้องเลือกงานใดงานหนึ่ง ตรากตำทำมันอยู่อย่างนั้นเพื่อค่าตอบแทนและความมั่นคงในชีวิต จนเราเองไม่มีความสุข ไม่ใช่สิ!จนเราเองลืมนึกถึงความสุขไปเลย มันจะมีประโยชน์อะไร

    บางคนบอกเราให้หันมาทำธุรกิจเพื่อเป็นนายตัวเอง เราบอกว่าเราจะทำแน่นอนหากเราพบสิ่งที่เราอยากทำและเรามีความสุข หรือเป็นลูกจ้างใครก็ได้ที่ งานนั้นๆ เหมาะกับสถานะการณ์ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของเราในตอนนั้น

   " จากข้อความข่าวที่ยกมาข้างต้น เราคิดว่าคงมีคนไม่น้อยที่กำลังมองหางานที่เหมาะสมกับช่วงชีวิตเขาตอนนี้ ที่แต่ละคนก็มีปัจจัยข้อจำกัดแตกต่างกันออกไปอีก เราภาวนาให้พวกเขา มีงาน / เงิน /เวลา ที่จะบันดาลความสุขให้บังเกิดแก่เขา และยืนยันว่าปริญญาตรีเป็นเครื่องหมายในการใฝ่ศึกษามันยังสำคัญเสมอแม้ใครต่อใครจะมองข้ามก็ตามแต่ "


   

SHARE
Writer
PleeNajuak
Cr:บอยอน้อย🐊
อักษรศิลป์ จินตอุดมการณ์

Comments