ร่ม

1.



ฝนกระหน่ำลงมาแบบไม่เหลือให้มีพื้นที่ว่างในอากาศ

ทุกอย่างดูขาวโพลนไปหมดสุดสายตา เสียงของเม็ดฝนสาดลงสู่ทุกพื้นผิว ให้เสียงกระทบที่แตกต่าง แต่อื้ออึงจนไม่ได้ยินอะไร

ผมหยิบหูฟังไร้สายมาเหน็บใส่เข้าลงในใบหู เพลงของบ๊อบ ดีแลนเล่นขึ้นอย่างแผ่วเบา สายตาผมจดจ้องอยู่กับน้ำฝนไหลผ่านลงมาเป็นสาย

ไหลลงจากท้องกระเบื้องชายคาข้างนอกหน้าต่างของผม ผมเร่งเสียงดนตรีให้ดังขึ้นเล็กน้อย



Oh, what did you see, my blue-eyed son?

Oh, what did you see, my darling young one?



สายตาผมเหลือบไปเจอลูกสุนัขเปียกปอนตัวหนึ่งวิ่งเข้ามาหลบฝนใต้ชายคา ตัวมันอ้วนจ้ำม่ำ ไม่อาจเดาได้เลยว่ามันมาจากไหน

ผมควานหาผ้าขนหนูและร่มในตะกร้า ก่อนจะเดินออกจากประตูบ้านไปคว้าตัวมันขึ้นมา พาเข้าไปในบ้าน ตัวมั่นสั่นเทา ผมค่อยๆเช็ดตัวมันให้แห้ง

นอกจากผม เจ้าลูกสุนัข และเสียงเพลงในหูฟังที่กำลังเล่นวนไปมาแล้ว วันที่ฝนกระหน่ำพัดลงมาแบบนี้ ในบ้านนี้ก็เงียบเชียบเสียจนไม่มีร่องรอยของสิ่งมีชีวิตอื่นใด





ผมลากับเธอในวันที่ฝนสาดลงมาเต็มฟ้าเมื่อสองอาทิตย์ก่อน ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วราวกับฝนที่ไม่มีวี่แววจะตกลงมา เราร่ำลากันแบบไม่ใยดีนัก

เธอเดินหายออกไปพร้อมกับเสียงฝนแรกในเดือนกันยา กว่าผมจะรู้สึกตัวว่าฝนที่เทลงมามันลงเม็ดหนักเกินกว่าที่หญิงสาวคนหนึ่งควรจะเดินออกไปลำพังก็ช้าเกินไปมาก

ผมหยิบร่มออกไปในห้านาทีให้หลัง ผมก็ไม่พบเธออีกแล้ว เธอหายลับไปเสมือนว่าไม่เคยอยู่ตรงนั้น หรือไม่ฝนก็คงจะตกหนักเกินกว่าที่ผมจะกล้าเดินตามหาเธอให้ไกลกว่านั้น



ผมรอเธอจนกระทั่งฝนหยุดลง ไม่มีวี่แววของเธออีกเลย ผมได้แต่รอเธอทุกวันผ่านหน้าต่าง

ไม่ว่าฝนจะตกลงมาอีกกี่ครั้ง ผมก็ยังไม่เคยได้กางร่มออกไปรับเธออีกเลย



"เธอส่งแกมาหรือเปล่า" ผมถามเจ้าอ้วน มือยังขยุ้มผ้าขนหนูเช็ดไรขนสีน้ำตาลดำ มันจามเบาๆเหมือนจะไม่สบาย ผมได้แต่อิงผ้าหนาๆไว้ให้มันได้รับไออุ่น

"แกมาจากไหนเนี่ย ฝนหยุดจะพากลับไปบ้านนะ" ผมยังถามมันต่อ แต่เจ้าลูกสุนัขไม่ตอบ ผมหาอะไรที่พอจะทานได้มาให้มัน แต่เท่าที่พอจะมีก็แค่ปลากระป๋อง

ผมรินใส่ชามแล้วเลื่อนไปวางไว้ข้างๆ เจ้าตัวเล็กยังคงนอนซม ทำจมูกฟุดฟิด ผมพอจะเข้าใจว่าสุนัขไม่ควรกินอาหารของคน

แต่เท่าที่หาได้ตอนนี้ก็คงจะดีที่สุดได้เพียงเท่านี้ และถ้าฝนหยุดแล้วยังหาบ้านของมันไม่เจอ พรุ่งนี้ก็คงจะต้องไปซื้ออาหารสุนัขมาติดบ้านไว้บ้างแล้ว



และถ้ามันต้องอยู่ร่วมชายคากับผมจริงๆหลังจากนี้ ผมก็มีชื่อที่อยู่ในใจอยากตั้งให้มัน





2.



ผมรีบเดินออกไปเก็บผ้า ฟ้าโปร่งๆแบบนี้ไม่เชื่อว่าฝนจะเทลงมาได้เลย

นี่ก็ธันวาคมแล้ว ไม่น่าจะมีฝนลงมาอีก แต่เท่าที่รู้ประเทศนี้ก็เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้เลย

สามเดือนผ่านมาแล้ว เจ้าลูกสุนัขตัวโตขึ้นมาก วันนี้มันนั่งอยู่ที่เดิมที่เดียวกับที่ผมเช็ดตัวให้มันคราวที่เราเจอกันครั้งแรก

มันหมอบลงทำหน้าจ๋อย มันคึกคักทุกวันตามประสาสุนัขเด็กทั่วๆไป แต่เมื่อทุกคราวที่มีฝนตกก็ไม่เคยทำให้มันสนุกได้เลยสักครั้งเดียว



ผมเดินมาเกาพุงให้กับมันเบาๆ เจ้าตัวอ้วนส่งเสียงหงิงไม่อยากให้ผมรบกวน นี่เป็นเวลานอนขี้เกียจอยู่เฉยๆ

ผมตั้งชื่อมันว่า "กันย์" ชื่อเดียวกันกับเธอ หญิงสาวผู้เกิดในเดือนกันยายน และจากผมไปในเดือนกันยายน

ส่วนเจ้านี่ เราก็รู้จักกันในเดือนกันยายนเหมือนกัน ไม่รู้ว่าลูกสุนัขตัวผู้จะชอบชื่อที่สาวขนาดนี้หรือเปล่า





"เท่าที่ฉันมั่นใจแน่ๆ คือแกคงไม่จากไปพร้อมฝนเหมือนกับเธอ" ผมพูดติดตลก มันนิ่งไม่ตอบอะไรเลยเช่นเคย

กันย์กลัวน้ำมาก แม้แต่ในวันที่แดดร้อนก็ไม่เคยเห็นมันเล่นน้ำสักครั้งเดียว อาจจะมีความสุขกับการไล่คางคกในแอ่งหลังบ้านบ้าง

แต่จะไม่ยอมให้เปียกไปทั้งตัว หากไม่กลัวน้ำ ก็คงจะเป็นความทรงจำที่เลวร้ายของเจ้านี่เหมือนกันที่พลัดหลงจากบ้านมาในวันฝนตก

ส่วนผมเองก็พลัดหลงกับความรู้สึกของตัวเองในวันฝนตกเหมือนกัน ผมหยิบหูฟังเปิดเพลงอัลบั้มโปรดอีกครั้ง

ในหูฟังของผม บ๊อบ ดีแลนกำลังส่งเสียงร้องเพลง



Oh, where have you been, my blue-eyed son?

Oh, where have you been, my darling young one?



ผมนั่งประจำหน้าโน้ตบุ๊คตัวเก่า นักเขียนอย่างผมนอกจากเดินออกไปสูบบุหรี่ ก็นั่งฝังตัวเองลงหน้าคอมแบบนี้

กันย์เดินมาคลอเคลียเท้าเปล่าของผมที่ยืดไปพาดกับคานที่ขาโต๊ะ เคอร์เซอร์บนหน้าจอยังกระพริบอยู่ ณ ตำแหน่งเดิมไม่ขยับไปไหน

ผมเขียนอะไรไม่ได้เลยตั้งแต่เธอไป คงผิดที่ผมเองที่ไม่ได้บอกว่าเธอสำคัญแค่ไหน เราต่างยืนอยู่บนความมั่นใจของตัวเองจนทำให้มันพังลงไปย่อยยับ



"แกว่ากันย์จะกลับมาไหม" ผมถามถึงผู้หญิงชื่อกันย์ จากสิ่งมีชีวิตที่ชื่อกันย์อีกตัวหนึ่ง

มันยังคงไม่สนใจที่ผมพูด และมุดเข้าไปนอนใต้ฝ่าเท้าราวกับหนาวมาจากไหน ว่ากันว่าหมาพันธุ์ทางฝึกยาก เพราะมันไม่ค่อยฉลาด

แต่ผมว่ากันย์ฉลาดกว่าจะเชื่อฟังใคร ฉลาดมากพอที่จะไม่สนใจคำถามไร้สาระของผม มันหลับลงหลังหลังจากผมพิมพ์อะไรบางอย่างลงไปในหน้าจอไม่นาน

ผมพิมพ์ๆลบๆอยู่สักพัก ในที่สุดก็รู้สึกอยากสูบบุหรี่สักมวน ผมเดินไปยังริมหน้าต่างบานเดิม ฝนยังสาดลงมาไม่หยุด อากาศธาตุยังคงถูกทาทับด้วยน้ำฝนจนขาวโพลน

หญิงสาวร่างเล็กหนึ่งคนยืนรออยู่ข้างหน้าบ้าน เธออยู่ในเสื้อกันฝนสีเหลือง แต่ฝนตกหนักมากขนาดที่ว่าเสื้อกันฝนคงจะกันเปียกได้ไม่นาน



ผมคว้าร่มที่เสียบไว้ในตะกร้า กางออกไปหาเธอด้วยหวังว่าจะแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วได้

ผมเปิดประตูหน้าบ้าน ยื่นร่มให้เธอ ใจผมผิดหวังเมื่อเธอไม่ใช่ใครทั้งสิ้นที่ผมรู้จัก



หญิงสาวแปลกหน้าจ้องมองผมด้วยความประหลาดใจ ผมพูดอะไรไม่ออกเมื่อไม่ได้เตรียมการอะไรเอาไว้ เธอคว้าร่มแล้วเดินตรงเข้ามาห้องรับแขก

"มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ" ผมถามด้วยความฉงน ทั้งที่เป็นคนยื่นร่มให้กับมือของเธอเอง เธอหันกลับมาจ้องที่ใบหน้าของผม ใบหน้าของเธอสีแดงระเรื่อ "ฉันทำลูกหมาหาย ฉันตามหามันมาสามเดือนแล้ว " เธอทำคิ้วขมวด

"มันวิ่งตามรถที่บ้านฉันออกมา แล้วมันก็ไม่กลับมาอีกเลย ฉันโพสถามในอินเตอร์เนต มีคนบอกว่ามีคนเจอลูกสุนัขหลงแถวนี้แล้วถามหาเจ้าของหลายเดือนก่อน ฉันเลยมาตามหา"



กันย์วิ่งออกมาที่ได้ยินเสียงของหญิงสาวแปลกหน้า ไม่ต้องเดาคำตอบนานนัก มันเห่าร้องเรียก และเลียใบหน้าของสาวแปลกหน้าราวกับคนรู้จัก

ผมใจหายวาบ ถึงเวลาต้องส่งคืนมันให้เจ้าของแล้ว สุดท้ายแล้วกันย์ก็จะจากผมไปอีกพร้อมกับสายฝน แต่เป็นเดือนธันวาคม



"หลงมาไกลหรือเปล่าครับ" ผมถามเธอ ไม่มีอะไรจะพูดมากมายนัก กันย์วิ่งกลับมาตะกายผมอีกครั้ง ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่ฉลาดพอจะเข้าใจความคิดของมันตอนนี้เลย

"มันดูสนิทกับคุณมากๆเลย" เธอหัวเราะ ก่อนจะตอบคำถาม "ก็เดินราวๆสิบห้านาทีค่ะจากบ้านของฉัน" เธอคลายคิ้วขมวด "ฉันกลัวเหลือเกินว่ามันจะเป็นอะไรไปซะแล้ว ขอบคุณนะคะที่เลี้ยงดูอย่างดี"

ผมพยักหน้าตอบ



"ฉันขอจ่ายค่าเลี้ยงดูระหว่างที่คุณเสียเวลาได้ไหมคะ" เธอหยิบกระเป๋าสตางค์ผ่านเสื้อกันฝนที่เปียกชุ่ม

"ไม่เป็นไรครับ ผมยินดี เป็นเพื่อนเล่นได้ดีเหมือนกัน" ผมยิ้มตอบอย่างจืดๆ ไม่รู้จะทำอย่างไรกับความรู้สึกตอนนี้ดี



เธอหยิบกันย์ขึ้นไปอุ้ม เธอดูคิดถึงมันเหลือเกิน

"มันชื่ออะไรเหรอครับ" ใจของผมลอยหายไปแล้ว "ชื่อที่คุณเคยตั้งให้มัน"



3.



เมษายนที่ร้อนอบอ้าว ฝนก็ตกลงมาอีกแล้ว พายุฤดูร้อนในระหว่างที่ผมกำลังตรวจความถูกต้องของหนังสือเล่มล่าสุดของผมก่อนวางจำหน่าย

มันเป็นหนังสือที่ท้ายสุดแล้วก็ไม่ชอบมันเท่าไหร่นัก แต่นักเขียนทุกคนก็คงแบบนี้ คงต้องมีเล่มที่ตัวเองไม่โปรดเป็นเรื่องธรรมดา

เสียงเล็กๆที่คุ้นหูก็ดังฝ่าเสียงฝนมาจากหน้าบ้าน ผมคว้าร่มและเดินออกไปเปิดประตู เธอมากับเสื้อกันฝนสีเหลืองตัวเดิม

"ฝากเอาไว้หน่อยสามสี่วันนะคุณ ขอโทษที่รบกวนอีกแล้วนะคะ เดี๋ยวจะซื้อของมาฝาก" เธอหัวเราะ แล้วส่งกันย์ที่ตัวใหญ่ขึ้นกว่าเจอกันครั้งล่าสุด

ในกระเป๋าสุนัขที่คลุมถุงพลาสติกกันฝนมาอีกหนึ่งชั้นให้ผม ผมยิ้ม "ไม่เป็นไรครับ กำลังหาเพื่อนเล่นอยู่พอดี" ผมยิ้มให้เธอ

"ฝนตกหนักมากเลย ให้ผมกางร่มไปส่งไหมครับ กลัวจะเปียกหนักกว่าจะถึงบ้าน" ผมถาม

"งั้นขอยืมร่มก็พอค่ะ เดี๋ยววันมารับเจ้านี่กลับจะเอามาคืน" เธอตอบด้วยรอยยิ้ม ผมพยักหน้าก้อนจะแบกกระเป๋ากันย์เข้าบ้านและยื่นร่มของผมให้กับเธอ

เธอโบกมือแล้วเดินหายลับไปกับเม็ดฝน



กันย์ถูกส่งมาอยู่กับผมเมื่อหญิงสาวเดินทางไปเที่ยวช่วงวันหยุดยาวหรือลาพักร้อนเสมอ เพราะมันคงตัวใหญ่เกินกว่าจะพาไปไหนต่อไหนสะดวกอีกแล้ว

ผมลูบหัวมันเล่น มันส่งเสียงหงิงกลับมาราวกับไม่อยากจะเล่นอะไรตอนฝนตก ราวกับนี่เป็นเวลานอนอยู่เฉยๆ



ผมแทบจะลืมไปเสียสนิทว่าชื่อกันย์ของมันได้ชื่อตามมาจากใคร

เพลงของบ๊อบ ดีแลนดังคลอขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้มันมาจากลำโพงบลูทูธตัวเล็กๆ

ที่หญิงสาวซื้อมาฝากผมตอนดูแลกันย์ตลอดปีใหม่...



Oh, what'll you do now, my blue-eyed son?

Oh, what'll you do now, my darling young one?





*จากเพลง A Hard Rain's A-Gonna Fall โดย บ๊อบ ดีแลน อัลบั้ม The Freewheelin'









SHARE
Writer
margot
witness
I'm not living, I'm just killing time

Comments

Gumpha
1 year ago
:)
Reply