ความไม่เป็นเหตุเป็นผลอันแสนวิเศษ
ผมอาจจะต้องขอโทษสำหรับคนที่เบื่อวิชาสังคมศึกษาก่อน
เพราะสิ่งที่ผมกำลังจะเริ่มพูดนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ตลกเท่าไหร่นัก
มันยิ่งกว่า outrage porn ใน Social Media
ซึ่งความจริงแล้วผมไม่ได้ต้องการให้มันร้ายกาจเท่าไหร่นัก
ผมอยากให้สิ่งที่ผมเขียน เป็นเหมือนหนังตะลุงในตอนกลางคืนในวัด
ที่มันจะโพล่มาในช่วงเวลาเทศกาลสำคัญ
มีสาวๆ หนุ่มๆ ผู้หญิงสวยที่มีลูกแล้ว หรือตาลุงที่มีลูกมีเมียแล้วแต่ทำตัวเหมือนคนโสด
เดินไปเดินมาเพื่อเลือกดูสิ่งที่อยากดู
และมีเสียงของงานบุญและงานเทศกาลมาขั้นตรงกลางระหว่างความน่าเบื่อ

ความน่าเบื่อที่กำลังพูดถึงนั้นไม่ใช่ความน่าเบื่อที่จะหามาได้ง่ายดายเท่าไหร่นัก
มันต้องใช้ความโง่เขลาที่มากพอ มากพอที่จะไม่ฟังใคร
มากพอที่จะคิดว่าตนเองถูกต้อง
และหลงประเด็นทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ เพราะเวลาอ่านเรื่องที่เคร่งเครียดทีไร
หัวสมองมักจะพาสติสัมปชัญญะของมันกลับไปที่รายการตลก
หรือมุกตลกราคาถูกที่ใครๆก็อนุโลมได้ ในตอนที่มันไม่ตลก

ถ้าคุณผ่านตัวหนังสือพวกนั้นมาถึงตรงนี้ได้
ผมขอบคุณเลย ตัวหนังสือที่ผมเขียนผมนั้น
ผมตั้งใจที่จะให้ตัวเองเข้าไปใน stage of consciousness 
เพื่อไม่ข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผมอยากจะพูด
ถูกนำไปกองรวมไว้ในที่ที่มันควรอยู่
และผมจะได้เล่าส่วนที่เป็นประเด็นได้อย่างไม่ตะขิดตะขวง

ในสถานที่ทางประวัติศาสตร์นั้น (เหล่านั้น) ของประเทศไทย
ถ้าใครชอบซีรีย์เกมทั้งหมดของ Uncharted ผมคิดว่าคุณจะต้องชอบในสิ่งที่เรากำลังพูดถึง
นอกเหนือจากตัวละครหลักที่แม่งฉลาดเป็นกรด
สามารถตัดข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องในงานวิจัยทั้งหมดออก แล้วตามหาสมบัติอย่างเดียว
น่าจะเป็นพฤติกรรมที่ผมกำลังมองหาอยู่ในตอนนี้,
เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดในเนื้อหาทางประวัติศาสตร์ของประเทศนั้น
ขึ้นตรงต่อระบบการปกครองโดยทหารเท่านั้น
ทำให้ผมนึกถึง Zizek ที่เขียนไว้ในหนังสือของตัวเองเกี่ยวกับความรุนแรง
แต่ผมจะปลอยให้ชิเชค นอนเสียชีวิตอยู่ในฉากๆหนึ่งไปก่อน

ในช่วงปี 2470
เราคิดคำนวณผ่าน พุทศวรรษ โดยเมื่อลดตัวเลขลง 543 หน่วย
จะได้ตัวเลข 1927

1927
เป็นช่วงปีที่ยุโรปตะวันตกเริ่มชินชากับสิ่งพิมพ์แล้ว
ผมไม่รู้ว่าสิ่งพิมพ์จะเป็นสินค้าที่ชินหูชินตาคนในยุคนั้น
เหมือนกับบอยแบน เกิลกรุปในช่อง Mnet หรือไม่
ที่เรารู้คืองานวรรณกรรมฝั่งอเมริกันในช่วงนี้ เต็มไปด้วยความน่าสนใจ
วิทยาศาสตร์ การผจญภัย จิตวิทยา และพื้นฐานทางโครงสร้างของภาพยนตร์/Storytelling Procession ในปัจจุบัน
TCDC ได้พูดถึงเรื่องนี้ในสไตล์ของตัวเองว่า เป็นปีของ Wonderful Nonsense 

๑๙๒๗
ในประเทศไทยก็เข้มข้นไม่แพ้กัน
เป็นช่วงเวลาที่การเมืองมีความจำกัดจำเขี่ยในพื้นฐานของอาวุโสนิยมที่สูงมาก
การเล่นพรรคเล่นพวก (เป็นคำอภิทานศัพท์ของคนที่เข้าใจว่าตัวเองเป็น baby boomers)
พื้นฐานของการเมืองไทยทั้งหมดในปัจจุบัน ยังสามารถอ้างอิงไป ณ สถานที่ในปี ๑๙๒๗ ได้
เราจะเห็นภาพยนตร์เรื่องโหมโรงที่พยายามสะท้อนคาแรคเตอร์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ออกมา
นักคิดจำนวนมากถูกสั่งแบน และเซนเซอร์ เครื่องดนตรีถูกสั่งห้าม
และประพฤติตนใกล้เคียงกับคนที่ไม่มีความคิดความอ่าน และเข้าใจคำว่า civilization แบบงี่เง่าสิ้นดี
เราจะเห็นค่านิยมแบบนี้ในกองทัพไทยเป็นปรกติ สุดๆ
แต่สิ่งที่กำลังพูดนั้นเกิดขึ้นหลัง ๑๙๓๒
(ที่จริงจะมีกลุ่มที่เกิดก่อน baby boomers ด้วย แต่คนกลุ่มนั้นเสียชีวิตไปหมดแล้ว วิธีคิดแบบ digital marketing เลยมองข้ามมุมมองทางประวัติศาสตร์จำนวนมากไป จะมีแค่นักการตลาดหรือเจ้าของตลาดบางกลุ่มที่เข้าไปเล่นกับมุมมองทางประวัติศาสตร์ที่เข้มข้น อย่าง Wall Disney’s Picture ซึ่งปัจจุบันไม่น่าจะใช้ชื่อนี้แล้ว)

เราจะเริ่มพูดถึงตลาดที่ร่วมสมัยที่สุดในฝั่ง mass market ด้วย
มันชื่อว่า innovation
ถ้าคนรุ่นถัดไปที่เรียนกับ Digital Instructive อย่าง Coursera (ก็อตซิลล่า อว๊ากกก!!) หรือหลาย ๆ academy ในปัจจุบัน
จะเห็นความแตกต่างของวิชาความรู้ของพวกเด็ก 90 กับเด็ก Digital Nomad แบบที่ไม่ได้แตกต่างกันเท่าไหร่
แต่รสนิยมต่างกันราวฟ้ากับนรกขุมที่ลึกที่สุด 
เป็นขุมที่ศัตรูคู่อาฆาตขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธะเจ้า กำลังชดใช้กรรมอยู่

อะไรที่ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถตามประเทศอันดับหนึ่งในระบบเศรษฐศาสตร์ได้?

จะมีนักวิเคราะห์หลายสายที่กำลังทำความเข้าใจเรื่องนี้
• เศรษฐศาสตร์
• การศึกษา
• การเมือง
• ประวัติศาสตร์
• ศิลปศาสตร์ มนุษยวิทยา สังคมวิทยา
(ผมกำลังจำแนกผ่านความรู้แบบภาษาละติน มันจะเข้าใจยากหน่อย)
• วิศวกรรมศาสตร์ (ด้านนี้สนุกมาก ผมลาออกจามหาวิทยาลัยเพราะหัวข้อนี้เลย)
ทุกด้านเลยไอ่เหี้ย ไอ่ควาย ไอ่สัตว์ (ด้านที่ยังไม่ได้เขียนด้วยอย่างแพทยศาสตร์ โดยที่คนบางคนจะได้ยินความจังไรของโครงสร้างที่บอกว่าจะมีพวกเศรษฐีจากเอเชียกลางมารักษาที่ประเทศไทย โดยที่ homeless ในประเทศไม่สามารถเข้าถึงมันได้ โคตรเป็นบุญของสมาคมแพทย์เลยครับ วิทยาศาสตร์ พาณิชยการ การเดินเรือ การขนส่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่บอกว่าเป็น hub ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็ปลอมทั้งนั้น มีแต่วิสัยทัศน์ไม่มีบุคลากรและทรัพยากร คนที่เก่งๆส่วนหนึ่งและส่วนใหญ่ก็มาจากต่างประเทศ ในช่วงเวลาที่สร้างคนในประเทศได้มีทรัพยากรพอ ผู้นำก็กลัวคนเก่งจะมาแย่งอำนาจ โคตรกระจอก ไอ่สัส มีอำนาจแต่ไม่ใจ พวกนักเรียนยกพวกตีกันยังใจแลกใจกว่ามึงอีก)

SHARE
Written in this book
Marble Stairway
ผู้ปกครองควรมั่นใจในตัวเอง
Writer
Pdhala
School Dropout
งานเขียนของนักปรัชญาคนอื่นนั้น กล่าวได้ว่าเป็นเชิงอรรถของเพลโตเท่านั้น - ส. ศิวรักษ์

Comments