ฝันเมื่อคืนกลายเป็นฝันของทุกคืน
ฝันม้วนร่างกายฉันเป็นเกลียวคลื่น ครึ่งรู้สึกเบา อีกครึ่งแน่นติดพื้นฟูก ฉันไม่เคย...คิดว่าไม่เคย...รู้สึกตัวมาก่อนตอนฝัน ฉันไหลวนลึกลงไปในเงียบงันของท้องฟ้าเที่ยงคืนที่มีพื้นหลังเป็นเพลงอะไรสักเพลงของวงควีน ฉันผ่านจันทร์ดวงยักษ์สีนวลและกลุ่มดาวหมีใหญ่ทางฟ้าใต้ที่สว่างไม่แพ้กัน ม้วนเกลียวไปในราตรีประดับดาวทำให้ปอดฉันเย็นยะเยือก



“สวัสดี” เธอทักฉัน ฉันที่มาโรงเรียนวันแรก ที่แบกหนังสือสิบเอ็ดกิโลกรัม ที่เดินตามเงากันสาดเพื่อหลบแดด เพื่อจะมาพบเธอ เธอที่ฉันรู้จักก่อนที่เราจะรู้จักกัน ที่บังคับให้ฉันฟังเพลงวงควีน ที่กำลังเล่นเป็นเสียงพื้นหลังอยู่ตอนนี้



“สวัสดี” ฉันตอบ ไม่มั่นใจในตอนนั้นว่าเธอคือใคร แต่ในตอนนี้ฉันกลับอยากทำอย่างอื่น อะไรก็ได้สักอย่าง เผื่อบางราตรีที่ท้องฟ้าเเละหมู่ดาวม้วนเป็นเกลียวคลื่นเราจะยังนั่งฟังเพลงด้วยกัน



“ไปเอเวอเรสต์กัน” เธอบอก จับมือฉันให้นอนลง เตียงนุ่มรองรับฉันไว้ในวินาทีที่ลมเย็นปะทะใบหน้า เรานอนอยู่บนยอดเขา สดชื่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แดดจ้าส่องให้เห็นโลกพื้นล่างทั้งใบ เสียงลมดังอื้ออึงปนกับเสียงของเฟรดดี เมอร์คิวรีและเสียงของเธอที่ตะโกนใส่หุบเขาเพื่อให้มันสะท้อนกลับมาที่ฉันว่า “เจอเราเเล้วนะ ต่อจากนี้ไม่ต้องห่วงอะไรเเล้ว รู้ไหม” ใช่...ฉันรู้…รู้ตั้งแต่ตอนที่เธอเล่นเปียโนตอนตีหนึ่ง กีตาร์ตอนตีสอง และกลับไปที่โลก ของเพนกวินวิลล่าตอนตีสาม แล้วเธอก็กลับไป เหลือแค่ฉันบนยอดหินก้อนที่สูงที่สุดในโลก ฉันจึงตะโกนออกไปสุดเสียงว่าอะไรบางอย่างที่ถูกกลืนไปในสายลม...







“เดี๋ยวจะถ่ายชอตต่อไปแล้วนะ พร้อมไหม?” เสียงเนิบของผู้กำกับถาม เธอเป็นผู้หญิงผมยาว นิ่งเรียบ ลุ่มลึก และที่สำคัญเธอเป็นศิลปิน ฉันพยักหน้า เดินไปหน้ากล้องกลางสตูดิโอ กระโจนลงเหว กลายเป็นตัวละครเปราะบางมีปมชีวิตนับร้อย ฉันในร่างกายตัวละครโศกให้กับจุดต่ำสุดของชีวิตอย่างที่ตัวฉันไม่เคยทำได้มาก่อน ‘มันเปี่ยมล้นด้วยอารมณ์ที่งดงาม’ พวกเขาบอก และที่แย่ที่สุดคือมันเป็นทุกอย่างที่ฉันต้องการ







“...” น้ำตาหยดลงแก้มซ้ายเมื่อฉันกล่าวประโยคจบ ฉันปิดหนังสือในมือ กว่าครึ่งนาทีที่มีเพียงความเงียบก่อนที่มันจะถูกแทนที่ด้วยเสียงปรบมือไปอีกสิบนาที ผู้คนโห่ร้องให้กับความรู้สึกที่คุ้นเคยและความรู้สึกที่เขาไม่เคยเข้าใจ เดินต่อแถวมาให้ฉันตวัดปากกาในมือลงบนปกแข็งของหนังสือที่เป็นดวงดาวแห่งยุค ในเมืองที่เต็มไปด้วยฝุ่น ฉันอยู่บนยอดตึกที่อนุภาคเหล่านั้นเอื้อมมาไม่ถึง หายใจด้วยอากาศบริสุทธิ์อีกสี่ร้อยล้านครั้งเพื่อร่วงโรยเป็นฝุ่นกลับสู่พื้นมหานคร







“แกใช่คนที่เล่นซีรีส์ปะ” เธอถาม ใคร่รู้ตามภาษามนุษย์ที่ใช้เวลาสามในสี่ของชีวิตไปกับการพูด เธอมองฉันที่ยืนอยู่ใต้กันสาดสีเขียวที่ทำให้ตัวฉันกลายเป็นสีเดียวกับมัน

“ถ้าได้เล่นก็ดีดิ” สีเขียวตอบเธอ

“ได้ดิ รู้ไหม วันนึงเราก็อยากไปยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก”

“เอเวอเรสต์เนี่ยนะ”

“วันนึงเธอก็จะได้เล่นซีรีส์เหมือนกัน เล่นหนังอีกร้อยเรื่อง เขียนหนังสืออีกร้อยเล่ม” เธอบอกสีเขียว ราวกับมันเป็นเรื่องง่ายดาย และน่าแปลกใจที่ฉันในชุดนักเรียนพบว่านี่คือทั้งหมดที่ฉันต้องการ อย่างที่ฉันไม่เคยรู้มาก่อน ฉันจึงจำความรู้สึกสีเขียวนั้นไว้เผื่อใช้มันในอีก 10 ปีข้างหน้าตอนที่ฉันเหือดแห้งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์กลางออฟฟิศวุ่นวายในตัวเมือง ฉันจะได้พาตัวเองกลับมาใต้กันสาดนี่อีกครั้ง กดปุ่มรีเพลย์ และ



“วันนึงเธอก็จะได้เล่นซีรีส์เหมือนกัน เล่นหนังอีกร้อยเรื่อง เขียนหนังสืออีกร้อยเล่ม”  


ฉันรักเธอ สีเขียว







“น้องยังไม่ผ่านการคัดเลือกในครั้งนี้ ขอบคุณที่สนใจเข้าร่วม” อีกฝ่ายกล่าว ฉันไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย แต่ฉันแน่ใจว่าเขาไม่ได้มองฉันด้วยซ้ำ ผิดหวังม้วนอยู่กลางความคิด ฉันโทษที่ตัวเองไม่ได้เกิดเป็นผู้ชาย ฉันโทษที่อำนาจนิยมกลั่นแกล้งฉัน แต่ฉันก็รู้ว่าฉันไม่เก่งพอ แต่ฉันก็รู้พวกเขาพยายามให้ฉันโทษตัวเองแบบนั้น ให้ฉันเข้าใจว่ายังพยายามไม่มากพอ ฉันนึกถึงสีเขียว…







“เธอเขียนได้ดี แต่มันดีสำหรับอินเทอร์เน็ตเท่านั้นแหละ” พวกเขาบอกฉัน ขยี้หวังสุดท้ายของฉันลงกับพื้น ฉันรู้ว่ามันเป็นแค่คำลวงของคนที่ไม่เห็นคุณค่างานของฉัน แต่ฉันก็รู้ว่างานนี้เป็นแค่กลุ่มประโยคกลวงเปล่าที่เต็มไปด้วยการบูชาความหลงใหลในตัวเอง ฉันแค่ฉีกบาดแผลตัวเองเพื่อเรียกน้ำตาเพื่อเรียกความสนใจ ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่ฉันคิดว่าจะทดแทนความรักวัยเด็กที่ฉันขาดไปได้ และฉันแค่กลบเกลื่อนมันด้วยการแสร้งทำเป็นเข้าใจตัวเองอย่างทะลุปรุโปร่ง ทั้งที่จริงฉันไม่เคยและไม่มีวันสามารถเข้าใจมันเลย







เสียงเฟรดดี เมอร์คิวรีหายไป เกลียวคลื่นม้วนย้อนกลับ ฉันไหลตามธารแสงดาวของราตรี เหมือนดวงดาวม้วนเข้าหลุมดำ ฉันตกลงไปสู่อีกราตรีที่มืดมิดยิ่งกว่า ไร้แสง มีเพียงตัวฉันร่วงหล่นในแนวดิ่งไปเรื่อย ๆ



ในวินาทีที่ฉันเกือบคิดว่ามันไม่มีที่สิ้นสุด ฉันตื่นขึ้น



นึกถึงสีเขียว ฉันเปิดสมุดเพื่อบันทึกฝันที่แทบจำไม่ได้เพื่อพบว่ามันเหมือนกับความฝันของเมื่อวาน เมื่อวานซืน เมื่อวันก่อน และอีกหลายวันก่อน







ฉันตัดสินใจพิมพ์งานเขียนตื้นเขินนี่ในค่ำวันนั้น ก่อนม้วนตัวกลับสู่ความฝันอีกครั้ง  














SHARE
Written in this book
บทกวีของอินเทอร์เน็ต
บนอินเทอร์เน็ต ฉันหวังว่าเรื่องของฉันจะเป็นบทกวี
Writer
Tarandtar
นักเขียนคนโปรดของคุณ
เหมือนกับคุณ, เกิดและเติบโตบนอินเทอร์เน็ต - และพยายามจะเป็นศิลปะ * Pls leave any kind of comment

Comments