Distraction : เกมการช่วงชิงความสนใจ
1

คุณน้องชายผู้เป็นมนุษย์ High Performance ทักมาขอให้จัดพ็อดคาสท์เรื่อง Distraction ให้หน่อย ขนาดคนที่เป็นมนุษย์สุดแอคทีฟ ทำงานไว มีโปรเจ็คร้อยสิ่งอย่างคุณน้องยังบอกว่าช่วงนี้รู้สึกชีวิตโดน Distract เยอะทั้งเรื่องงานและชีวิตส่วนตัว... ก็คงสมควรแก่เวลาจะมาพิจารณาเจ้า Distraction ให้มากกว่าเดิมอีกสักหน่อยแล้ว

Distraction คือ การที่เราถูกขัดจังหวะระหว่างที่เราทำอะไรบางอย่าง ทำให้ต้องหันเห “ความสนใจ” ไปให้อย่างอื่น การขัดจังหวะที่ว่าอาจจะเกิดจากสิ่งภายนอกเข้ามารบกวนขัดจังหวะ หรือเป็นเพราะเราเลือกที่หันเหความสนใจของตัวเองไปยังอย่างอื่นเอง เช่น

-กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ พอดีมีแจ้งเตือนว่าช่อง YouTube ที่เราติดตามมีวิดิโอใหม่ ก็เลยกดเข้าไปดู ตามด้วยการดูคลิปต่อเนื่องไป 2 ชั่วโมง

-นั่งทำงานอยู่ที่บ้าน Kerry มากดกริ่งส่งของ พอออกไปเซนต์ชื่อรับของ กลับมานั่งทำงานต่อก็ต้องตั้งสติใหม่ว่าเมื่อกี้ทำไปถึงไหนแล้วนะ?

-เพื่อนร่วมงานเดินไปกดน้ำที่แพนทรี ขากลับเดินผ่านโต๊ะเราจึงชวนเราคุย เรากำลังผูกสูตรเอกเซลอยู่ เลยลืมเลยว่าทำถึงไหน

-ตอนขับรถแล้วเจอรถติด เลยหยิบมือถือขึ้นมาเล่นเกมแก้เซ็ง

-ระหว่างประชุม ทุกคนก้มหน้าตอบข้อความในมือถือ ไม่ได้ฟังสิ่งที่กำลังประชุมอยู่ การประชุมจึงยืดเยื้อ ไม่ค่อยได้สาระ ไม่ค่อยมีประโยชน์

-วันหยุด ขนงานกลับมาทำที่บ้าน ลูกอยากเล่นด้วยก็เล่นด้วยไม่ได้ พอดีมีโทรศัพท์เรื่องงานโทรเข้ามา เลยต้องคุยโทรศัพท์ประสานงานแก้ปัญหาไป 2 ชั่วโมง

-หลังเลิกงาน กลับมาอยู่หอคนเดียว เหงาและเบื่อ เลยเปิดหาดราม่าในเน็ทอ่านไป 2 ชั่วโมง ยังไม่ทำให้รู้สึกดีขึ้น เลยโทรศัพท์คุยกับเพื่อนต่ออีก 2 ชั่วโมง



อาจรู้สึกว่าฟังดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แค่นี้เอง ไม่เห็นสำคัญตรงไหน ก็แค่ถูกขัดจังหวะแป๊บเดียว เดี๋ยวก็กลับมาทำต่อได้แล้ว...

มันจะเป็นอย่างงั้นจริงเหรอคะ?

น่าจะเคยได้ยินคำว่า Creative Economy (เศรษฐกิจสร้างสรรค์) ตอนนี้มีศัพท์คำใหม่คือ Attention Economy (เศรษฐกิจชิงความสนใจ) ผลิตภัณฑ์ บริการ สื่อแบบไหน พรีเซนเตอร์คนไหนที่จะจับความสนใจของผู้คนได้ เพราะเราอยู่ในโลกที่มีการช่วงชิงความสนใจของเราตลอดเวลา ในสภาพแวดล้อมที่เราออนไลน์ 24 ชั่วโมง ณ ปัจจุบัน สิ่งที่เราโฟกัสตรงหน้าพร้อมจะถูกอะไรบางอย่างหันเหความสนใจของเราออกไปได้ทันที

ในเดือนมกราคมปีนี้ (2019) นิตยสาร FORBES เลือกใช้คำว่า Attention Intelligence (AQ) เพราะบรรดาบริษัททั้งหลายเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของทักษะชนิดนี้ นั่นคือ ความสามารถในการจดจ่อของพนักงาน ความสามารถในการคงความสนใจไม่ให้ถูกขัดจังหวะ ไม่ถูกรบกวน ความสามารถชนิดนี้มีผลต่อคุณภาพและประสิทธิภาพในการทำงาน

ถัดจาก IQ และ EQ ก็ถึงเวลาของ AQ แล้ว



2

จากตัวอย่างข้างตน จะสังเกตได้ว่า ตัวรบกวนมี 2 กลุ่ม คือ 
(1) ตัวรบกวนภายนอก กับ (2) ตัวรบกวนภายใน

ตัวรบกวนภายนอกจัดการได้ไม่ยาก เพราะเห็นได้ชัดเจน
วิธีแก้ไขมี 2 ทาง คือ  

ก.) วิธีควบคุมสภาพแวดล้อม
มีตั้งแต่การควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสม ไม่หนาวเกินไป ไม่ร้อนเกินไป, ควบคุมเสียง ถ้าเป็นคนที่สภาพแวดล้อมต้องเงียบมากๆ ถึงจะทำงานได้ดี หูฟังตัดเสียงสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ ถ้าทำงานอิสระ ก็เลือกเปลี่ยนสถานที่ทำงานไปทำงานในห้องสมุดหรือ co-working space เงียบๆ หลายคนเป็นพวกชอบให้มีเสียงรบกวนเล็กน้อยจะกระตุ้นให้เกิดสมาธิมากกว่า เช่น เสียงคนพูดคุยเบาๆ เสียงน้ำ เสียงลม ต้องลองสังเกตตัวเองดูว่าตัวเองเหมาะกับสภาวะเสียงแบบไหนจึงจะกระตุ้นการทำงานให้เกิดสมาธิได้ดีกว่า แล้วก็จัดให้ตัวเองอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนั้น

การควบคุมสภาพแวดล้อมเกี่ยวกับ “คน” สามารถทำได้โดยแสดงออกให้ชัดเจน แต่ไม่ต้องหักหาญน้ำใจเกินไป ถ้าจะทำงานที่บ้าน ก็ชี้แจงให้ชัดเจนว่าเวลาไหนเป็นเวลาทำงาน ขอไม่ให้ส่งเสียงดังรบกวน แล้วพออยู่นอกเวลางาน ก็ต้องใส่ใจคนในครอบครัวให้เต็มที่ ถือเป็นการเคารพพื้นที่ส่วนตัวของกันและกัน

ถ้าทำงานในออฟฟิศ เลือกคนที่เราจะใช้เวลาด้วยให้ดี บางคนก็อู้มากกว่าทำงาน เราอยู่ใกล้ใครเราก็จะมีแนวโน้มเป็นไปตามอย่างคนนั้น หัดปฏิเสธอย่างสุภาพว่า “เดี๋ยวขอไปทำงานให้เสร็จถึงตอนนั้นแล้วเดี๋ยวกลับมาคุยต่อนะ” หรือถ้าที่ออฟฟิศอนุญาตให้ใส่หูฟังในที่ทำงานได้ การใส่หูฟังก็เหมือนแปะป้ายกลายๆ บอกว่า “ห้ามรบกวน” แต่บางออฟฟิศอาจไม่ชอบให้พนักงานใส่หูฟังสักเท่าไร อันนี้แล้วแต่วัฒนธรรมของแต่ละองค์กร หรือถ้างานที่ดูแลอยู่ ต้องใช้สมาธิยิ่งยวดห้ามรบกวนเด็ดขาด ให้ทำเรื่องขอยืมห้องประชุมเล็ก แล้วย้ายตัวเองไปนั่งทำงานในห้องนั้นจนกว่าจะเสร็จแล้วค่อยกลับมานั่งที่เดิมของตัวเอง

ข.) วิธีควบคุมเทคโนโลยี

ในหนังสือ Hooked: How to Build Habit-Forming Products (สร้างของให้คนติด แปลไทยแล้วโดย สนพ. วีเลิร์น) ผู้เขียน Nir Eyal บอกไว้ว่า “ความรู้สึกชั่วแล่นเวลาโทรศัพท์มีแจ้งเตือน ทำให้อยากจิ้มเข้าไปดูว่ามีข้อความอะไรเข้ามา แค่เปิดดูไม่กี่นาทีเอง ดึงคนให้เข้า YouTube, Facebook, Twitter เพียงเพื่อจะพบว่าเวลาผ่านไปเป็นชั่วโมงแล้ว คนก็ยังไถหน้าจออยู่ นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ทั้งหมดนี้ผ่านการออกแบบมาอย่างถี่ถ้วน”

ไม่ว่าจริยธรรมในการออกแบบเทคโนโลยีจะน่าสงสัยขนาดไหน วิธีควบคุมเทคโนโลยีก็คือ ให้จำไว้ว่าสิ่งประดิษฐ์ทั้งหลายสร้างขึ้นมาเพื่อทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้น ไม่ใช่ทำให้เราลำบากกว่าเดิม ตรงไหนที่เราควบคุมได้ให้ควบคุมตรงนั้น

ลองตั้งกติกาขึ้นมา แล้วทำตามนั้นดู เช่น

-จะเปิดโซเชียลมีเดียแค่วันละ 3 เวลา คือ 11.00, 16.00, 19.00 น. ครั้งละ 10 นาทีเท่านั้น
-Uninstall แอพในมือถือ แต่ไปล็อกอินจากหน้าจอคอมพิวเตอร์แทน เช่น แอพช็อปปิ้งออนไลน์
-กำหนดเวลาปิด WIFI ของตัวเอง
-ถ้าใจไม่แข็งพอ มีแอพมากมายช่วยบล็อกไม่ให้เล่นมือถือหรือแอพที่ช่วยเพิ่มการโฟกัส เช่น Cold Turkey หรือ Forest หรือเลือกติดตั้ง Chrome extension ชนิดที่จะบล็อกไม่ให้เราเข้าบางเว็บไซต์ หรือจำกัดการเข้าเว็บใดเว็บหนึ่งเกินกำหนดเวลา เช่น StayFocused 
-ปิดเสียงและวางมือถือไว้อีกห้อง
-Uninstall แอพที่ไม่ใช้งานอีกแล้วออกไปจากมือถือ จัดระเบียบหน้าจอ
-เวลาทำงาน เปิดเฉพาะโปรแกรมและหน้าจอที่ใช้ทำงานเท่านั้น อันไหนใช้เสร็จแล้วหรือไม่ต้องใช้แล้วก็ให้ปิดลงไปให้หมด
-ปรับลดความถี่หรือความรุนแรงในการแจ้งเตือนของแอพให้เหมาะสม (เราเลือกปิดการแจ้งเตือนทั้งหมดไปเลย แอพไหนเราต้องใช้งานหรือติดตามงาน เราจะเป็นคนกลับเข้ามาเปิดดูเอง)

แต่ก็ไม่ใช่ว่าการแจ้งเตือนของแอพจะไม่ดีไปเสียหมด แอพที่เป็นประโยชน์ก็มีอยู่ แอพที่ขัดจังหวะการทำงานให้เราพักสายตาเพราะจ้องหน้าจอนานเกินไปแล้ว หรือลุกขึ้นไปยืดเส้นยืดสายได้แล้ว เพราะเรานั่งทำงานเกินไป แอพเหล่านี้กระตุ้นเราให้ลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบถทุกชั่วโมง ถ้าทำงานที่บ้านตลอดเวลา การพาตัวเองออกไปข้างนอก สูดอากาศภายนอก พบเจอผู้คนบ้างก็เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศที่ดี



3

ตัวรบกวนภายในเป็นเรื่องที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน เพราะการจะมองเห็นตัวรบกวนภายในได้ ต้องรู้จักสังเกตตัวเองให้ดี เนื่องจากความคิดและความรู้สึกภายในของเราจะวิ่งไวมาก ยังไม่ทันรู้ตัว ความคิดความรู้สึกก็วอกแวกไปไกล ถูกดึงไปทำอย่างอื่นแล้ว

ตัวรบกวนภายในอาจเป็นเรื่องง่ายๆ เช่น รู้สึกหนาว จึงต้องเดินออกจากโต๊ะทำงานไปหยิบเสื้อกันหนาวในรถ หรือรู้สึกหิว เลยต้องออกไปหาอะไรกินรองท้อง



สังเกตตัวเอง แล้วลองตั้งคำถามดูว่า
...ทำไมเราถึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูทุกครึ่งชั่วโมง ทั้งที่ก็ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจ
...ทำไมเราจึงซื้อเสื้อผ้าพวกนั้น หรือของพวกนั้น ทั้งที่ก็ไม่ได้ถูกใจเรานักหนา
...ทำไมถึงกินของหวาน ทำไมถึงโทรศัพท์ไปคุยกับเพื่อน ทำไมถึงเล่นเกมพวกนั้น ทำไมเข้าเว็บพวกนั้น ทำไมถึงไถฟีดไปเรื่อยๆ ทำไมถึงดูซีรีย์ไปเรื่อยๆ ทั้งที่ก็ไม่ได้สนุกอะไรมากมาย

ไม่ใช่แค่เรื่องโดพามีนกับอาการติดมือถือ(อ่านรายละเอียดเรื่อง “โดพามีน” ได้จากโพสต์ทบทวนการใช้เวลา) แต่เป็นการมองลึกลงไปให้ถึง “ต้นตอ” ของสาเหตุที่ทำให้เราทำกิจกรรมเหล่านี้ หรือบางทีก็ทำให้เราหลุดโฟกัสจากสิ่งที่เราทำอยู่ มันไม่ใช่แค่เรื่องโดพามีนหรือเรื่องของคนที่พยายามจะมาควบคุมโดพามีนของเราหรอก

สังเกตตัวเอง ตั้งคำถาม มองให้เห็น และเรายังต้องกล้าหาญมากพอที่จะยอมรับสภาพความเป็นจริงบางอย่างของตัวเองให้ได้

สภาพความเป็นจริงที่ว่า คือความรู้สึกไม่ดี(Emotional Discomfort) ที่เรามีอยู่ เป็นต้นว่า
-เบื่อ ไม่มีไฟ ไม่กระตือรือร้น ทุกวันทั้งวันไม่มีอะไรน่าสนใจเลย
-ไม่อยากถูกทิ้ง ไม่อยากตกเทรนด์ ไม่อยากตกข่าว ไม่อยากพลาดเรื่องฮิปๆ คูลๆ ที่ใครๆ เค้าก็รู้ ก็ทำ ก็มีกัน
-ไม่กล้าทำงาน งานนี้ยาก งานนี้เรียกร้องจากเรามากกว่าที่เราทำไหว
-เหงา อยากมีคนคุยด้วยตลอดเวลา
-เกลียด ไม่พอใจ เกลียดเจ้านาย เกลียดเพื่อนร่วมงาน เกลียดตัวเอง เกลียดโลกใบนี้
-อารมณ์พลุ่งพล่าน ความต้องการทางเพศ
-ง่วง เหนื่อย เพลีย พักผ่อนไม่พอ คุณภาพการนอนไม่ดี
-เครียดเรื่องหนี้ ค่าใช้จ่ายก้อนโตที่กำลังจะมาถึง
-รู้สึกผิด รู้สึกไม่มั่นคง รู้สึกเปราะบาง รู้สึกไม่ปลอดภัย
ฯลฯ

ความรู้สึกไม่ดีพวกนั้นทำให้ไม่สบายใจ มันดิ้นรนที่จะทำให้เรารู้สึกสบายใจขึ้น เพลิดเพลินขึ้น จึงหันเหเราออกไปทำอย่างอื่นเพื่อหลงลืมความไม่สบายใจพวกนั้นไปชั่วขณะ ไม่ว่าจะช็อปปิ้งของที่ไม่ได้ชอบ ซื้อของไม่จำเป็น หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดหาอะไรสนุกๆ ฆ่าเวลา หรือทำกิจกรรมมอบความบันเทิงชั่วครั้งชั่วคราว

Emotional Discomfort พวกนี้เป็นสิ่งที่คนพัฒนาแอพหรือเกมรู้กันดีอยู่แล้ว เพราะพวกเขารู้ว่าคนมีความรู้สึกไม่ดีเหล่านี้อยู่ จึงพัฒนาแอพหรือเกมขึ้นมาเพื่อทำให้คนรู้สึกลืมเลือนความรู้สึกไม่ดีนั้นไปชั่วขณะ ยิ่งหันมาใช้แอพนี้เกมนี้บ่อยเท่าไร ก็จะได้ไม่ต้องเผชิญกับความรู้สึกไม่ดีพวกนั้นอีก
 
พฤติกรรมเหล่านี้จัดเป็นพฤติกรรมการหลบหนีชนิดหนึ่ง เพราะเราไม่กล้ายอมรับความจริง


4

การจะแก้ปัญหาอะไรก็ตาม มันต้องเริ่มจากการ “ยอมรับ” ว่ามีปัญหานี้อยู่
ถ้าเบื่อ ก็ปล่อยให้ตัวเองเบื่อเสียบ้าง บางทีก็ปล่อยตัวเองให้นั่งพักหายใจเฉยๆ ก็ได้ ไม่ต้องหาอะไรทำตลอดเวลาหรอก
ฝึกให้รู้ตัวว่าเรากำลังมีความรู้สึกไม่ดีชนิดไหนอยู่ มองดูมัน พิจารณามัน ไม่ต้องตัดสิน 
บางด้านของคนเราก็มีทั้งน่าเกลียดและอัปลักษณ์ ก็ไม่เป็นไร ก็แค่รู้ว่าเรามีด้านมืดแบบนี้อยู่ 

แล้วก็ถามต่อว่าเราควรทำยังไงต่อดี สาเหตุคืออะไร ทำไมเราถึงรู้สึกไม่ดีแบบนี้
ความโกรธก็ดี ความเกลียดก็ดี มันเปลืองพลังงาน
ความเศร้าก็ดี ความเฉาก็ดี มันใช้พื้นที่ในสมองเรามากมาย แต่ไม่ทำให้เราเดินหน้าไปถึงไหน

มองเข้าไปตรงๆ เผชิญหน้ากับมัน สถานการณ์ของเราคืออะไร มีใครเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้นบ้าง
ที่เราเป็นอย่างที่เราเป็นอยู่นี้ เพราะเรายังไม่ได้เปิดอกพูดสิ่งที่เราคิดหรือรู้สึกออกไปดีๆ รึเปล่า

เรื่องราวจะคลี่คลายได้ก็เพราะการพูดคุยและการกระทำ
ถ้ายังไม่เปลี่ยนการแสดงออก คนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ก็จะไม่มีอะไรเปลี่ยงแปลงไป และเราก็จะยังคงจมอยู่กับสภาวะอารมณ์แบบเดิมนั้นไม่แปรเปลี่ยน

ไม่ว่าจะมีความรู้สึกไม่ดีอย่างไรอยู่ การยอมรับและเผชิญหน้าเป็นนโยบายที่ดี
ทำความเข้าใจความรู้สึกตัวเองให้ทะลุปรุโปร่ง ตรงไปตรงมา
การยอมรับและเผชิญหน้าคือทางออกของวงเวียนความคิดความรู้สึกไม่ดีเหล่านี้


5

การหันเหความสนใจไปทำอย่างอื่น ถ้าเกิดขึ้นนานๆ ครั้งก็ไม่เป็นไร หรือหากเราบอกว่ามันคือการพักผ่อน โดยรู้ตัวว่าเราทำเพื่อพักจริงๆ ก็ดี

แต่กับพฤติกรรมหลบหนีที่เกิดขึ้นโดยเราไม่รู้ตัว หากเกิดบ่อยจนกลายเป็นเรื่องเคยชิน หรือกระทั่งทำจนติดเป็นนิสัย มันจะมีผลกระทบต่อคุณภาพและประสิทธิภาพในการทำงานของเรา ถ้าใครเป็นนายตัวเอง เรื่องนี้ยิ่งต้องระวัง

มีงานวิจัยของ Gloria Mark จาก University of California, Irvine บอกว่า ถ้าเราหันเหความสนใจไปให้อย่างอื่นแล้ว จะใช้เวลาเฉลี่ยอีก 23 นาทีถึงจะกลับมามีสมาธิกับสิ่งที่ทำค้างไว้ได้

คนที่ทำงานในอาชีพหรือตำแหน่งที่อาศัยความคิดสร้างสรรค์เป็นหลัก ถ้าสมาธิหลุดไปจะยิ่งลำบาก งานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นงานที่ต้องใช้สมาธิแบบยิงยาว ต้องสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมาจากความว่างเปล่า มันไม่เหมือนงานประเภทวิเคราะห์ข้อมูล หรือการทำงานที่มีแบบแผนมาให้เดินตามเรียบร้อย งานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์คือการผลิตสิ่งหนึ่งขึ้นมาจากความไม่มี การแก้ไขปัญหาที่ยังไม่เคยถูกแก้มาก่อน ทำชิ้นงานที่ยังไม่เคยลองทำมาก่อน ภายในสมองจะเกิดการเชื่อมโยงของข้อมูลในแบบที่เราไม่เคยพบเจอเพื่อสร้างสิ่งที่ไม่มีให้เกิดมีขึ้นให้ได้ แล้วถ้าเราถูกขัดจังหวะ ถูกรบกวน ทันทีที่หลุดออกจากสิ่งที่โฟกัสอยู่ไป เกรงว่าจะหลงลืมและต่อไม่ติดอีกตลอดกาล 

ถ้าเป็นคนมองโลกในแง่ดีก็จะบอกว่า เดี๋ยวก็คิดออก เดี๋ยวไอเดียดีกว่านี้ก็จะออกมา 
แต่คำแนะนำเรียบง่ายใช้ได้จริงคือ คิดอะไรได้ ให้จดไว้ก่อน


ผลกระทบที่หนักหนากว่าเรื่องงานคือ คุณภาพความสัมพันธ์กับผู้คน ทั้งคนรัก ครอบครัว เพื่อน และเพื่อนร่วมงาน 

งานไม่เสร็จ ขนงานกลับมาทำที่บ้าน ทำงานวันหยุดเสาร์อาทิตย์ จนเราไม่มีเวลาพอให้กับคนสำคัญ ในยามที่ใช้เวลาด้วยกันแต่ก็ถูกขัดจังหวะจนไม่ได้ใส่ใจกับการดำรงอยู่ของเขา ณ ตอนนั้น เพราะเป็นเราเองที่เลือกจะไปสนใจอย่างอื่นมากกว่า

เราสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองได้ โดยไม่ทำหลายอย่างในเวลาเดียวกัน ถ้าอยู่กับครอบครัว คนรัก เพื่อน ก็ให้อยู่กับพวกเขาจริงๆ ทำกิจกรรมด้วยกัน ใช้เวลาด้วยกัน ทุ่มเทความสนใจทั้งหมดให้ไปกับคนตรงหน้า โดยปิดเสียงโทรศัพท์ หรือไม่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาใช้เลย การมอบเวลาให้คนสำคัญต้องให้ไปทั้งปริมาณและคุณภาพ ไม่ใช่แค่อย่างใดอย่างหนึ่ง

หรือยิ่งถ้าใครมีพฤติกรรมไม่กล้าสบตาที่ไม่ใช่เพราะความเขินอาย อาจจะลองถามตัวเองดูก็ได้ว่าทำไมถึงไม่กล้าสบตากับคนรักก็ดี คนในครอบครัวก็ดี... ทำไมถึงเลือกที่จะหลบหน้า แสร้งทำตัวเหมือนว่างานยุ่ง เลือกทำกิจกรรมอย่างอื่น หรือเล่นโทรศัพท์แทนที่จะใช้เวลาด้วยกัน ไม่ว่าคำตอบที่ได้จะเปิดเผยแง่มุมไม่สวยงามของตัวเองออกมามากขนาดไหน แค่มองให้เห็นและยอมรับว่ามีมันอยู่ ก็ดีมากแล้ว



กับเพื่อนร่วมงานหรือคนในทีม มีช่วงเวลาสำคัญหนึ่งที่เราอาจมองข้ามไป นั่นคือ "เวลาพักเที่ยง"
  
ถึงเวลาพักเที่ยง ก็ให้ออกจากออฟฟิศไปกินข้าวกับเพื่อนร่วมงาน มันเป็นเวลาพักก็ให้เป็นเวลาพักจริงๆ ไม่ต้องคุยเรื่องงาน และไม่ต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู บางออฟฟิศไม่ชอบออกไปข้างนอกเพราะรถติดหรือแดดร้อน แต่พนักงานชอบห่อข้าวมากินมากกว่า ก็ให้นั่งกินด้วยกัน กินข้าวพร้อมกัน

การศึกษาโดย Wrike (2019) เก็บตัวอย่างจากพนักงานสี่พันกว่าคนจากทั่วโลก พบว่า พนักงานที่ไม่ค่อยมีความสุข 57 เปอร์เซ็นต์จะใช้เวลาพักเที่ยงหมดไปกับโซเชียลมีเดีย ส่วนพนักงานที่มีความสุข 275 เปอร์เซ็นต์มีแนวโน้นที่จะทานอาหารเที่ยงสบายๆ คุยกับเพื่อน

เวลาพักเที่ยงเป็นเวลาที่คนในออฟฟิศจะเปิดใจคุยกัน ทำให้คนในทีมสนิทกันมากขึ้น กล้าเล่าเรื่องส่วนตัวหรือปรึกษาเรื่องที่ไม่สบายใจให้กันฟัง การใช้เวลาพักเที่ยงเพื่อพักจริงๆ เป็นการช่วยทำให้บรรยากาศโดยรวมของทีมดีขึ้น เมื่อคนสนิทกันขึ้น บรรยากาศในที่ทำงานและความร่วมมือในการทำงานก็จะดีขึ้นด้วย เวลาพักเที่ยงเป็นเวลาพักผ่อนและเติมพลัง พอต้องกลับเข้ามาสู่โหมดทำงานในตอนบ่าย พนักงานจะได้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าพร้อมทำงาน การเคารพช่วงเวลาพักของพนักงานทั้งทำให้บรรยากาศของทีมดีและประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานก็ดีตามด้วย

ไม่ใช่ว่าเราจะใช้มือถือไม่ได้เลย มันเป็นเวลาพัก ก็ต้องใช้ได้อยู่แล้ว แค่อาจต้องตั้งกติกากับตัวเอง เป็นต้นว่า จะใช้มือถือเฉพาะตอนนั่งอยู่บนแท็กซีขากลับออฟฟิศหลังกินข้าวเสร็จ หรือใช้มือถือระหว่างรอลิฟท์เท่านั้น และทุกครั้งที่จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาทำอะไรก็ตาม ต้องรู้ตัวเสมอว่าอะไรคือแรงขับเคลื่อนเบื้องหลังที่ทำให้เราจิ้มเปิดแอพหรือเกมพวกนั้น


6

จะเห็นได้ว่า ในบรรดารายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับ Distraction สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การมองให้ลึกลงไปในตัวเอง มองจนค้นเจอสาเหตุของความรู้สึกไม่ดี 

ต้นตอของพฤติกรรมการหลีกหนี ไม่ว่าความรู้สึกไม่ดีที่ชวนให้ไม่สบายใจทั้งหลายเหล่านั้นจะคืออะไรก็ตาม คำตอบสุดท้ายที่ค้นจนลึกที่สุดจะพบว่า “เรากลัว”

ไม่ว่าสิ่งที่เรากลัวตรงนั้นจะคืออะไรก็แล้วแต่ ให้มองดูมันอย่างยอมรับ ไม่ต้องตัดสิน และไม่ต้องใส่อารมณ์

แล้วเปลี่ยนวิธีตั้งคำถามใหม่ ถามตัวเองว่า “สิ่งสำคัญที่สุดหนึ่งอย่างสำหรับฉันในเวลานี้คืออะไร”

บางคนอาจเป็นครอบครัว สุขภาพ เพื่อน คนรัก อาชีพที่อยากทำ โปรเจ็คที่อยากลอง สิ่งที่อยากเรียนรู้ อยากสร้างทีมที่แข็งแกร่งที่สุด อยากสร้างยอดขายที่มากที่สุด หรืออะไรก็ตามแต่

คำถามถัดมาคือ “แล้วเรามีเวลาให้กับหนึ่งอย่างที่สำคัญที่สุดนี้มากน้อยขนาดไหน”

เท่าที่ผ่านมา เรามีเวลาในแต่ละสัปดาห์ในกับสิ่งสำคัญหนึ่งเดียวที่ว่านี้สักแค่ไหน ลองดูไล่เรียงไปทีละวัน แล้วสรุปออกมาว่าในหนึ่งสัปดาห์ เรามีเวลาให้เจ้าสิ่งนี้กี่ชั่วโมง

ถ้าเราเห็นว่ามันสำคัญก็ควรมีเวลาให้แบบจับต้องได้ พูดได้เต็มปากว่าเพราะมันสำคัญ เราจึงมีเวลาให้ได้ขนาดนี้
แต่ถ้าไม่เคยมีเวลาให้มันเลย ก็แปลว่าเราอาจไม่ได้เห็นว่ามันสำคัญจริงๆ

ชีวิตจะเป็นไปตามการใช้ชีวิต การใช้ชีวิตคือการใช้เวลา 
ถ้าเราเห็นว่าสิ่งไหนสำคัญ สิ่งไหนมีค่า ก็ใช้เวลากับมัน 
เพราะการใช้เวลากับอะไรก็ตาม จะเป็นตัวกำหนดว่าเราเป็นคนแบบไหน เราจะมีชีวิตแบบไหน

-อยากเป็นพ่อแม่ที่มีเวลารับส่งลูกไปโรงเรียน มีเวลาเล่นกับลูก คอยสอนลูกเวลาทำการบ้าน
-เป็นคนสร้างความเปลี่ยนแปลงให้องค์กร สร้างอะไรดีๆ ให้กับทีม ให้กับแผนก 
-เป็นแฟนที่ทำอะไรให้คนรักดีใจ สบายใจ สุขใจ
-เป็นคนที่รู้สึกว่าเราได้ทำประโยชน์ให้กับโลกใบนี้
-เป็นคนที่ได้ทำอะไรดีๆ เพื่อรักษาสุขภาพของตัวเอง
-เป็นเพื่อนที่ดี
-เป็นลูกที่ดี

ฯลฯ

สิ่งที่เห็นว่ามีค่า แต่ไม่เคยจัดเวลาให้เลย ทั้งหมดก็เป็นเพียงความคิด ความฝัน ความว่างเปล่า

ตอบตัวเองให้ได้ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญ อะไรคือสิ่งมีค่าหนึ่งเดียวในตอนนี้ แล้วจัดตารางเวลาให้มัน จะจัดเป็นรายวันหรือรายสัปดาห์ก็แล้วแต่ แค่ขอให้ลงเวลาไว้สม่ำเสมอ แล้วทำให้ได้ตามนั้น

หากสิ่งสำคัญเกี่ยวข้องกับบุคคลอื่น ต้องแน่ใจด้วยว่าเวลาที่เราจัดสะดวกกับอีกฝ่าย เพราะคนสำคัญในชีวิตของคุณ ไม่ควรได้แค่เศษเวลาที่คุณเจียดให้หลังทำอย่างอื่นเสร็จหมดแล้ว


รักษาสัญญาที่ให้ไว้กับคนอื่นได้ เรียกว่าเป็นคนมีความรับผิดชอบ
รักษาสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเองได้ เรียกว่าเป็นคนเอาชนะใจตัวเอง




โชคดีทุกคนค่ะ

nananatte
24.08.2019

ป.ล. โพสต์นี้ทำเป็น podcast แล้ว ใครสนใจตามไปฟัง sit down and write podcast ได้ที่ apple podcasts, google podcasts, spotify, podbean และ CastBox ค่ะ (^___^)v



Source: 
Forbes (2018) - Distraction is not what you think
https://www.forbes.com/sites/curtsteinhorst/2018/11/11/distraction-is-not-what-you-think/

Forbes (2019) - The Importance of Attention Intelligence
https://www.forbes.com/sites/forbestechcouncil/2019/01/22/the-importance-of-attention-intelligence-and-how-to-control-workplace-distractions/

HBR (2017) What to do when you're feeling distracted at work
https://hbr.org/2017/12/what-to-do-when-youre-feeling-distracted-at-work

HBR (2018) - To Control Your Life, Control What You Pay Attention To
https://hbr.org/2018/03/to-control-your-life-control-what-you-pay-attention-to

HBR (2019) - 4 Ways to help your team avoid digital distraction
https://hbr.org/2019/07/4-ways-to-help-your-team-avoid-digital-distractions

Nir & Far - Learn how to avoid distraction in a world that is full of it
https://www.nirandfar.com/distractions/

The Guardian (2017) – Our minds can be hijacked: The tech insiders who fear a smartphone dystopia
https://www.theguardian.com/technology/2017/oct/05/smartphone-addiction-silicon-valley-dystopia
SHARE
Written in this book
sit down and write
บันทึกสิ่งที่ค่อยๆ เรียนรู้ไปบนเส้นทางนักเขียน 
Writer
nananatte
storyteller
คนทั่วไปที่ใช้ชีวิตเรียบๆ ในเมืองเล็กๆ ชอบแมว เครื่องเขียน และอเมริกาโน จัด sit down and write podcast รีวิวหนังสือใน goodreads เขียนโพสต์ใน storylog และลงนิยายใน fictionlog กับ readawrite

Comments

Shallot
3 months ago
มีประโยชน์มากเลยค่ะ จะลองนำไปใช้พัฒนาการทำงานของตัวเองนะคะ :))
Reply
nananatte
3 months ago
ว้ายยย เจอคุณนักจิตตัวจริงมาเมนต์นี่เค้าเขินค่า
Shallot
3 months ago
ยังเป็นแค่นักจิตฝึกหัดเองค่ะ >.<
porumdal
3 months ago
ตอนนี้นอนอืดเล่นมือถืออยู่นะ พอนั่งรถวันละ 5-6 ชม. ไปทำงาน ก็ไรไรต่อไม่ไหวล่ะ
Reply
nananatte
3 months ago
นั่งรถไปกลับทุกวันยาวนานขนาดนั้น... สู้ๆ ค่ะคุณครู