Chapter 1 / ไปจอร์เจียแทนไหมมึง...?

9 พฤษภาคม 2019
จังหวัดเชียงใหม่,
ประเทศไทย


           ทริปเยอรมันครั้งนี้ เป็นการเที่ยวยุโรปครั้งแรกของสองเพื่อนซี้พิวกับขิม ที่มีความฝันร่วมกันมาตั้งแต่เด็ก ในการแบ็กแพ็คเที่ยวรอบโลก …
          เอาจริง ๆ จุดประสงค์หลักของการเที่ยวครั้งนี้คือการส่งเพื่อนไปเที่ยวหาแม่ที่เยอรมันมากกว่า เราเข้าใจความรู้สึกของการคิดถึงใครบางคนที่อยู่แสนไกลแหละ การวิดีโอคอล อาจจะช่วยให้หายคิดถึงเพียงชั่วคราว แต่ไม่ตลอดไป
          สมัยเรียนมัธยม สถานที่ที่ไปได้ไกลสุดคงจะเป็นดอยอินทนนท์
ในการเที่ยวแต่ละครั้งนั้น ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่จะไม่พบกับอุปสรรคอันหนักหน่วง
          จนบางครั้งก็แอบสงสัยว่า โรงเรียนเค้าไม่สอนให้รักสบายหรอวะ
          แน่นอนว่าการเดินทางครั้งนี้ก็มาพร้อมกับอุปสรรคอันหนักหน่วงเลยที่เดียวเชียว
          ความยากลำบากแรกที่หลาย ๆ คนคงเดาได้คือการทำวีซ่าก่อนการเดินทาง
          วีซ่าเยอรมันเป็นอะไรที่ยากพอตัวเลยแหละ เพราะวีซ่าท่องเที่ยวเยอรมัน หรือที่ใครหลาย ๆ คนเรียกว่าวีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa) มันเข้าได้ถึง 26 ประเทศ เลยทำให้มันมีเคร่งครัดกว่าวีซ่าของประเทศอื่น

          เราตกตลงกันว่า จะขอวีซ่าเยอรมันที่กงสุลจังหวัดเชียงใหม่ เพราะมีคนแนะนำมาว่า คิวไม่มากเท่ากรุงเทพและเปอร์เซ็นต์ในการผ่านมีมากกว่ากรุงเทพ
          เราเตรียมเอกสารและแผนการเดินทางกันอย่างบ้าคลั่ง ก่อนยื่นวีซ่า 1 วัน ด้วยความที่เรียนมหาลัยคนละจังหวัดกันทำให้เวลาในการเตรียมตัวค่อยข้างมีน้อย
         เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น เราจำเป็นต้องนอนกันอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมงเพื่อไปยื่นเอกสารหนา 2 นิ้วให้กับกงสุลเยอรมัน และความซวยกำลังจะเกิดขึ้น . . . .
         กงสุลเยอรมันระบุไว้อย่างชัดเจนว่าปิดเที่ยงตรง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเกิดอะไรขึ้น
         การเตรียมเอกสารและแผนการเดินทางที่ใช้เวลาในการทำตั้งแต่บ่ายยันตี 5 ได้ทำพิษเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
         นาฬิกาดัง 3 รอบ แต่ไม่มีใครกระดิกแม้แต่ปลายนิ้ว จนกระทั้งรูมเมทเดินเข้ามาในห้องพร้อมตะโกนลั่นห้อง

“สอบเสร็จแล้วโว้ยยยยยยยย”

         เราทั้งสองเด้งตัวออกจากเตียงอย่างรวดเร็วพร้อมคว้าเอกสาร โดยไม่ต้องถามถึงเวลากับรูมเมทผู้ไร้เดียงสาเลย ไม่มีใครสอบเสร็จ 7 8 โมงแน่นอน เพราะนี้มันเวลากว่า 10 โมงแล้ว
         มอเตอร์ไซต์ก็สุดแสนจะเอื้ออำนวยในการเดินทางเหลือเกิน น้ำมันที่ใกล้จะหมด ในใจคิดว่ายังไงก็ถึงกงสุลเยอรมันแน่นอน บิดจนมิดไมล์สะใจโอ้โฮ แต่แล้วก็มีเสียงเล็ดลอดผ่านไหล่มา

“มึง …… กูปวดขี้อะ” 

         เสียงกระเส่าที่ฟังแล้วพอจะเดาได้ ว่าข้าศึกมันอยู่หน้าประตูแล้ว ตอนนี้ก็เวลา 10.30 คงจะไม่เป็นไรหรอกมั้ง ถือโอกาสนี้เติมน้ำมันเลยละกัน
         สุดท้ายก็มาถึงหน้ากงสุลในเวลาอันฉิวเฉียด แต่บัตรคิวที่ยาวเหยียด เห็นแล้วหดหู่ใจจริง ๆ

“น้องมาทำไรคะ”

         เสียงสวรรค์ที่เฝ้ารอมาตลอดกว่า 2 ชั่วโมง พร้อมสายตาอันอ่อนโยนของพี่พนักงานกงสุลที่หารู้ไม่ว่าเชือดนิ่มกว่าที่คิด เราสองคนยื่นเอกสารพร้อมตอบคำถามกับพนักงานกงสุล อย่างฉะฉาน เหมือนหลับมาแล้วกว่า 3 วัน โดยไม่รู้ชะตากรรมเลยว่าจะเจออะไรหลังจากนี้
        เอกสารที่คิดว่าเพียบพร้อม แผนการเดินทางพร้อม ใบจองโรงแรมทั้ง 24 วัน อีกทั้งตั๋วเครื่องบินไปกลับ
        ในความคิดของเราสองคนที่คิดแค่ว่า อยากไปเที่ยวและมีเงินก็พอแล้ว แต่พนักงานกงสุลเค้ากลับมองว่า แค่อยากไปเที่ยวมันไม่ใช่เหตุผลที่เพียงพอสำหรับประเทศในยุโรปป
        เด็กสองคนไปเที่ยวเยอรมัน แล้วนอนโรงแรมทั้ง 24 วัน ที่มีค่าใช้จ่ายรวมสองหมื่นหว่าบาท มันเป็นไปไม่ได้

“มึง นี้เราดูจนขนาดนั้นเลยหรอวะ” เราหันไปกระซิบถามขิมด้วยความสงสัย

“แฮะ ๆ …… ก่อนจะถาม ดูเงินในบัญชีก่อนไหม ”

          เราได้แต่ยิ้มแห้ง ความฝันพังทลายลงเมื่อพี่พนังกงสุลบอกว่าหลักฐานเหล่านี้มันไม่เพียงพอต่อการไปเที่ยวครั้งนี้หรอกนะ …

         ความพยายามทั้งคืนมันคืออะไร ถึงแม้จะเป็นแผนการเดินที่ดูเป็นไปไม่ได้ในเรื่องที่พัก แต่ทุกอย่างมีแหล่งที่มาทั้งหมด
         ตามจริงแล้วเราตั้งใจที่จะไปพักกับแม่ของขิม แต่ด้วยความที่แม่ของขิมไม่ได้มี Licence ของทางเยอรมัน และคนที่เค้าอาศัยด้วยมีปัญหาบางอย่าง จึงไม่สามารถออกใบเชิญให้ได้
         ใบเชิญของเยอรมัน มันไม่เหมือนกับใบเชิญของประเทศอื่น ๆ คนเชิญจะต้องไปขอใบจากทางการ ทำให้มีความยุ่งยาก


        เราพึ่งเข้าใจคำว่าหมาหงอยก็ทีนี้แหละ ออร่าความสิ้นหวังแผ่กระจายทั่วกงสุลเยอรมัน ทำให้พนักงานกว่า 3 คน มารวมตัวกัน อาจจะฟังดูเหมือนน้อยแต่ที่นี้มีพนักงานแค่ 5 คนในเวลานี้
       พี่ๆต่างให้คำแนะนำในการนำเอกสารมาครั้งหน้า แน่นอนว่าไม่ใช่วันพรุ่งนี้ เพราะเป็นวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ อีกทั้งขิมยังต้องไปมหาลัยเพื่อพรีเซนต์ งานในวันจันทร์
       วันเดินทางก็จ้วนเข้ามา อีกทั้งเอกสารก็ไม่พร้อม

“มึง …… เราไปจอร์เจียแทนไหม วีซ่าก็ไม่ต้องขอ ค่าครองชีพก็ถูก” เสียงสั่นคลอของขิม ชีวาว่า แวดแว่วผ่านมา

“แล้วตั๋วเครื่องบินเราหละ 24,000 เลยนะมึง”

“นอนก่อนละกัน เดี๋ยวค่อยคิด มึงมีเวลาคิดจนกว่าจะยื่นวีซ่าวันอังคารหน้า”

          ความเหนื่อยล้าจากการเตรียมเอกสารเข้าถาถ่ม ปนกับความเครียดอันหนักหน่วง แต่แน่นอนว่าเราควรจะหลับเพื่อตื่น …..ใช่แกอ่านไม่ผิดหรอก
หลับเพื่อตื่น จะได้มีชีวิตชีวาในการลุยกันต่อ
          นี้ก็เป็นเวลากว่า 18.10 น. แล้ว เราฉุดคิดถึงเงินที่ได้หลังการยกเลิกตั๋วเครื่องบิน

“โทรถามสายการบินไหม ถ้ายกเลิกตั๋วได้เงินคืนเท่าไหร่”

“แต่มึง .... Call center ของสายการบินปิดให้บริการ 18.00 น. ปิดทุกวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ อีกทั้งวันหยุดนักขัตฤกดิ์ ”

          บางทีก็สงสัยในชีวิตว่า ชีวิตคนเรามันต้องบัดซบขนาดนี้เลยหรอ
          รู้สึกเหมือนเป็น Loser เลยหวะ
          แต่ในความโชคร้ายยังมีความโชคดีอยู่
          พี่เบลล์ ที่เป็นลูกของคนที่แม่ขิมอาศัยอยู่ด้วย เต็มใจที่จะออกใบเชิญให้พร้อมเอกสารทางการอีกมากมาย
          แน่นอนว่าการที่มีคนเชื้อเชิญไป จะทำให้หลักฐานการขอวีซ่าเราแน่นหนามากยิ่งขึ้น ตอนนี้มีความรู้สึกเหมือนปลดล็อคเวล แล้วอัพอาวุธไปสู้บอสเลยทีเดียว
          ถึงเวลาที่เอกสารได้ถูกอัพเลเวลเพื่อไปต่อกรกับบอสที่กงสุล และยิ่งไปกว่านั้นคือสายการบินที่เราจองสามารถนำเอกสารไปยื่นยันว่าวีซ่าถูกปฏิเสธเพื่อขอเงินคืนได้ถึง 80%
          ความรู้สึกในตอนนี้เหมือนได้ชุด iron spider มาจากโทนี่ สตาร์คเลยจริง ๆ. 

                     




SHARE

Comments