DuckDuckGo เป็ดน้อยที่จะพาคุณหลบการติดตามจาก Google
ถ้าไม่บอกว่าเป็นชื่อสตาร์ทอัพ เราอาจจะคิดว่า DuckDuckGo เป็นชื่อหนังสือเด็ก

ผมเจอ DuckDuckGo โดยบังเอิญระหว่างที่เข้าเว็บไซต์ FourweekMBA.com ผมสุ่มอ่านบทความไปเรื่อยๆ จนมาสะดุดตรงเจ้าชื่อแปลกๆนี้

DuckDuckGo เป็นสตาร์ทอัพ search engine ที่กล้าลงมาแข่งในตลาดที่ Google คุมอยู่

อย่างที่เรารู้ Google ครองความเป็นใหญ่ในธุรกิจนี้ ถึงจะยังเจาะตลาดจีนไม่ได้แต่โดยรวมแล้วก็มีส่วนแบ่งการตลาดถึง 90% คู่แข่งรายอื่นๆที่เป็นบริษัทใหญ่ๆอย่าง Baidu, Bing, Yahoo ก็ยังมีส่วนแบ่งการตลาดแค่เลขหลักเดียว แล้ว DuckDuckGo จะเอาอะไรไปสู้กับ Google

DuckDuckGo ไม่คิดจะสู้กับ Google ด้วยประสิทธิภาพของระบบสืบค้น แต่ DuckDuckGo สู้ด้วยสิ่งที่ Google ไม่สามารถให้ได้

สิ่งนั้นคือ Privacy (ความเป็นส่วนตัว)  

โดยปกติทุกครั้งที่เราหาข้อมูลใน Google ระบบจะทำการเก็บข้อมูลของเรา พวกเขาจะเข้าไปดูประวัติต่างๆ พวกเขาจะติดตามเราไปทั่ว พวกเขาอยากรู้จักเราเพื่อที่จะหาวิธีตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้อย่างเราให้เร็วและดีที่สุด

มันอาจจะดีสำหรับใครหลายคน แต่สำหรับบางคนแล้วมันคือการเข้ามารุกล้ำความเป็นส่วนตัว ที่ผ่านมาเมื่อไม่นานนี้ Facebook ก็เอาข้อมูลของผู้ใช้ไปใช้ประโยชน์โดยไม่ขออนุญาตผู้เป็นเจ้าของข้อมูล ดังนั้นมันก็เป็นไปได้ที่ Google อาจจะเอาข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในทางที่ผิดเข้าซักวัน แถม Google ยังมีเก็บข้อมูลผู้ใช้มากกว่า Facebook ซะอีก

ความกังวลของผู้ใช้จึงกลายเป็นช่องว่างให้ DuckDuckGo แทรกเข้ามา
-เรื่องราวของ DuckDuckGo-

ปี 2000 Gabriel Weinberg สำเร็จการศึกษาที่ MIT เขาเรียนจบภายใน 3 ปี แต่ยายของเขาให้ค่าเทอมมา 4 ปี เขาจึงเอาเงินที่เหลือบวกกับขอยืมเงินจากครอบครัวและเพื่อนไปทดลองก่อตั้งธุรกิจ

และก็เหมือนมือใหม่ทั่วไป เขาเสียเงินก้อนนั้นไปทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม Weinberg ทดลองต่อไป เขาสร้างบริษัทขึ้นมา 4-6 บริษัท มีเพียง 1 บริษัทที่ประสบความสำเร็จ ชื่อว่า NamesDatabase  

เขาขายมันให้กับ Classmates.com ในปี 2006 ได้เงินมา 10 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ

ตอนนั้นเขามีอายุ 27 ปี ยังเร็วไปที่จะเกษียณตัวเอง เขาจึงทดลองทำอีกหลายๆอย่าง หาสิ่งที่พอจะเป็น Passion ให้กับเขาอย่างน้อย 10 ปี เขาสร้างหลายโปรเจ็คและโยนทิ้งไปหลายอย่าง จนสุดท้ายสิ่งที่ดึงความสนใจของเขาได้มากที่สุดก็คือ search engine

Weinberg พบว่าเวลาที่ค้นข้อมูลใน Google มักจะตามมาด้วยโฆษณาที่เป็นสแปมเต็มไปหมด อีกทั้ง Google ไม่สามารถให้คำตอบกับเขาได้ตรงๆ เวลาที่เขาหาข้อมูล เขาจึงต้องอาศัย Wikipedia และ IMDb ในการค้นหาคำตอบ

เมื่อเห็นช่องว่างเขาจึงคิดสร้าง search engine ที่มีสแปมน้อยลงและสามารถหาคำตอบแบบตรงประเด็นในทันที เขาจึงเปิดตัว search engine ที่ชื่อว่า DuckDuckGo ในปี 2008

ส่วนทำไมถึงชื่อ DuckDuckGo นั้น มันเกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ

ที่จริงแล้วมันมาจาก duck, duck, goose เป็นชื่อเกมที่เด็กๆเล่นกัน วันหนึ่งระหว่างที่เขาเดินเล่นกับภรรยา เขาก็ได้ยินเสียงเข้ามาในหัวว่า “DuckDuckGo” จากนั้นเขาก็เลยตัดสินใจว่าบริษัทต่อไปที่เขาจะสร้างมันต้องชื่อว่า DuckDuckGo !

นอกจากชื่อแปลก ไอเดียของเขาก็ยังดูบ้า ใครจะสามารถต่อกรกับยักษ์แบบ Google ได้ ไม่เพียงแต่ Google มีอัลกอริทึมที่ทำให้เราสามารถเจอสิ่งที่เราค้นหา แต่พวกเขายังสร้างอุตสาหกรรม SEO ที่ชักจูงให้หลายๆธุรกิจต้องใช้บริการหากต้องการดึงดูดลูกค้าได้มากขึ้น

“เราจะเปลี่ยนไปใช้ search engine ตัวอื่นทำไม ในเมื่อ Google ก็ดีอยู่แล้ว” นี่เป็นคำถามที่ DuckDuckGo ต้องตอบให้ได้

มีประเด็นหนึ่งที่ Weinberg ถูกสื่อถาม มันคือเรื่องความเป็นส่วนตัว ตอนแรกเขาไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อน เขาจึงไปค้นข้อมูลเพิ่มและเจอข้อเท็จจริงบางอย่าง

อย่างแรกข้อมูลส่วนบุคคลเป็นสิ่งที่เราไม่ได้นึกถึงเมื่อเราทำการค้นข้อมูล เราแค่อยากหาคำตอบเพื่อมาแก้ปัญหา เราจึงไม่ได้ระวัง เมื่อมีใครมาขอ เราก็ให้ไปโดยไม่นึกถึงความสำคัญของมัน และข้อมูลพวกนั้นก็ถูกเก็บไว้ซักที่หนึ่ง

สอง ข้อมูลที่ถูกเก็บนั้นในที่สุดจะถูกจำหน่ายไปให้แก่รัฐบาลและนักการตลาด

สาม การให้บริการสืบค้นไม่ได้มีความจำเป็นต้องเก็บข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้

นี่ทำให้ในต้นปี 2007 DuckDuckGo เริ่มเปลี่ยนเส้นทางและหันมาโฟกัสที่เรื่องความเป็นส่วนตัว

Weinberg รู้ว่าชุมชนออนไลน์สามารถสร้างคุณค่าได้มหาศาล เขาจึงเลือกเปิดตัวใน Hacker News สื่อออนไลน์ในกลุ่ม Y Combinator เรียกได้ว่าที่นี่เป็นแหล่งรวมตัวของทั้ง Innovator และ Early Adopter และคนพวกนี้ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวอย่างมาก

เขารับ feedback จากชุมชนแล้วนำไปพัฒนาต่อ เขาทดลองหลายวิธีเพื่อดูว่าวิธีไหนที่สามารถดึงคนเข้ามาใช้ได้มากที่สุด วิธีหนึ่งที่ลองคือเช่าป้ายโฆษณาในเมือง San Francisco ที่เป็นแหล่งรวมตัวคนสายเทคโนโลยี บนป้ายเขียนว่า “Google tracks you. We don’t” เขาเช่าป้ายเป็นเวลา 4 สัปดาห์ ลงทุนไป 7,000 เหรียญ

จากนั้นปี 2012 Google มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายความเป็นส่วนตัว โดยรวบรวมข้อมูลทั้งจาก Gmail, Youtube และบริการอื่นๆ มันเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ Google สามารถยกระดับการบริการได้ แต่มันก็เริ่มทำให้หลายคนเริ่มกังวลต่อความเป็นส่วนตัว เพราะผู้ใช้ไม่สามารถปฏิเสธนโยบายนี้ได้เลย

ปี 2013 อาจจะเรียกว่าเป็นปีทองของ DuckDuckGo

Edward Snowden อดีตนักวิเคราะห์ข่าวกรองของ CIA ได้ปล่อยข่าวออกมาว่าหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐได้แอบสอดส่องข้อมูลประชาชน โดยยักษ์ใหญ่ในวงการเทคโนโลยีทั้งหลาย (รวมถึง Google) ยินยอมเปิดช่องทางพิเศษให้เจ้าหน้าที่ไปค้นข้อมูลทุกชนิด นั่นทำให้ความเป็นส่วนตัวเป็นประเด็นร้อนขึ้นมา ประชาชนเริ่มไม่ไว้ใจรัฐบาล ผู้คนรู้สึกถึงอันตรายต่อความเป็นส่วนตัว

DuckDuckGo รู้ว่าถึงเวลาที่จะเดิมพันหมดหน้าตักกับ “ความเป็นส่วนตัว” นี้ มันคือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เปลี่ยนจาก search engine ตัวเดิมมาเป็น search engine ตัวใหม่ที่สามารถรักษาความเป็นส่วนตัวไว้ได้
-วิธีทำเงินของ DuckDuckGo-
 
Weinberg บอกว่ามันมีความเชื่อผิดๆที่ว่า search engine จะต้องเก็บข้อมูลประวัติส่วนตัวของผู้ใช้ถึงจะสามารถทำเงินและให้บริการระบบสืบค้นที่มีคุณภาพได้ แต่ที่จริงแล้วเงินเกือบทั้งหมดที่ search engine ทำได้ (รวมถึง Google) ขึ้นอยู่กับคีย์เวิร์ดที่เราพิมพ์  
 
ข้อมูลส่วนตัวของเรา ประวัติการสืบค้นต่างๆ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำเงินของ search engine  

ผู้ที่ลงโฆษณาจะซื้อพื้นที่โฆษณาในระบบสืบค้นโดยการเสนอราคาซื้อคีย์เวิร์ดแต่ละคำ ไม่ใช่คน ถ้าคุณค้นหาคำว่า “รถ” คุณก็จะเห็นโฆษณาเกี่ยวกับรถ ไม่ใช่สิ่งอื่นที่คุณค้นหาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

Search engine ของ Google ก็ทำเงินด้วยวิธีเดียวกัน แล้วทำไมพวกเขาถึงต้องเก็บข้อมูลของเราไปด้วย

“ก็เพราะว่าที่จริงแล้ว Google ไม่ใช่บริษัทให้บริการสืบค้นน่ะสิ พวกเขาเป็นบริษัทโฆษณา” Weinberg กล่าว “เมื่อคุณค้นหาข้อมูลบน Google พวกเขาจะบันทึกการค้นหา ขุดคุ้ย และจัดข้อมูลเป็นชุด นำไปให้นักโฆษณาที่ติดตามคุณไปทั่วอินเตอร์เน็ตใช้ จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเวลาที่ค้นหาบางสิ่งบน Google คุณถึงเจอโฆษณาสิ่งๆนั้นทุกที่ มันเหมือนกับมีคนคอยมอง ฟัง และสอดส่องคุณอยุ่ตลอดเวลา ซึ่งการใช้อินเตอร์เน็ตมันไม่ควรต้องรู้สึกแบบนั้น”

ถ้าไปดูงบการเงินของ Google ก็น่าจะจริงอย่างที่ Weinberg ว่า

ในปี 2018 Google มีรายได้จากค่าโฆษณาถึง 116,318 ล้านเหรียญ คิดเป็น 85% ของรายได้รวม และตลอด 5 ปีที่ผ่านมารายได้ส่วนนี้เพิ่มขึ้นตลอด

Business Model ของ Google มีการนำข้อมูลของเราไปให้ผู้อื่นใช้จึงสามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ

แล้ว DuckDuckGo ล่ะ ถึงแม้ Weinberg จะบอกว่าไม่ต้องเก็บข้อมูลผู้ใช้ก็สามารถทำเงินได้ แต่นั่นอาจจะเป็นแค่รายได้ จริงๆแล้วเขาขาดทุนอยู่รึเปล่า

DuckDuckGo วาง Business Model ที่สามารถทำเงินได้ 2 วิธี

วิธีแรก คือการโฆษณาแบบที่ไม่มีการติดตามข้อมูล หรือก็คือได้เงินจากการที่คนมาเสนอซื้อคีย์เวิร์ดตามที่กล่าวข้างต้น

เมื่อคุณค้นหาข้อมูลบน DuckDuckGo คุณก็จะเห็นโฆษณาสิ่งที่คุณค้นหา นโยบายหลักคือความเป็นส่วนตัว ดังนั้นจะไม่มีการบันทึกข้อมูลการใช้งานของคุณ ทุกครั้งที่คุณค้นข้อมูล คุณจะเหมือนผู้ใช้ครั้งแรกทุกครั้ง

วิธีที่สองคือ การทำ Affiliates marketing บนระบบของ Amazon และ eBay  

เหตุผลที่ใช้ระบบของ Amazon กับ eBay ก็เพราะทั้งสองบริษัทมีเครือข่าย Affiliate เป็นของตัวเอง และไม่จำเป็นต้องแลกข้อมูลให้กับ Amazon และ eBay และการเป็นพาร์ทเนอร์กับสองบริษัทนี้ก็ไม่มีผลอะไรกับการสืบค้น

เมื่อคุณเข้าเว็บไซต์ผ่าน DuckDuckGo แล้วสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ DuckDuckGo ก็จะได้ค่าคอมมิชชั่นเล็กๆน้อยๆ จาการซื้อของคุณ

ทั้งสองวิธีนี้ทำให้ในปี 2014 DuckDuckGo สามารถทำกำไรได้ โดยมีกำไรเกิน 1 ล้านเหรียญ แม้จะยังเทียบกับ Google ไม่ได้ แต่ก็เป็นข้อยืนยันได้ว่า การที่ไม่ต้องเก็บข้อมูลหรือเอาข้อมูลส่วนตัวไปให้ผู้อื่นก็สามารถสร้าง search engine ที่มีกำไรได้ 
ปัจจุบัน DuckDuckGo มีแนวโน้มผู้ใช้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ และมีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับต้นๆแทบทุกตลาด (แม้ว่าจะเป็นแค่เลขหลักเดียว)

DuckDuckGo จะไปได้ไกลแค่ไหน ปัจจัยสำคัญน่าจะอยู่ที่ประเด็นเรื่องความเป็นส่วนตัว

Gennaro Cuofano ผู้สร้าง FourweekMBA บอกว่าถ้าประเด็นนี้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ DuckDuckGo ก็อาจจะมีวิธีทำเงินใหม่ๆนอกจากการโฆษณาและการทำ Affiliates marketing

ยังคงอีกไกลที่ DuckDuckGo จะเข้าใกล้ Google และเราก็ไม่รู้แน่ชัดว่า DuckDuckGo จะใช้ประเด็นนี้ขับเคลื่อนไปได้ไกลแค่ไหน

แต่สิ่งหนึ่งที่เรารู้คือ แม้คู่แข่งจะมีบริการที่ยอดเยี่ยมและใหญ่โตจนแทบกินได้ทั้งโลก แต่สุดท้ายมันก็ยังมีช่องว่างเล็กๆให้เราเจาะเข้าไปจนได้ 
ข้อมูลอ้างอิง :
https://fourweekmba.com/duckduckgo-vs-google/
https://fourweekmba.com/duckduckgo-business-model/
 

SHARE
Writer
Stikpost
Readaholic / INFJ
เพจนี้เป็นเหมือน sandbox ของผมครับ เอาไว้ฝึกปรือการเขียน เอาไว้ทดลองเขียนแนวคิดต่างๆ เอาไว้แบ่งปันสิ่งที่ผมพบเจอ เพราะงั้นบางทีเนื้อหาอาจจะมีหลายๆแนว หวังว่างานเขียนของผมจะมีประโยชน์และทำให้ผู้อ่านเพลินไปกับมันนะครับ

Comments

nananatte
26 days ago
ดีมากๆ เลยค่ะ ขอตัวไปลองใช้ duckduckgo ก่อนเลย (^___^)
Reply