Adam's Peak สุมนกูฏ ดินแดนแห่งสรวงสวรรค์
 - I am having my head in the clouds - 
สำนวนภาษาฝรั่งที่ลูกชายประถมห้าของผมแปลให้ฟังได้ความว่า ฉันกำลังเอาหัวยัดเข้าไปอยู่ในก้อนเมฆ ฮ่าฮ่าฮ่า เอ้ยไม่ใช่นะ!!!
จริง ๆเ อาตามที่คุณจิระนันท์ พิตรปรีชา กวีซีไรต์แปลให้ฟัง อารมณ์น่าจะประมาณว่ากำลังตกอยู่ในห้วงจินตนาการเพ้อฝันดั่งล่องลอยไปอยู่บนก้อนเมฆ
ความรู้สึกแบบนั้นคือ กำลังยืนอยู่บน " ยอดสุมนกูฏ " 
 
ตัวเลขบอกระดับความสูงบนหน้าจออยู่ที่ 2,244 เมตร ความสูงเสียดฟ้า เสียงสูดลมหายใจฟังได้ยินชัดเจน ณ แดนดินที่ประหนึ่งดั่งสัมผัสอยู่ในสรวงสวรรค์ สุมนกูฏ (Sumanalakanda) ซึ่งเป็นยอดเขาสูงชันพุ่งเสียดแทงขึ้นไปบนฟ้า ตั้งอยู่ในใจกลางเกาะลังกาค่อนลงมาทางใต้(6°48'34.7"N 80°29'57.2"E) อาจารย์สมฤทธิ์ ลือชัย กล่าวไว้ว่า ชาวพุทธเชื่อว่าพระพุทธเจ้ามาประดับรอยพระบาท ณ ยอดเขานี้ ชาวคริสต์เชื่อว่าอดัมถูกพระเจ้าลงโทษไล่ให้ลงมาอยู่บนยอดนี้ ยอดนี้เลยถูกเรียกว่า อดัมพีค(Adam's Peak) ชาวฮินดูเชื่อว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้าที่นับถือ สุดแท้แต่จะจินตนาการถกเถียงกันไม่รู้จบ แต่คำถามนี้ใยจะต้องการคำตอบ ในเมื่อต่างก็มีศรัทธาในใจที่ยิ่งใหญ่อยู่แล้ว


ยี่สิบเอ็ดชีวิตไม่รวมไกด์ในคณะของเราที่จะไปเยือนยอดสุมนกูฏ ส่วนใหญ่อยู่ในวัยเกษียณหรือเลยเกษียณไปหลายปีอยู่ แต่ทุกคนมุ่งมั่นที่จะขึ้นไปพิสูจน์ศรัทธาที่ตนเองตั้งใจ คำบอกเล่าว่า 5-6 พันขั้นบันได(ถึงแม้บางคนจะบอกว่าอย่าสนใจมันเลยจะกี่ขั้นก็ช่างมัน แต่พวกเราก็อยากจะรู้เพื่อประเมินกำลังอยู่ดี) ระยะทางเดินเท้ากว่า 6 กิโลครึ่ง ไต่ไปตามความสูงสุทธิกว่า 1,250 เมตร คำบอกเล่าจากไกด์ของเราคือจะใช้เวลาเดินเท้าขึ้นสู่ยอดเขาสูงประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง และใช้เวลาขากลับลงมาอีก 2 ชั่วโมงครึ่ง(จริงๆพวกเราใช้เวลาเป็นสองเท่าของที่ไกด์บอกทั้งขึ้นทั้งลง) เราตั้งใจจะขึ้นไปให้ถึงยอดเพื่อสักการะรอยพระพุทธบาท แล้วมีเวลาให้พักงีบสักหน่อย ก่อนรอชมพระอาทิตย์ขึ้นสู่ขอบฟ้า แล้วค่อยเดินเท้ากลับลงมาเพื่อหม่ำมื้อเช้าที่ตีนเขากัน(ซึ่งเกิดจากจินตนาการล้วนๆ ว่าบนยอดนั้นจะมีชายคาและที่ให้เอนหลัง เพราะทุกคนที่ร่วมคณะรวมทั้งไกด์ไทยของเราก็ยังไม่เคยมีใครได้ขึ้นไปสัมผัสมาก่อน) คืนนั้นเราจึงไม่ได้นอนเพราะต้องออกจากโรงแรมที่พักในเมืองแคนดี้ตั้งแต่ 3 ทุ่มเศษๆ ใช้เวลาเดินทางโดยรถบัสประมาณ 3-4 ชั่วโมงเพื่อจะไปส่งเราที่ตีนเขาแล้วให้เราเดินเท้าขึ้นเขาตั้งแต่เวลาตี 2(ใช่ครับ ตี 2) รถของเราแล่นเลี้ยวลัดเลาะไปตามถนนเล็กๆ ที่รถวิ่งสวนกันได้ ในขณะที่ทุกคนต่างปรับเอนเบาะเพื่อจะข่มตาให้หลับซักงีบ ทั้งๆที่รถวิ่งเอียงซ้ายเอียงขวาโคลงเคลงไปตามถนนที่โค้งไปโค้งมา ความเงียบสงัดครอบงำก่อนจะเริ่มผจญภัย


รถบัสขับพาเราไปถึงตีนเขาเวลา 2 ยามเศษๆ (ในใจก็อดจะรำพึงกับตัวไม่ได้ว่า เรามาเร็วไปมั้ย จะให้เดินขึ้นตอนนี้เลยเหรอ ว่าเข้าไปนั่น) ด้วยความที่เป็นกลางดึก ไฟส่องสว่างมีน้อยมาก มองไปทางไหนก็มืดเห็นอะไรไม่ถนัด นึกสภาพแวดล้อมรอบตัวไม่ออก เห็นแต่แสงรำไรบนยอดเขาสูงอันเป็นจุดหมายที่พวกเราจะขึ้นไปพิชิต พวกเราถูกแนะนำให้เข้าห้องน้ำห้องท่า(พวกผู้หญิงเข้าคิวต่อแถวกัน ลำบากนิดๆ พวกผู้ชายก็โด่งๆ ตามพุ่มมืดๆ แถวนั้นเอา) บริเวณนั้นมีร้านค้าเล็กๆ ขายรองเท้าเสื้อกันหนาวหมวกไหมพรมเอาไว้ใส่กันลมราคาย่อมเยาว์ สนนราคาเสื้อกันหนาวแบบมีหมวกฮูดในตัวราคา 500 รูปี(ประมาณ 125 บาท ใครจะไปขอแนะนำเลยว่าให้หาติดตัวใส่ขึ้นไปกันลมเย็นที่ 10 กว่าองศา) คณะของเราใช้เวลาตระเตรียมสัมภาระ ของใช้ เสบียงเล็กๆ เพื่อจะติดตัวขึ้นไป พร้อมกันในเวลาประมาณ 1 นาฬิกาครึ่ง(ตี 1 ครึ่ง) ด้วยหัวใจพองโต ทุกคนให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ไม่ต้องเร่ง ไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งนะ แต่ให้เริ่มก้าวเลย แล้วก้าวไปเรื่อยๆ ...


ก่อนหน้าที่เราจะได้เดินทางมาขึ้นยอดสุมนกูฏ 1 วัน พื้นที่บริเวณแถบนี้มีฝนตกหนักมาก หม้อแปลงไฟฟ้าเสียหาย ทำให้ตามเส้นทางที่เราต้องเดินเท้าขึ้นเขา ซึ่งเดิมจะมีไฟส่องสว่างเลยต้องมืดมิดสนิทใจแทน จึงไม่มีทางเลือกต้องคลำทางไปตลอด อาศัยเพียงแสงตะเกียงดวงเล็กจากร้านค้าริมทางที่ยังมีเปิดให้บริการอยู่บ้าง กับไฟฉายที่ติดตัวไปกับบางคนในคณะของเรา(นึกเจ็บใจตัวเองจริงๆ ที่ตั้งใจจะพกติดมา แล้ววันจะเดินทางดันหาไม่เจอซะนี่) เอาเถอะแต่ก็ยังมีโชคบ้างเพราะคืนนั้นเป็นแรม 1 ค่ำ แสงจันทร์ยังส่องให้เห็นเส้นทางบ้างร่ำไร ตลอดเส้นทางไหล่เขาที่เราค่อยๆ เดินไต่ระดับไปเรื่อยๆ ต้องพยายามหรี่ตามองสภาพแวดล้อมรอบๆข้างกายไปด้วย มองเห็นแต่เงาเขาสูงทมึนข้างๆ ตัว ผ่าน 1 ชั่วโมงแรกไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับสมาชิกบางคนในกลุ่มเราเริ่มถอดเสื้อกันหนาวเพราะเหงื่อเริ่มซึม เราเดินไปแวะไปหัวเราะคิกคักตลอดทาง มีคนกลุ่มเล็กๆ เดินสวนขึ้นสวนลงผ่านเราไปบ้างประปราย พร้อมกับคำถามในหัวเรา คนเดินลงพวกเขาขึ้นไปตั้งแต่เมื่อไร แล้วเริ่มเดินลงมาตลอดคืนเลยเหรอ? คิดวนไปวนมาหลายรอบอยู่แบบนี้ สุดท้ายก็ทิ้งคำถามที่ไม่มีคำตอบนั้นไว้ในใจ แล้วแหงนหน้ามองขึ้นไปดูบนยอดที่มีแสงไฟลิบๆ นั้น แม่เจ้า ใยยอดนั้นยังเหมือนอยู่ห่างเราเท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง


ผ่านชั่วโมงที่ 2 และ 3 ผมยกนาฬิกาขึ้นมาดูเป็นเวลาใกล้จะตี 4 ขาเริ่มหนักจนแทบจะไม่อยากก้าว เส้นทางที่พวกเรากำลังไต่นั้นเริ่มเข้าช่วงเส้นทางที่ลาดชันมากขึ้นเรื่อยๆ(แต่เป็นขั้นบันได) พวกเราหลายคนที่สูงอายุหน่อยเริ่มถอดใจไปทีละคนสองคน ในกลุ่มมีคู่แม่ลูก ตั้งใจมุ่งมั่นพยายามจะขึ้นมาด้วย คนแม่อายุ 72 ปีแล้ว ก็ต้องยอมหยุด แล้วนั่งรออยู่ที่เพิงพักข้างทาง เพราะกังวลจะเป็นภาระให้ลูกและกลุ่ม(ทั้งที่ไม่รู้ว่าจะมีคนกลับลงมารับเมื่อไร) และยังมีกลุ่มพี่น้องผู้หญิง 3 คนที่อายุเกิน 60 ก็ต้องยอมหยุดเช่นกัน กลุ่มของเราที่เหลืออายุย่อมเยาว์ลงมาหน่อยแต่ก็แตะ 50 ไม่หย่อนกับเกือบทุกคนเกาะกลุ่มกันไป 5-6 คนก็ยังให้กำลังใจกันและกัน เส้นทางเริ่มหฤโหดขึ้น มีขั้นบันไดที่ถูกน้ำฝนเซาะขาดไปเป็นช่วงๆ ทำให้แต่ละก้าวเดินนั้นยิ่งสาหัส ยิ่งเดินยิ่งเหนื่อย ยิ่งเดินยิ่งเมื้อย ในขณะที่ดวงตาแต่ละคนในเงามืดๆ นั้นแดงกล่ำเหมือนจะปิดลงเสียให้ได้ จากที่เคยเดิน 20 ก้าวพัก เหลือเป็นเดิน 10 ก้าวพัก สุดท้ายเป็นเดิน 5 ก้าวพัก เจอที่นั่งพักเป็นต้องพัก เจอเพิงพักเป็นต้องขอแวะ เข้าไปนั่งงีบเข้าไปนวดน่องนวดขา จนสุดท้ายเดิน 5 ก้าวแล้วก็นั่งพักบนขั้นบันไดไม่ต้องรอให้ถึงที่นั่งพักกันละ (กลิ่นยานวดเริ่มตลบอบอวลเลย) ในใจผมนึกบ่นคนที่บอกว่าใช้เวลาขึ้น 3 ชั่วโมงครึ่ง ได้แต่บ่นแล้วเก็บไว้ในใจ และยิ่งแหงนมองยอดก็เหมือนยังอยู่ห่างจากเราเท่าเดิมเหมือนเคย แทบหมดกำลังใจเมื่อผ่านมาครึ่งทาง


ขาที่เหนื่อยอ่อนก้าวเดินไปบนทางที่สูงชันขึ้นเรื่อยๆ แต่เหมือนไม่รู้ว่าอีกไกลเท่าไร มีเพียงจุดหมายอยู่ที่แสงไฟลิบๆ บนยอดสุมนกูฏที่เริ่มมองเห็นว่าใกล้ขึ้นเท่านั้น หันไปทางไหนก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคือทิศอะไร กำลังจะผ่านชั่วโมงที่ 4 เข้าสู่ชั่วโมงที่ 5 เข็มนาฬิกาบอกเวลาตี 5 ครึ่ง เราก็ก้าวต่อไปเรื่อยๆแบบเงียบๆ และในห้วงภวังค์นั้นเอง ทุกคนเริ่มส่งเสียงบอกกันให้มองขอบฟ้าที่เริ่มแทงสีประกายแดงส้มเหลืองออกมา พร้อมกับดาวรุ่งประกายพรึกดวงใหญ่ส่องแสงสุกใสที่ขอบฟ้าด้านบน สายลมที่พัดเย็นๆ ชื่นใจปะทะกับรอยยิ้มบนมุมปากของเรา แต่ละคนแทบจะหยุดลืมหายใจเพื่อรอตะวันที่จะท้อแสงพ้นขอบฟ้าขึ้นมา พวกเราหัวเราะกระซิกกันอย่างมีความสุข เมื่อดวงอาทิตย์ลูกโตค่อยๆ แง้มโผล่ขึ้นมาให้ยลในเวลา 6 นาฬิกา เสียงกดรัวชัตเตอร์กันระงมอย่างมีความสุข พอแหงนมองไปบนยอดเขาสูงที่ต้องแสงตะวัน พลันนึกในใจอยู่ใกล้แค่เอื้อมถึงแล้ว แรงขาก็มีมากขึ้นทันที โอ้วว สุขาวดี


คณะของเราที่เริ่มเดินขึ้นมาทันๆ กัน 5-6 คน นั่งล้อมวงที่เพิงพักขายน้ำชาของชาวบ้านข้างทาง พร้อมกับสั่งแป้งโรตีดาดบนกะทะร้อนๆ มาฉีกใส่ปากกันคนละนิด อืมมม์ แป้งเค็มๆโรยน้ำตาลพร้อมแบ่งถ้วยชาผลัดกันจิบคนละนิดช่วยเสริมแรงให้มีชีวิตชีวาขึ้น แสงตะวันที่เริ่มส่องให้มองเห็นใบหน้าของทุกคนชัดเจนขึ้น พวกเราต่างร้องทักทายกันและกันพลันที่เห็นคนในกลุ่มเดินตามขึ้นมาทัน หลังนั่งพักน่องคลายล้าคลายตรึงพวกเรา 3-4 คนก็เริ่มผละกลุ่มเตรียมออกเดินต่อ อากาศเย็นสบายเหงื่อที่ออกเริ่มหายไป เวลาจะครบ 5 ชั่วโมงอยางรวดเร็ว ขาที่หนักขึ้นทุกที บันไดแต่ละชั้นที่สูงชัน พร้อมกับทางแคบลงเรื่อยๆ เหลือให้คน 3-4 คนเดินสวนกัน เดินก้าวขึ้นไปเรื่อยๆ โดยพยายามไม่นึกถึงยอด แต่ละคนจิ๊บน้ำกันเพียงน้อยนิดเพราะเริ่มจะปวดชิ้งฉ่องกัน ผู้ชายอย่างผมหาทางหลบข้างต้นไม้ ในขณะที่ผู้หญิงจะลำบากเพราะในระหว่างทางมีให้แวะทำธุระน้อยเหลือเกิน พอทางสว่างมากขึ้นเราก็เห็นผู้คนเดินสวนขึ้นลงมากขึ้นเป็นลำดับ ส่วนใหญ่จะทยอยเดินกลับลงมา พวกเราแยกไม่ออกว่าคนศรีลังกาที่พบนั้นเป็นสิงหลหรือเป็นทมิฬ เพราะยอดสุมนกูฏแต่ละฝ่ายต่างอ้างเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของฝ่ายตน เราเห็นคนแก่หอบหิ้วสังขาร เราเห็นคนหนุ่มสาวอุ้มลูกจูงเด็ก เราเห็นคนแข็งแรงแบกอุ้มคนพิการ พร้อมกับที่เรานึกในใจ ขนาดเราเดินแบกน้ำหนักตัวเองยังยากเย็น แล้วที่เห็นนั้น ถ้าไม่ใช่จากศรัทธาแล้วจะจากอะไร ช่างยิ่งใหญ่จริงๆ


เข้าสู่ช่วงทางสูงชันที่สุดในช่วงสุดท้ายที่เราเริ่มมองเห็นชายคาอาคารบนยอด เสียงสั่นระฆังได้ยินแว่วเข้าหูปานเสียงสวรรค์ หันมองไปทางใดก็พบทิวเขาสลับซับซ้อนลดหลั่นกันไป พร้อมกับเมฆหมอกที่งดงามจับตา ท้องฟ้าเบื้องบนสดใส อากาศเย็นสบายแต่เบาบางจนได้ยินเสียงหายใจของตัวเอง มองไปยังเบื้องล่างลิบๆที่เดินขึ้นมาแล้วอดนึกภูมิใจในตัวเองไม่ได้เลย ช่วงนี้มีราวเหล็กกั้นช่วงริมผาและแบ่งครึ่งกลางช่องทางเดิน เราคิดในใจว่าคงสำหรับให้ขึ้นทาง-ลงทางเพราะทางในช่วงนี้ผู้คนเริ่มเบียดเสียดกัน แต่ละช่องทางให้แค่พอสวนกันได้เท่านั้น คนที่ตัวใหญ่หน่อยถ้าขึ้นหรือลงช้าก็จะจะมีหางแถวติดยาวเป็นพรวน ผมมองดูนาฬิกาในข้อมือบอกเวลา 7 โมงตรง เรากำลังจะก้าวเดินถึงจุดสูงสุดที่เราหมายใจ(แต่ยังไม่ถึง) เรายืนแหงนมองดูกลุ่มอาคารคอนกรีตก่ออิฐผนังทาสีไม่ฉูดฉาดดูธรรมดาเหลือเกิน แต่ในความธรรมดาเรากลับรู้สึกรับรู้ได้ถึงความขรึมขลัง พวกเรามายืนออต่อแถวขึ้นไปบนยอดพอดีกับที่เสียงบอกต่อกันลงมาว่าข้างบนกำลังทำพิธี ทำให้ต้องยืนรอแถวอยู่เช่นนั้นนานร่วมชั่วโมง ผมและภรรยายืนพิงราวเหล็กเอาหัวพิงกันแล้วหลับตางีบลงด้วยความอ่อนแรง อีกไม่เกิน 10 ก้าวขั้นบันไดก็จะถึงยอดสุดแล้ว (ถ้านึกภาพไม่ออก ขอให้ย้อนกลับไปดูรูปแรกด้านบนอีกครั้ง นั่นแหละคือยอดสุมนกูฎ)


อาการสับผงก 3-4 รอบของภรรยาผมถูกปลุกให้ตื่นพร้อมกับแถวที่ค่อยๆเริ่มขยับ ผมถอดหมวกและเตรียมจะถอดรองเท้าเมื่อก้าวถึงลานบนพื้นสูงสุดก่อนจะขึ้นวิหารรอยพระพุทธบาท ยอดสมุนกูฎซึ่งเป็นเพียงลานไม่ใหญ่นัก ห้อมล้อมด้วยอาคารถือปูนหลังเล็กๆ ที่ก่อสร้างครอบรอยพระพุทธบาทไว้ ทางขึ้นมีทางเดียว ขึ้นแล้วออกไปลงอีกทางหนึ่ง ขนาดห้องกว้างประมาณ 3x3 เมตร ในห้องมีเจ้าหน้าที่ยืนดูแลอยู่ คอยบอกให้คนเข้าไปทีละ 2 คน คนที่รอก็ยืนดูคนที่กำลังไหว้ล่วงหน้าอยู่ เขาให้เวลาไหว้ครู่เดียวก็ไล่ให้ออกไป เจ้าหน้าที่มองคณะของเราคงจะเห็นว่าน่าจะเป็นคนไทย(อันนี้ผมเดาเอา)ก็ให้เวลากับเราพอควร ไม่ได้เร่งให้รีบเสร็จเร็วๆ ผมนั่งลงบนพื้นพร้อมพนมมือตั้งนะโม อรหัง ... มองไปยังสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าที่เขาเอาผ้าปิดไว้ ทำให้มองเห็นแต่ผ้าปิดอยู่ไม่เห็นอะไร(เข้าใจว่าข้างใต้นั้นแหละคือที่พบรอยพระพุทธบาท) ในกลุ่มอาจารย์ที่มาด้วยกันท่านหนึ่ง ใจกล้าเมื่อไหว้เสร็จแกยกผ้าที่ปิดนั้นขึ้นเปิดดู เล่าให้ฟังว่าใต้ผ้านั้นเห็นเป็นเหมือนหินหรือปูนที่โบกปิดทับเอาไว้แล้ว มีคนเอาสตางค์หรือเหรียญหรือผ้าหรือดอกไม้แล้วแต่ศรัทธาวางลงบนรอยนั้นเพื่อถวายบูชา ผมก้มลงกราบที่พื้น 3 จบ มองไปที่รอยนั้นอีกครั้งก่อนจะเดินลงออกมาแบบงงๆแต่กลับรู้สึกเปี่ยมปิติที่ทำภาระกิจเสร็จสมดังตั้งใจ สถานที่นี้ไม่ได้อนุญาตให้ถ่ายภาพ เลยได้แต่บรรยายให้เห็นภาพลางๆ คณะเราเดินลงมาจากอาคารแล้วมานั่งรวมตัวกันที่ลานด้านนอกวิหารเล็กๆที่ไม่สามารถจะล้มตัวเอนนอนเหมือนที่คิดไว้ แต่ก็พากันนั่งเสพย์กับบรรยากาศที่แวดล้อมด้วยขุนเขาสลับซับซ้อนสูงเสียดฟ้าสุดลูกหูลูกตา เมฆบางๆลอยซ้อนแทรกตามมุมเขา สายลมเย็นเฉียบพัดกระทบแก้มของเราพร้อมกับแสงแดดอ่อนๆสาดส่องต้องหน้าต้องตา พลันให้รู้สึกอบอุ่นอิ่มเอมจนยากบรรยาย ลืมเลือนความยากลำบากตลอดห้วงคืนที่ผ่านมาเสียสิ้น(และลืมที่จะคิดถึงวาระที่จะต้องเดินย้อนกลับลงไปยังโลกเบื้องล่าง อย่างน้อยก็ ณ ห้วงเวลานั้น) ช่างสุขเสียนี่กระไร


เราใช้เวลาเดินเท้าลงจากยอดสุมนกูฎตั้งแต่ประมาณ8โมงเช้า ขาลงไม่ยากเท่าขาขึ้น อาการหิวยังไม่มี มีเพียงความล้าแทบล้มทั้งยืน อาการขาสั่นพั่บๆ ทำให้หยุดยืนอยู่นิ่งๆไม่ได้ ต้องเดินเรื่อยๆ(อีกแล้ว)หรือไม่ก็ต้องลงนั่งอย่างเดียว ตลอดเส้นทางขาลงเราได้ชมทิวทัศน์งามๆ ไหล่เขาสลับซับซ้อนที่เราเดินขึ้นไป เสียงคนในก๊วนร้องถามมาตลอดทาง อีกไกลมั้ยหนุ่ย ผมยิงคำตอบ ยังไม่ถึงครึ่งเลยครับ 4-5 ครั้งจนเสียงร้องถามหายไป จนกระทั่งผ่านไปอีก 4 ชั่วโมงเรามองเห็นลานจอดรถแต่ไกล(ลิบๆ)ก็เป็นเวลาใกล้เที่ยง เสียงเฮในกลุ่มก็เริ่มดังอีกที ทางเดินช่วงนี้ไม่ลาดชัน เดินอีกอึดใจใหญ่ๆก็ถึงจุดเริ่มของเรา ทำให้เห็นที่เมื่อคืนเรามาถึงนั้นไม่มีร้านสะดวกให้นั่งชิลๆ ใจก็อยากแค่จะล้มลงนอนบนฟูกเท่านั้น พวกเราทำธุระเข้าห้องน้ำห้องท่าล้างหน้าล้างตาเสร็จขึ้นนั่งบนรถ สักพักเดียวคณะของเราก็กลับลงมาครบกันทุกคน ไกด์ของเราเสริพมื้อแรกของวันด้วยมาม่าคัพ!!! พร้อมกับรถออกแล่นเพื่อกลับไปเมืองแคนดี้ ทุกคนอ่อนล้าเกินกว่าจะมีเสียงบ่นอะไร พอกินเสร็จต่างคนต่างก็เอนเบาะหลับลงด้วยความอ่อนล้าเต็มประดา

 
 - I am having my head in the clouds -

สำนวนภาษาฝรั่งที่ลูกชายประถมห้าของผมแปลให้ฟังได้ความว่า ฉันกำลังเอาหัวยัดเข้าไปอยู่ในก้อนเมฆ ฮ่าฮ่าฮ่า เอ้ยไม่ใช่นะ!!! จริง ๆ เ อาตามที่คุณจิระนันท์ พิตรปรีชา กวีซีไรต์แปลให้ฟัง อารมณ์น่าจะประมาณว่ากำลังตกอยู่ในห้วงจินตนาการเพ้อฝันดั่งล่องลอยไปอยู่บนก้อนเมฆ ความรู้สึกแบบนั้นคือ กำลังยืนอยู่บน " ยอดสุมนกูฏ "  

มีมากคนรู้จัก แต่น้อยคนจะยอมดั้งด้นขึ้นไปสัมผัสวิมารแห่งนี้ การเดินเท้าร่วม 12 ชั่วโมงจบลงด้วยความอ่อนล้าแทบหมดสิ้นแรงกาย แต่หัวใจกลับอบอุ่นพองฟู คืนนั้นเอาหน้าซุกไปบนหมอน เสียงฮัมเบาๆ พร้อมกับรอยยิ้มบนแก้มและความคิดคำนึงที่ผลุดขึ้นมาในหัว

" ถ้าไม่ได้ร่วมมาในทริปนี้และไม่ได้เดินขึ้นอดัมพีค
คงจะเสียดายไปตลอดชีวิตเลยทีเดียว "
SHARE
Written in this book
Walk Much | Learn More
ท่องเที่ยวเปิดกบาล
Writer
iampairoj
TheNormalOne
Museum addicted, Watch drama movies, Take photograph, Love classical & jazz, Learn a meaningful life.

Comments