Something we know


เพลงไม่เคยเชื่อไอ้ประโยคที่ว่า 'เกลียดแบบไหนจะได้แบบนั้น' จนกระทั่งวันนี้ที่เธอได้เจอกับตัวเอง 
บอกเลยว่านี่คือสถานการณ์เลวร้ายที่สุดเท่าที่เธอเจอ ดวงตาสีอ่อนมองไปที่ร่างเล็กของพริม--ชื่อที่เธอไม่ได้ยินมานานมากแล้ว ทว่าอานุภาพของมันก็ยังรุนแรงเหมือนพายุลูกใหญ่ที่ซัดโครมเข้ามาในหัวใจ กระชากกล่องความหลังที่ฝังไว้ลึกสุดให้โผล่ขึ้นมา

และใช่--พริมวันนี้ไม่เหมือนกับพริมเมื่อสี่ปีที่แล้ว ถึงจะเหมือนกันแต่ก็ไม่ใช่คนเดิมที่เธอคุ้นเคย ดวงตาคู่นั้นไม่ใช่พายุในฤดูร้อนอีกต่อไป แต่กลับเป็นมหาสมุทรเยือกเย็นในฤดูหนาว มันสงบนิ่งเรียบเฉยซ่อนอารมณ์มากมายภายใต้สีดำนั่น

"ไง แย่หน่อยนะที่ต้องเจอพี่"

พริมทักทายคนเด็กกว่าด้วยประโยคนั้น นึกอยากตบปากตัวเองสักร้อยทีตอนที่คิดได้ว่ามันฟังดูประชดประชันสิ้นดี ดวงตาเรียวลอบสังเกตคนตรงหน้า เพลงตอนนี้สวยจนแทบจำไม่ได้ เธอไม่ใช่เด็กปีหนึ่งคนนั้นที่เอาแต่เรียกพี่พริมๆอีกแล้ว เรือนผมยาวสีเข้มดัดลอนอ่อนๆเคลียไหล่บาง--ไหล่กลมมนที่พริมเคยประทับรอยจูบลงไป พริมรู้ดีว่าข้างใต้ผ้าชีฟองสีหวานนั่นคือนวลเนื้อหอมกรุ่นนุ่มเนียน และต่ำลงไปกว่านั้นคือเรือนร่างอ้อนแอ้นที่หล่อนเคยสัมผัส 

คืนฝนพรำ เหล้ารัม และเสียงเพลง หญิงสาวเบือนสายตาหนีก่อนที่ความคิดจะเตลิดเตลยไปมากกว่านี้ เผลอกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว 'เพลง' ส่งผลกับเธอมากกว่าที่คิด

"ไม่ล่ะค่ะ ทำไมเพลงต้องรู้สึกแย่ด้วยล่ะคะ?"

คนเด็กกว่านึกฉุนขึ้นมาในใจ--เค้าคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน? สำหรับเธอแล้วเค้าไม่มีค่าไปมากกว่าตากล้องคนหนึ่งเท่านั้น ไม่มีอะไรหลงเหลือในความรู้สึกเธออีกต่อไปแล้ว

อย่างน้อยเธอก็คิดว่าแบบนั้นล่ะนะ

ดวงตาสีดำตวัดขึ้นมอง พยายามค้นหาร่องรอยที่หลงเหลืออยู่ ปวดใจกับน้ำเสียงเรียบเฉยเหมือนคนแปลกหน้า นึกน้อยใจวูบขึ้นมา แล้วก็สำนึกได้ว่ามันคือเรื่องธรรมดาที่เพลงจะทำแบบนั้น นี่หล่อนคาดหวังอะไรกับแฟนเก่าที่เลิกกันไปเกือบสี่ปีกันล่ะ?

"เอ้อ ก็เปล่า พี่ก็พูดไปงั้นแหละ อย่าใส่ใจเลย"

พริมโบกมือไปมา ไหวไหล่เหมือนว่าไม่ได้ใส่ใจอะไรมากมายนัก เธอเปลี่ยนเรื่องพูด

"แล้วกินอะไรมารึยัง"

"กินมาแล้วค่ะ...ว่าแต่ ทำไมทั้งกองมีแค่เราสองคนล่ะคะ"

นัยน์ตาสีอ่อนกวาดมองหา นึกตงิดตั้งแต่พี่ไอซ์บอกให้มาทำงานนี้คนเดียวแล้ว ไม่เคยมีงานถ่ายแบบที่ไหนที่มีทีมงานแค่คนเดียวแบบนี้--เธอรัวนิ้วถามผู้จัดการส่วนตัวบนแป้นพิมพ์โทรศัพท์ หูก็ยังได้ยินเสียงคนข้างตัวตอบเรียบเรื่อย

"พี่ไม่ชอบคนเยอะๆน่ะค่ะ ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่อยากให้ใครมาวุ่นวาย"

คิ้วของเธอขมวดคิ้วมุ่น เรื่องนี้ไอซ์ไม่ได้บอกเธอก่อน เพราะถ้าบอกก่อนเธอคงไม่รับงานนี้แน่ๆ 

การเผชิญหน้ากับพริมเพียงลำพังมันหนักเกินไปสำหรับเธอ

"เหรอคะ"

ปากตอบคำถามส่วนมือก็พิมพ์ตอบคนในแชท

'เพลงจะกลับแล้วนะพี่'

ความโกรธคุกกรุ่นฟุ้งขึ้นมาภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย ไอซ์เป็นอีกหนึ่งคนที่รู้ดีว่าพริมคือชื่อต้องห้ามสำหรับเธอ อย่าว่าแต่ร่วมงาน เพียงแค่ตัวตนของเค้าเธอยังไม่อยากรับรู้ว่ามีอยู่

'เฮ้ย ไม่ได้ดิ พี่รับงานเค้ามาแล้ว เสียเครดิตนะมึง'

แล้วตอนรับไม่เห็นถามเพลงก่อน...


คลื่นความน้อยใจโถมทับมาเป็นระลอกที่สอง หญิงสาวเผลอกัดริมฝีปากล่างโดยไม่รู้ตัว

'ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้เป็นพรีเซนเตอร์ของ Adore นะเว่ย'

Adore ที่ไอซ์พูดถึงนั่นคือแบรนด์น้ำหอมชื่อดังระดับโลกที่มาเปิดสาขาที่ไทย และดันถูกใจกับคาแรกเตอร์ของเพลงพอดี ด้วยว่าดวงตาเปล่งประกายคล้ายจะยิ้มของเธอตรงกับคอนเซปต์ของน้ำหอมรุ่นใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวเร็วๆนี้

'โตๆกันแล้วน่ะเพลง แยกให้ออกดิ อันไหนเรื่องส่วนตัว อันไหนงาน'

เพลงถอนหายใจเฮือกใหญ่ นึกขัดใจที่ต้องเป็นฝ่ายโดนบอกแบบนี้ และนึกขัดใจตัวเองมากกว่าที่ปล่อยวางเรื่องพริมไม่ได้ซะที

"ถ้าเพลงลำบากใจ เปลี่ยนตากล้องไหมล่ะคะ พี่รู้จักคนเก่งๆเยอะนะ"

"ไม่ล่ะค่ะ ก็ทางบริษัทเค้าเลือกพี่แล้ว"

เธอว่าพลางเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋า ไม่อยากสนทนากับคนในแชทต่อ 

นี่คือสิ่งที่เพลงต้องยอมรับ พริมถ่ายรูปออกมาได้สวย ภาพของเธอมีบรรยากาศหวานละมุนอย่างที่คนอื่นทำไม่ได้

เพลงพ่นลมหายใจยาวยืด พับความรู้สึกทั้งหมดเก็บลงกล่องแล้วสวมหน้ากากของมืออาชีพ

"แล้วเพลงต้องทำอะไรบ้างล่ะค่ะ"

"ก็...อย่างที่รู้ คอนเซปต์ของงานนี้คือรักแรกใช่ไหมคะ พี่เลยอยากให้มันออกมาเหมือนพาแฟนมาเดตครั้งแรกแล้วถ่ายรูปเก็บไว้ หนูก็ไม่ต้องทำอะไรหรอกค่ะ แค่ทำอะไรของหนูไปตามเรื่อง แล้วเดี๋ยวพี่ถ่ายรูปเก็บไว้ พี่อยากให้มันออกมาดูธรรมชาติ"

ดวงตาสีน้ำตาลตวัดขึ้นมอง เค้ายังแทนตัวเองด้วยคำว่าพี่กับหนูเหมือนเก่า เพลงเกลียดที่มันเป็นแบบนั้นเพราะระหว่างเรามันไม่มีอะไรเหมือนเก่าเลยสักนิด เกลียดแม้กระทั่งรอยยิ้มที่ดูใจดีนั่น มองดูแล้วเหมือนกับดักแสนหวานที่กำลังล่อหลอกให้เธอกลับไปติดอยู่ในบ่วงนั้นอีกครั้ง
แต่ครั้งนี้เพลงจะไม่หลงกลหรอก

"โอเคค่ะ แล้ว เราจะเริ่มเดินจากตรงไหนก่อนล่ะคะ สวนรถไฟ หรือตลาดจตุจักร"

"งั้น ไปที่ตลาดจตุจักรก่อนดีกว่าค่ะ ที่นั่นมีน้องแมวเยอะเลยนะ เพลงน่าจะชอบ"

พูดไปก็แอบยิ้มกับหน้ายู่ๆของคนเด็กกว่า แอบเห็นปากบางบ่นขมุบขมิบคำว่าไกล เพลงไม่ชอบเดินไกลๆมาแต่ไหนแต่ไร อย่างน้อยในชิ้นส่วนใหม่ที่เธอไม่คุ้นเคยนี่ ก็ยังพอจะหลงเหลือบางอย่างที่เหมือนเดิมอยู่บ้าง

"เพลงอาจจะไม่ได้ชอบแมวแล้วก็ได้นะคะ"

"อ้าว งั้นเหรอ"

ทำอะไรไม่ได้นอกจากยิ้มโง่ๆให้ไป สำหรับพริมแล้ว เพลงก็ยังเป็นเด็กปีหนึ่งไร้เดียงสาคนนั้น

"แต่ตอนนี้ก็ชอบอยู่แหละค่ะ"

เพลงทำปากยื่นๆเหมือนเป็ด ใบหน้าสวยเชิดขึ้นอย่างแสนงอน ให้ตายเถอะ ถ้าเป็นแฟนกันเหมือนเดิมพริมจะบีบแก้มยุ้ยๆนั่นให้หายหมั่นเขี้ยว

แต่เพราะตอนนี้ไม่ใช่ เธอจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากมอง...เพียงแค่มองเท่านั้น

พวงแก้มสีพีช เข้ากันดีกับเรียวปากสีส้มอิฐ ขนตาหนาเป็นแพ ล้อมกรอบดวงตาสีอ่อนใต้แสงแดดอุ่นละมุน

พริมกดชัตเตอร์หนึ่งครั้ง...

"วันนี้แต่งหน้าเองหรือไอซ์แต่งให้"

"แต่งเองค่ะ"

"อือ เดี๋ยวนี้แต่งเก่งขึ้นเยอะนะ"

"แน่สิคะ คนเราต้องมีการพัฒนา"

เพลงเดินเร็วกว่าพริมเสมอ จังหวะการเดินของเธอดูกระฉับกระเฉงในขณะที่ของพริมดูเอื่อยเฉื่อย นั่นคือเสน่ห์ของเพลงที่ดึงดูดพริมเสมอมา ความมุ่งมั่น ความทะเยอทะยาน ไฟในดวงตาหล่อนไม่เคยมอดดับ

พริมกดชัตเตอร์อีกครั้ง

"ชุดเดรสแบบนี้ก็น่ารักดีนะ พี่ชอบ" หลุดปากพูดอะไรในใจออกไปอีกแล้ว "เอ้อ หมายถึง แบบทั่วๆไป" เธอรีบแก้ต่างให้ตัวเอง...หวังว่ามันคงจะช่วยได้บ้าง

หญิงสาวชุดเดรสสีขาวสะอาดดูเข้ากันดีกับสีน้ำตาลของเปลือกไม้ริมทางและกลีบดอกชมพูพันธ์ทิพย์บนถนน เธอเปล่งประกายท่ามกลางลำแสงอ่อนจาง--พริมคิดว่านั่นเป็นรูปที่ดี

ตลาดจตุจักรไม่เคยเงียบเหงา ของขายมากมายวางเรียงรายตามทาง ร้านชานมร้านหนึ่งเรียกให้พริมหยุดมอง

"แป๊บนึงนะ พี่แวะซื้อชานมหน่อย" แล้วหล่อนก็วิ่งไปซื้อ ก่อนจะกลับมาพร้อมกับชานมไข่มุกสองแก้ว "อ่ะ พี่ซื้อให้เพลงด้วย" พริมยื่นมันให้คนตัวเล็กกว่า และเพลงก็ไม่ใจร้ายพอที่จะปฏิเสธชาไข่มุกแก้วนั้น 

"เท่าไรล่ะคะ"

"เฮ้ยไม่ต้องๆ อันนี้พี่เลี้ยง ไม่ได้เลี้ยงเพลงนานแล้ว"

"เพลงไม่ได้อยากให้พี่เลี้ยงซะหน่อย"

พูดงึมงำในลำคอ ทั้งที่จริงลึกๆในใจเบิกบานซะจนน่าโมโห ถ้ามีเวทมนต์เพลงก็อยากย้อนวันเวลาให้กลับไปเป็นเหมือนเก่า วันที่ยังเยาว์วัย ก่อนหน้าวันพายุเข้าวันนั้น ก่อนที่คำสาปของวัยผู้ใหญ่จะคืบคลานกัดกิน

"เหรอ ถ้างั้นหนูยิ้มให้พี่แทนค่ากาแฟได้ไหมล่ะ"

ถึงแม้วันนี้จะไม่มีอะไรเหมือนเดิม แต่รอยยิ้มของคนตรงหน้ายังเหมือนเดิม เหมือนวันแรกที่เค้าบอกรักเธอ

"ทำไมเพลงต้องยิ้มด้วย"

เพลงสะบัดหน้าไปอีกทาง กำแพงที่เพียรสร้างมาเป็นปีๆทำท่าจะพังทลาย 

"เอ้า ก็ค่ากาแฟไงคะ หรือหนูจะทำเสียงปิคกาจูดี"
"ไม่เอาทั้งนั้นแหละค่ะ"

อดไม่ได้จะแหวเสียงสูง แก้มกลมแดงก่ำด้วยเลือดฉีดซ่าน ขาสั้นๆก้าวฉับๆนำหน้าไป แต่ไม่เร็วไปกว่าพริม เธอวิ่งแผล็วไปดักหน้า

"น่า ยิ้มหน่อยเร้ว ถือว่ายิ้มให้กล้องก็ได้" เสียงนั้นออดอ้อนอ่อนหวานราวกับวันวาน "นะคะ 3 2 1"

เสียงชัตเตอร์ลั่นวาบ ภาพที่ได้คือเพลงแสยะยิ้มชั่วร้ายอยู่ท่ามกลางร้านรวงและผู้คน 

และพอได้เดินตลาดจริงๆก็พบว่าเพลงสนุกกับมันไม่น้อย น้องแมวน่ารักจนเธอแทบกรี๊ด อยู่ดีๆก็กลายร่างเป็นเด็กห้าขวบที่เพิ่งมาเที่ยวครั้งแรก เธอตื่นตากับเทียนหอมหลากกลิ่น ตะลึงลานกับเครื่องประดับแฮนด์เมด (ได้ตุ้มหูมาสองสามคู่ด้วย) เพลินกับเสื้อผ้าวินเทจ ให้ตายสิ นี่มันแหล่งละลายเงินชัดๆ

หลังจากเดินเล่นจนเหนื่อย ทั้งคู่ก็มานั่งพักกันในสวนรถไฟที่อยู่ไม่ไกลกันนัก มีลูกชิ้นและของกินเล่นเป็นเสบียงมากมาย เพลงต้องกำชับพริมหลายต่อหลายรอบว่าอย่าบอกไอซ์ ไม่อย่างนั้นเธอคงโดนบ่นหูชา--ไอดอลไม่มีสิทธิ์อ้วน เพราะฉะนั้นจึงไม่มีสิทธิ์กินของแคลลอรี่สูงพวกนี้ แต่ช่างมันปะไร! วันนี้เพลงอยากกิน! และจะไม่มีใครห้ามได้!

"แล้ว...เป็นไงมั่งช่วงนี้"

พริมถามคนที่กำลังเคี้ยวลูกชิ้นตุ้ยๆ แก้มป่องพองเหมือนหนูแฮมสเตอร์ พวงแก้มยุ้ยๆนั่นถ้าได้จรดจมูกลงไปคงได้กลิ่นแป้งหอมอ่อนๆแน่ พริมเบือนหน้าหนี จับความคิดเหล่านั้นยัดลงกล่องไป

"เหนื่อยมั้งคะ งานเยอะ แต่ทำไงได้ ต้องใช้เงินนี่"

"พักบ้างนะ เดี๋ยวจะแย่เอา"

พูดพลางหยิบกระดาษทิชชู่มาเช็ดปากให้ เพลงยังคงเป็นดวงอาทิตย์สำหรับเธอเสมอ...สว่างไสวและเจิดจ้า แต่ถ้าใกล้เกินไปจะลวกร้อนจนหลอมละลาย

"เป็นห่วงเหรอคะ"

แล้วก็สบสายตากันโดยไม่ตั้งใจ ช่างดึงดูดและตราตรึงอะไรอย่างนั้น บางอย่างในแววตาคู่นั้นทำให้พริมแอบคิดว่ามันอาจจะเป็นไปได้

"ก็ใช่แหละ"

เพลงเสตามองที่อื่น ขาของเธอกำลังจะก้าวลงหลุมโง่ๆนั่นอีกแล้ว

"แล้วพี่ล่ะคะ เป็นไงบ้าง"

"ก็...ดีมั้ง"

"แล้วกับพี่นุ่นล่ะคะ"

เพลงนึกถึงผู้หญิงคนนั้น--หญิงสาวผู้อ่อนหวานและรอยยิ้มสวยซึ้งที่ตรึงทุกสายตา อ่อนโยนและเพียบพร้อม พอเธอยืนอยู่ข้างพริมแล้วก็พาให้คิดว่า มันดีแล้วล่ะที่เราเลิกกัน อะไรแบบนั้น

"เลิกไปแล้ว นานแล้วด้วย"

ภาพยามบ่ายในร้านกาแฟฉายวาบในความคิด ลาเต้เย็นตรงหน้ากำลังละลาย ทิ้งหยดน้ำลากไหลข้างแก้ว เหมือนกับน้ำตาของนุ่นที่กำลังหยดลงมา เปล่า--พริมไม่ได้เป็นคนบอกเลิก แต่สายตานั้นที่มองมากลับกำลังก่นด่าพริมที่ทรยศต่อคำว่ารักของเธอมาตลอด

กระพริบตาหนึ่งครั้งภาพนั้นก็หายไป ภาพที่แจ่มชัดขึ้นคือดวงตาสีน้ำตาลอ่อนตรงหน้า ภาพของหญิงสาวที่พริมไม่เคยลบมันออกไปได้เลย

"แล้ว...เรายังต้องถ่ายอะไรอีกไหมคะ"

นั่นเป็นวิธีที่เพลงทำประจำเวลาไม่อยากเผชิญหน้ากับปัญหา--หนี

"เอ้อ ก็ เดี๋ยวเราไปถ่ายตรงสวนผีเสื้อก็ได้ค่ะ"

จากตรงที่เธอนั่งอยู่ สวนผีเสื้อไม่ไกลนัก ปั่นจักรยานไปไม่กี่นาทีก็ถึง มันเป็นโดมกระจกขนาดใหญ่โดยมีผีเสื้อมากมายหลากสีบินว่อนอยู่ในนั้น เพลงยืนอยู่ในนั้น ท่ามกลางสีสันหลากหลาย สายตาของเธอที่มองช่างดูอ่อนละมุน เฉดสีน้ำตาลอ่อนลงเมื่ออยู่ใกล้กับดอกไม้สีแสด ผีเสื้อตัวหนึ่งแอบบินมาเกาะบนเส้นผมสีอ่อน

พริมกดชัตเตอร์ เก็บภาพนั้นไว้ได้ทัน เธอคิดว่าภาพนั้นคือภาพที่ดีที่สุดในวันนี้ แต่กล้องคงไม่สามารถเก็บตัวตนของเพลงได้เท่ากับดวงตาของเธอ ไม่สามารถเก็บกลิ่นหอมกรุ่น ไม่สามารถเก็บน้ำเสียงหวานใส ไม่สามารถเก็บสัมผัสอ่อนนุ่มนั่นได้

พริมถอนหายใจ ถ้าขอพรจากเหล่าดอกไม้ได้ เธอจะขอให้เพลงกลับมาเหมือนเดิม

"วันนี้ได้รูปเยอะแล้วล่ะค่ะ พี่ว่าน่าจะพอแล้ว"

"โอเคค่ะ เพลงก็เริ่มเหนื่อยแล้วเหมือนกัน"

เธอว่า--เผลอหัวเราะออกมาเบาๆ แก้มใสสีแดงเรื่อในแสงสลัวยามเย็น อีกไม่กี่นาทีสวนแห่งนี้จะปิด

"แล้ว...หนูจะกลับยังไงคะ"

"โทรบอกพี่ไอซ์มารับค่ะ"

เงียบกันไปชั่วขณะ ช่างเป็นชั่วขณะที่ยาวนาน เพลงกำลังจะหายไปจากชีวิตเธออีกครั้ง

"เอ้อ เหรอ ถ้างัั้นพี่ขอไลน์เพลงหน่อยได้ไหม"

ดวงตาสีเข้มเว้าวอน พยายามไขว่คว้าเหนี่ยวรั้ง แต่คำตอบที่ได้กลับมีเพียงแค่รอยยิ้มเศร้าๆ

"อย่าเลยค่ะ เพลงไม่อยากติดต่อกับพี่ไม่ว่าทางไหน"

"เพลงจะไม่ให้โอกาสพี่เลยเหรอ"

"พี่อย่าลืมสิคะว่าทำไมเราเลิกกัน"

ดวงตาคู่นั้นไม่มีน้ำตาแต่กลับรู้สึกว่าเธอกำลังร้องไห้ พายุลูกใหญ่ที่ชื่อว่าพริมพัดพาความรู้สึกให้กลับมาทั้งหมด

"มันไม่เกี่ยวกับว่าเรายังรักกันอยู่ไหม...มันก็แค่...เวลาอยู่ด้วยกันแล้วมัน...มีเรื่องแย่ๆมากกว่าเรื่องดีๆน่ะค่ะ พี่เข้าใจเพลงไหม"

ช่วงเวลาที่เราใช้ร่วมกันเพลงเชื่อว่ามันเป็นความจริง พริมคือความรักของเธอ ไม่ว่าเมื่อวาน วันนี้ หรืออาจจะวันพรุ่งนี้ด้วย แต่ว่า...มันไม่สำคัญอะไรเลย ไม่สำคัญจริงๆ

"แต่ตอนนี้พี่ไม่ใช่คนเดิมแล้วนะเพลง พี่แก้ไขมันได้"

พริมพยายามพูด ก็เหมือนที่เธอพยายามพูดเมื่อสี่ปีก่อน และเพลงรู้ดีว่าสุดท้ายแล้วพริมก็จะต้องยอมแพ้เหมือนเมื่อตอนนั้นนั่นแหละ

"พี่ทำไม่ได้หรอกค่ะ เพราะนั่นคือตัวพี่ พี่เปลี่ยนตัวเองไม่ได้หรอก เหมือนที่เพลงก็เปลี่ยนตัวเองไม่ได้"

ถ้าเพลงคือไฟ...พริมก็คือน้ำ...

เมื่อพบกันจะต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่เจ็บปวด เราไม่ควรรักกันตั้งแต่แรก เราอาจจะเป็นแค่ผลงานที่ผิดพลาดของกามเทพก็ได้นะ

เพลงเผลอหัวเราะเยาะเรื่องตลกร้ายที่กำลังเผชิญอยู่--เธอต้องหายไป เธอต้องเป็นคนตัดสายสัมพันธ์นั้น เพราะพริมทำมันไม่ไหวหรอก

"เพลงว่า...ให้มันเป็นแบบนี้แหละค่ะดีแล้ว"

ภาพสุดท้ายที่พริมเก็บไว้คือภาพรอยยิ้มของเพลงโดยมีลำแสงสุดท้ายห่มคลุม--รอยยิ้มที่เปื้อนด้วยหยดน้ำตา เธอไม่ได้เก็บภาพนั้นด้วยกล้อง แต่เก็บมันด้วยดวงตาและหัวใจ

นี่คือการกินบุญเก่าค่ะทุกคน คือการขุดงานเก่ามาโพส เพราะยังคิดงานใหม่ไม่ออก 5555555 ในเลข 5 มีน้ำตาซ่อนอยู่ แงงง







SHARE
Written in this book
เรื่องสั้นขยันเขียน
รวมมเรื่องสั้นของเก๊าเอง จับฉ่ายกันไปเลย 55
Writer
Sunflower38
Beginner
เจิดจ้า แจ่มใส ให้เหมือนทานตะวัน :) TW : Chirwa_Sunshine Joylada : Sunflower38, สนธยา2738

Comments