เศษเสี้ยวหนึ่งของชีวิตในดาลัต ภาค 2

25-05-2019
เช้าแสนสดใสพร้อมออกผจญภัยกันแล้ว


ทุกคนพร้อมออกเดินทางกันแล้ว สังเกตเห็นว่าทุกคนจะแต่งแฟชั่นฤดูหนาวเสสียมากกว่า เพราะดาลัตอากาศเย็น  แต่ก็มีเพื่อนฉันคนหนึ่งที่ไม่ว่าฝนจะตก แดดจะออก ก็จะแต่งตัวคอนเซปนักธุรกิจไฟแรงเสมอ ส่วนคนที่แต่งตัวเวอร์วังอลังการสุดก็คือเพื่อนสาว (ตุ๊ด) อีกคนกับฉันนี่แหละ เพื่อนมันก็เสื้อโค้ตกันหนาวสไตล์เกาหลีกับผ้าพันคอลายเบจ ฉันก็เสื้อไหมพรมสีโทนเย็นกับหมวกทรงจิตรกรสีครีมเหมือนตัวเองอยู่ยุโรปอย่างไรอย่างนั้น

เริ่มต้นด้วยอาหารเช้าสไตล์ฝรั่งเศสอย่าง ขนมปังฝรั่งเศสรับประทานกับพอร์คมีตบอลพร้อมซุปหมูโรยหน้าด้วยต้นหอมแสนอร่อย ในราคา 23,000 VND ก่อนออกเดินทางไปยังสถานที่แรก

ดังสัจธรรมของชีวิตที่ว่า ชีวิตย่อมมีปัญหาให้เรารับมือตลอดเวลา เรื่องมีอยู่ว่ารถมันไม่มารับพวกเราซักที เราจึงเรียกรถสองคันมารับไปเที่ยวในเวลาเดียวกัน คันหนึ่งก็แท็กซี่ของเวียดนาม อีกคันก็ Grab Car คือเรียกพร้อมกันมันไม่เท่าไหร่หรอก แต่เผอิญว่ารถ 2 คันดันมาพร้อมกัน เราก็ต้องรีบตัดสินใจเลือก สุดท้ายเลือกไปกับแท็กซี่ แต่...

คนขับแกร็บเจ้ากรรมเดินมาคุยกับคนขับรถของเราด้วยสีหน้าที่ชวนหาเรื่อง ตอนแรกนึกว่าจะมีปัญหาเรื่องแย่งลูกค้ากัน แต่ที่ไหนได้ พวกเขาคุยอะไรก็ไม่รู้แล้วเหมือนจะตกลงกันได้เฉยเลย! ไม่มีอะไรก็ดีแล้วค่ะ ไปเที่ยวกันเถอะแม่ ทุ่งดอกไม้รออยู่


Garden Hydrengeas จะเป็นที่แรกของวัน ที่เราจะเข้าไปสัมผัสกับความสวยงามของทั่งดอกไม้ไฮเดรนเยียสีฟ้าสวยสะพรั่ง ภาพแรกที่เห็นก็จะเป็นทุ่งดอกไม้กว้างใหญ่ การปลูกดอกไม้จะเป็นขั้นลงมาตามเนินเขา แต่ละที่จะมีโซนถ่ายรูปให้นักท่องเที่ยวได้เก็บภายกันตามสบาย (แต่ต้องไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม) ใครมาดาลัตแล้วไม่ได้มาที่ทุ่งดอกไม้แห่งนี้ถือว่ามาไม่ถึงค่ะ พวกเรา 6 ชีวิตสนุกกับการถ่ายรูปแนวๆกับทุ่งดอกไม้แสนสวยนี้มากจนพอใจ ก่อนจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งที่สองของวันค่ะ

ขอย้อนกลับไปตอนที่มีปัญหาของคนขับรถเมื่อซักครู่ คนขับรถที่พาพวกเรามาสวนดอกไม้ เขาบอกว่าเขาจะรอพวกเราและจะพาไปเที่ยวทุกที่ที่เราต้องการ (เรียกว่าให้เหมาเถอะ) ถ้ามันไม่มีปัญหาเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เราจะให้เขาพาไปอย่างสบายใจ แต่เคสนี้คือไม่ รุ่นน้องได้รับข้อความจากคนขับรถแกร็บทางแอปฯแกร็บว่า "Be careful" บวกกับพวกเราได้รับข้อมูลมาว่า มีแก๊งคนขับแท็กซี่แบบนี้แหละหลอกนักท่องเที่ยวแล้วก็ปล้นเงินและซ้อมหนักปางตาย ทำให้พวกเรา 6 ชีวิตรู้สึกไม่วางใจอีกต่อไป แล้วก็ให้เขาพาเราไปส่งที่ร้านกาแฟหนึ่งพร้อมบอกเขาว่าเราจะไม่ไปกับเขาอีกต่อไป

ร้านกาแฟชื่อดังอย่าง Tiem Ca Phe Tui Mo To ใครล่ะอยากจะพลาดกัน เป็นร้านกาแฟชื่อดังของดาลัตที่ขึ้นชื่อเรื่องการจัดร้านที่สวยแบบวินเทจด้วยดอกไม้และต้นไม้ชวนน่าผ่อนคลาย แถมยังน่าถ่ายรูปเก็บอีกต่างหาก จะเป็นแบลคกราวน์ที่ดีสำหรับการถ่ายรูปแนว Portrait ก็ได้ เป็นการถ่ายรูปแนว Landscape ก็ดี ส่วนเรืื่องความหลากหลายเครื่องดื่ม ไม่ค่อยแตกต่างจากร้านกาแฟอาร์ตของไทยเท่าไหร่ แต่อร่อยดีค่ะ พวกเราใช้ที่นี่เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจซักพักหนึ่ง แล้วก็สนุกกับการถ่ายรูปอย่างเต็มที่
การมานั่งร้านกาแฟทำให้พบว่า เราได้เจอคนสวย คนหล่อ และคนน่ารักเต็มไปหมด เชื่อเถอะว่าไม่ใช่ 100% ของคนทั้งร้านเป็นคนเวียดนาม คนต่างชาติอย่างเราก็มีเยอะเหมือนกันดื่มด่ำกับบรรยากาศวินเทจของคาเฟ่จนพอใจ เดินทางกันต่อไปยังสถานีรถไฟดาลัต ในจินตนาการน่ะ ฉันคิดไว้ว่าต้องเป็นสถานีรถไฟที่มีความวินเทจและคลาสสิกของสถาปัตยกรรมอันทรงเสน่ห์ คู่ควรแก่การเก็บภาพไว้ แต่ความจริงแล้วโดยส่วนตัวของฉัน ไม่ได้มีเสน่ห์อะไรมากมายขนาดนั้น เพราะเป็นสถานีรถไฟเก่าที่ไม่ได้ให้บริการแล้ว จึงมีแต่รถไฟเก่าแก่ 2-3 ขบวนให้ถ่ายรูปเก็บไว้เท่านั้น ประกอบกับนักท่องเที่ยวแห่กันมาตรึม มีแต่ร้านขายของ ทำให้เราไม่มีความรู้สึกที่อยากจะเก็บภาพไว้เลย แค่เดินชมให้รู้ว่าที่นี่เป็นอย่างไร

นอกจากจะพบกับความผิดหวังแล้ว เรายังต้องพบกับมรสุมชีวิตความเป็นเพื่อนที่ช่างรุนแรง เพื่อนฉัน 2 คนทะเลาะกันเรื่องละเอียดอ่อนระหว่างเดินทาง ด้วยความที่เพื่อน 2 คนนี้นิสัยไม่เหมือนกัน คนนึงจริงจัง ทำงานเป็นระบบแบบแผน อีกคนนึงเป็นไม่วางแผน ตามน้ำตามทะเล ไม่ชอบความจริงจัง ฉะนั้นเวลาไปไหนด้วยก็จะทะเลาะกันบ่อยๆแบบนี้ค่ะ สองคนนี้ทะเลาะกันหนักมากกลางสถานี ถึงขั้นเรา 4 ชีวิตแทบจะทำตัวเป็นกลางไม่ทัน เอาล่ะ ตอนนี้เราก็รับฟังเพื่อนเราทั้งสองคนไปก่อนนะ เคลียร์อย่างไรค่อยว่ากัน ตอนนี้เราจะต้องเดินทางกันต่อนะ
ทานข้าวเที่ยงที่ร้านอาหารไทยในเวียดนามดีกว่านะ เผื่อพวกมึงได้ดีขึ้นบ้าง
กลางป่าเขาดิบชื้นในน้ำตกดาทันลาที่สายฝนกำลังตกลงมาไม่ขาดสาย มี 6 ชีวิตที่นั่งหลบฝนอยู่ในร้านอาหาร เป็นร้านอาหารไทย ด้วยความหิว พวกเราจึงสั่งอาหารเป็นกับข้าวมารับประทานกัน พวกเราก็นั่งกินข้าวนั่งคุยกันปกติ แต่มีเพียงชายหนุ่มเจ้ากรรม 2 ชีวิตที่ต่างคนต่างไม่อยากหันหน้ามาคุยกัน เป็นช่วงเวลาที่น่าสงสารทั้ง 2 ฝ่ายแท้ ถ้ามองข้ามตรงนี้ไป เราก็ยังสนุกกันต่อได้ เนอะ

กว่าฝนจะหยุดตกกินเวลาไปหลายชั่วโมง ถึงจะได้เล่นโรลเลอร์ โคสเตอร์ คล้ายๆรถไฟเหาะส่วนตัวแบบแมนนวล ที่นั่งได้ 2 คน เส้นทางจะนั่งจะเทอมินัลไปยังน้ำตกดาทันลาชื่อดังของดาลัต ฉันนั่งกับเพื่อนตุ๊ดของฉัน รุ่นน้องสาว 2 คนนั่งด้วยกัน และรุ่นน้องหนุ่มนั่งเล่นคนเดียว ส่วนเพื่อนหนุ่มอีกคนเขาไม่เล่น ตอนเล่นยอมรับว่ามันน่าหวาดเสียวจริงๆ แต่ก็เอาความหวาดเสียวแลกกับความอยากรู้อยากลอง แปรผันเป็นความสนุกได้ไม่ยาก (เสียงกรี๊ดของตุ๊ดสาวคงจะบ่งบอกได้ อิอิ)

น่าเสียดาย วันนี้ฝนตก ทำให้ถ่ายรูปออกมาไม่สวยเท่าที่ต้องการ แถมสีน้ำตกกลับกลายเป็นสีชาเย็นแทนที่จะเป็นน้ำใส แต่ไหนๆก็มาแล้วฉันขอถ่ายรูปเก็บไว้เป็นความทรงจำหน่อยก็ยังดี 

หลังจากนั่งโรลเลอร์ โคสเตอร์กลับมาที่เดิมแล้ว พวกเราได้เดินทางต่อไปยัง Lam Vien Square จัตุรัสกว้างใหญ่สำหรับคนหนุ่มสาวที่มีโดมเขียวและอาคารรูปดอกไม้ตั้งตระหง่านอยู่ ไปถึงปุ๊บต่างคนต่างแยกย้ายไปถ่ายรูปตามอัธยาสัย ที่โดมเขียวคือร้านกาแฟที่มีที่ให้นั่งถึง 3 ชั้น นักท่องเที่ยวก็จะเยอะหน่อย ส่วนที่อาคารรูปดอกไม้ข้างในน่าจะเป็นฮอลประชุม ส่วนชั้นใต้ดินคือห้าง BigC เก๋ไก๋สไลเดอร์มาก ดิฉันลงไปเดินช็อปเพลินมากค่ะ

ความบันเทิงเกิดขึ้นในทริปเมื่อเราอยากจะไป Coi Xay Gio (ร้านขนมปังสีเหลืองชื่อดังที่คนชอบไปถ่ายรูปร้าน) แต่ดันมีหลายล้านสาขาในดาลัต ประเด็นคือ “Coi Xay Gio ที่ดังที่สุดในดาลัตอยู่ที่ไหน” เราก็เลยเอาชื่อที่อยู่ของร้านขนมชื่อดังไปถามคนเวียดนามดู ถามจนกว่าจะมั่นใจว่าใช่ที่นี่เพราะใช่ว่าคนเวียดนามทุกคนจะรู้ ถูกมะ

หลังจากที่ได้ที่อยู่ของร้านขนมชื่อดังที่สุด พวกเรา 6 ชีวิตก็สิงแกรบไปทันทีด้วยความที่กลัวแสงจะหมดลงก่อนจะได้ถ่ายรูป สรุปคือแสงหมดและฝนก็ยังตกอีก! 
อย่างไรก็ตามเราก็ถ่ายอยู่ดีนั่นแหละ ถ่ายท่ามกลางฝนเก็บไว้ดีกว่าไม่ได้ภาพถ่ายกับหน้าร้านขนมกลับไปเลย

...เพราะค่อยไปแต่งเอาก็ได้นี่

เสร็จแล้วพวกเราก็ซื้อขนมมานั่งกินที่ชั้นบนของร้าน บอกตรงๆว่าวงสนทนาค่อนข้างจะอึดอัด เพราะเพื่อนฉันตัวดีทั้ง 2 คนยังไม่คืนดีกันเลย (ส่วนน้องๆก็กินอย่างอร่อยมาก) พาลทำให้ฉันอิ่มตามไปด้วยทั้งที่กินขนมได้ไม่เยอะ

เพราะเพื่อนฉันทะเลาะกัน ฉันจึงกลายเป็นสื่อกลางระหว่างมัน 2 คนอย่างช่วยไม่ได้ เพราะพออีกฝ่ายเผลอก็จะถามฉันว่า “มันคุยไรกับมึงมั่ง” แล้วพอฝ่ายหนีเผลอ ฝั่งนู้นก็มาถามฉันด้วยคำตอบเดียวกัน ฉันจึงบอกให้พวกมันสองคนหันหน้าแล้วเคลียร์ให้เสร็จ ณ ดาลัตตรงนี้ ณ วันนี้ 

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ หลังจากกลับบ้านพัก มันสองคนก็ขึ้นไปเคลียร์ที่ห้องนานแสนนาน แล้วก็เสียงดังถึงข้างล่างที่ฉันกับน้องอีก 3 คนกำลังดูทีวีอยู่ หวังว่าโอกาสนี้จะทำให้พวกนางกลับมาดีกันเหมือนเดิมนะ /ภาวนาไปก่อน/

ส่วนฉันและน้องๆที่ไม่ได้มีปัญหาอะไรก็นั่งคุยไปเรื่อยอย่างออกรส แถมยังได้สนุกกับการผัดมาม่าใส่เบียร์อีกด้วย ฟังไม่ผิดหรอก มาม่าผัดใส่เบียร์เวียดนาม เด็กบ้า แกจะเอาเบียร์มาประยุกต์กับอาหารทุกอย่างไม่ได้เว้ย วิธีทำคือต้มเส้นให้สุก แล้วเอาเส้นมาผัดกับเครื่องปรุงพร้อมกับเบียร์ครึ่งกระป๋อง (หรือ 1 กระป๋องวะ) แค่นี้ก็ได้มาม่าผัดขี้เมา (ของแท้) แล้วจ้า ถึงมันจะดูแปลกๆ แต่พอลองกินเข้าไป ดันอร่อยขึ้นมาซะงั้นแล้วฉันกับน้องๆก็กินเพลินจนต้องผัดมันอีกรอบ ฮ่าฮ่า

เวลากำลังเดินผ่านไปใกล้จะถึงวันกลับแล้วทุกที ขอให้พวกมึงดีกันไวๆ กูจะได้สบายใจ /ฉันคิด/

ในวันนี้เป็นวันสุดท้ายที่พวกเราจะอยู่ที่เวียดนาม การเดินทาง 4 วันในแดนคอมมิวนิสต์เต็มไปด้วยเรื่องราว ความทรงจำสีต่างๆมากมาย มีทั้งเรื่องดีๆที่ทำด้วยกัน และก็มีเรื่องแย่ๆที่ต้องแก้ปัญหาร่วมกัน เรื่องราวเกิดขึ้นได้พร้อมๆกันได้เหมือนเพื่อนรักกำลังปรับความเข้าใจ ในขณะที่คนที่เหลือกำลังสนุกกับผัดมาม่าสูตรประหลาด อย่างไรก็ตามก็จะเป็นประสบการณ์เดินทางหนึ่งที่มีค่ามากๆในชีวิตของฉันเลยล่ะ

พรุ่งนี้เรากลับไทยกันแล้วนะ :)

ขอให้ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี

เพิ่งมาได้เขียนเรื่องต่อให้จบก็วันนี้แหละค่ะ เราเพิ่งจะมีเวลาว่างหลังจากที่วุ่นกับงานกราวด์ 

ขอบคุณที่ตามอ่านกันมานะคะ ต่อไปนี้เราจะไม่เขียนเรื่องเวียดนามแล้วค่ะ หากมีคอนเทนต์ดีๆที่น่าสนใจ เราจะเอามาเขียนให้ทุกคนได้อ่านกัน

ลาก่อนนะทุกคน
ลาก่อนนะเวียดนาม
ลาก่อนนะ ฉันในวันที่ 24-28 พฤษภา







SHARE

Comments