ค่าย lead up ค่ายที่ไม่ใช่แค่สร้าง “ผู้นำ”
     เนื่องจากประทับใจค่ายมาก ฟ่าเลยจะมาเล่าสู่กันฟังถึงเรื่องราวในค่ายจากมุมมองของเราค่ะ ค่ายนี้คือโครงการ Lead Up : USG Alumni Leadership Training Seminar โครงการพัฒนาผู้นำเยาวชน โดยศิษย์เก่าโครงการแลกเปลี่ยนทุนรัฐบาลสหรัฐอเมริกาแห่งประเทศไทย ภายใต้สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย (นั่นแหละค่ะชื่อยาวเนอะ5555 ) เป็นค่ายอบรมสองวัน โดยตอนแรกฟ่าบังเอิญเจอค่ายในระหว่างหาข้อมูลบางอย่างอยู่ เลยคลิกเข้าไปดูแล้วเกิดมีอะไรดลใจไม่รู้ ทำให้ฟ่าสมัครค่ายนี้ ตอนที่อ่านรายละเอียดค่ายฟ่าเข้าใจแค่ว่า ค่ายนี้เกี่ยวกับการพัฒนาความเป็นผู้นำ และสามารถนำความรู้ที่ได้รับจากในค่ายไปปรับใช้ในชีวิตได้ แต่จริงๆแล้วการไปค่ายสองวันนี้เป็นเพียงเฟสแรกของโครงการ หลังจากได้รับการอบรมแล้ว เราจะต้องนำความรู้ที่ได้ไปใช้จริงในการลงสำรวจชุมชน เพื่อหาปัญหาของชุมชน เป็นเวลาหนึ่งเดือน และเฟสที่สามคือ การเขียนโครงการแก้ไขปัญหาส่งเพื่อชิงทุนในการทำโครงการต่อ จำนวน 1,000 เหรียญสหรัฐ

     ความรู้ที่ได้รับหลักๆจากค่ายที่ตัวฟ่าได้เรียนรู้มีอยู่หลักๆ สองอย่างค่ะ
1)Human-Centered Design
มันคืออะไร ถ้าตามความเข้าใจของเรามันคือการที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลางในการทำอะไรสักอย่างร่วมกันอย่างลงตัวและทุกคนได้ใช้ศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่
ตัวนี้เป็นตัวเปลี่ยนความคิดในด้านการเป็นผู้นำของหนูมากค่ะ แต่ก่อนหนูเคยคิดว่าการเป็นผู้นำคือการเป็นผู้ตัดสินใจและนำทีมทำเรื่องต่างๆ แต่ระบบนี้ต่างออกไปค่ะ การตัดสินใจของเราจะไม่ใช่แค่ของตัวเองแต่เป็นการตัดสินใจที่เกิดขึ้นจากทุกคนค่ะ พวกเราได้ความคิดเห็นกัน ได้ร่วมกันคิด ร่วมกันถาม ร่วมกันตอบ จนในท้ายที่สุดจึงตัดสินใจด้วยกัน หากเป็นงานทำงานที่ผ่านมาของหนู หนูเพียงจะพิจารณาจากสิ่งต่างๆรอบตัว แต่ว่าไม่เคยถามแบบจริงจังแบบในค่ายเลย หนูถามนิดหน่อยแล้วคิดต่อเอาเองว่าควรจะทำยังไงให้ตอบโจทย์อะไรที่เพื่อนต้องการ หากแต่ ในส่วน Human-Centered Design เราไม่เพียงแค่ถามถึงสิ่งเป็นปัญหา หรือถามถึงสิ่งที่เขาต้องการแล้วมาคิดวิธีเองเพียงคนเดียว แต่หากเป็นการที่ทุกกระบวนการมีคำว่า”เรา “ ไม่มีใครเป็นผู้นำอย่างเดียวไม่มีใครเป็นเพียงผู้ตามค่ะ ซึ่งตรงนี้ก็คือฟ่าคงคิดว่าสิ่งที่โครงการต้องการคือให้เราและชุมชนเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาร่วมกันค่ะ

2.PB หรือ Participatory Budgeting
กระบวนการ Human-Centered Design เป็นกระบวนที่ทำให้เราได้ดึงเอาศักยภาพของทีกคนมาใช้อย่างเต็มที่ แต่PB คือการที่ทุกคนมีสิทธิ์ในการเลือกสิ่งที่เขาต้องการค่ะ ถ้าพูดง่ายๆแบบที่ฟ่าเข้าใจเอง มันคือการโหวตหาผลลัพธ์โดยเสียงของทุกคนค่ะ โดนก่อนที่จะเริ่มกระบวนการนี้ สิ่งที่สำคัญมากๆคือ ต้องให้เจ้าของเสียงค่ะ รู้สึกว่าเสียงของตัวเองมีค่าและมีผลกระทบต่อพวกเขาเอง ไม่งั้นการโหวตนี้ก็จะไม่ต่างจากการโหวตแบบทั่วไป โดยในค่ายจะมุ่งเน้นไปที่การโหวตหาหนทางแก้ไขในชุมชนต่างๆค่ะ
มาถึงตรงนี้ฟ่าเชื่อว่าคงมีคนที่ไม่ได้ไปค่ายจะสับสนและไม่เข้าใจความแตกต่างของสองอย่างนี้แน่ๆ ฟ่าเองก็ยังไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ อาจจะเขียนออกมาผิดพลาดได้ แต่ตามที่ฟ่าเข้าใจ Human-Centered Design คือการทำให้ทุกคนเป็นผู้นำและมีส่วนร่วม แต่ Participatory Budgeting เป็นการร่วมกันโหวตเพื่อหาสิ่งที่ทุกคนต้องการค่ะ



     ตอนแรกเราไม่ได้คาดหวังอะไรกับค่ายนี้เลยค่ะ ส่วนตัวคือเราค่อนข้างมีความเป็นผู้นำสูงอยู่แล้ว เลยไม่ได้ตื่นเต้นในส่วนของค่ายมากเท่าไหร่ (แต่ว่าก็แปลกตอนเห็นโครงการแล้วมันเหมือนมีอะไรบางอย่างดลใจให้สมัคร) ค่ายนี้จัดที่มหาลัยสยาม ตอนแรกเราหลงทางนิดหน่อยด้วยค่ะ5555 ทว่าทุกความคิดและความรู้สึกก็เปลี่ยนค่ะ พอได้เข้าร่วมโครงการ ความรู้สึกแรกหลังจากได้เห็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในโครงการและเพื่อนร่วมโครงแล้วคือ คุณพระ!!! มีพี่มหาลัยเยอะแยะเลย คือช่วงอายุของคนในค่ายที่โครงการกำหนดไว้คือ ช่วงอายุ 15 -25 ปี เราอายุ 17 ทำให้ในค่ายนี้เราค่อนข้างที่จะเด็กมาก (แอบเลิ่กลั่กในใจเล็กน้อย)
      ในส่วนของตัวกิจกกรม ในตอนแรกๆ ทางค่ายเขาก็มีเกมมาละลายพฤติกรมมก่อนเหมือนค่ายอื่นๆค่ะ หลังจากนั้นก็มีการจับกลุ่มสัมภาษณ์ผู้อื่น(พูดธรรมดาๆก็ให้ทำความรู้จักกันค่ะ แต่เป็นการทำความรู้จักกันแบบค่อนข้างละเอียด) ฟ่าก็ชอบส่วนของกิจกรรมนี้มากเพราะทำให้ได้รู้จักกับคนในค่าย และด้วยคำพูดของทางค่ายบวกกับท่าทีที่เป็นมิตรจากคนอื่นๆ ทำให้ฟ่าไม่ค่อยเขินอายที่จะคุยกับคนอื่นเท่าไหร่ค่ะ หลังจากนั้นก็มีกิจกรรมให้ทำต่อ รู้สึกตัวอีกทีก็ทำกิจกรรมทีแทรกไปด้วยความรู้เรื่องHuman-Centered Design แล้วค่ะ แต่ในส่วนกิจกกรรมของวันแรกที่ฟ่าจำได้แม่น คือ World Cafe ค่ะ คือเป็นคาเฟ่ที่ทุกคนมาแลกเปลี่ยนความคิดกันอย่างไม่มีขีดจำกัดค่ะ เขาจะเรานั่งเป็นโต๊ะ โต๊ะละ 4 คน โดยทางค่ายให้โจทย์มา ในโต๊ะจะต้องมีคนนึงเป็นโฮสต์ โฮสต์มีหน้าที่กระตุ้นผู้อื่นและแสดงความคิดเห็นในการตอบโจทย์ค่ะ ฟ่าเองก็ได้เป็นโฮสต์อยู่รอบนึง สนุกมากๆเลยค่ะ มันจะมีช่วงนึงที่เราใช้สมองกันมานานมาก ทำให้สมองเริ่มตัน ทางค่ายเลยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์จากสมองอันเหนื่อยล้าของพวกเราด้วย การให้โจทย์มาว่า “จะทำยังไงให้ได้เงินร้อยล้านภายในวันพรุ่งนี้” ซึ่งกลุ่มของฟ่าก็ได้คิดวิธีมากมาย ความคิดอกุศล ผิดศีลธรรม และเสี่ยงคุกนี่มาเต็มเลยค่ะ ทำให้เรารู้ว่าถึงแม้สมองจะคิดอะไรมามากมายแล้ว แต่ว่ามันยังคิดอะไรสร้างสรรค์ได้อีกเยอะแยะเลยค่ะ ฟ่าขอข้ามไปวันที่สองนะคะ เนื่องจากจำรายละเอียดไม่ค่อยได้แล้ว (ขออภัยในความไม่ละเอียดค่ะ) วันที่สองค่ะ ช่วงเช้ายังมีเกมและกิจกรรมยืดเส้นยืดสายเหมือนเดิมอีกเช่นเคย หลังจากนั้นก็มีการเล่นคาฮูด เพื่อทบทวนความรู้ กลุ่มของฟ่า ตอบได้ทุกข้อค่ะ แต่พลาดไปสองข้อด้วยเหตุสุดวิสัย ถัดจากนั้นก็เป็นการพูดบรรยายในหัวข้อ Participatory Budgeting ( PB ) พอการบรรยายจบค่ายก็ให้พวกเราสวมบทบาทเพื่อได้ลองทำ PB กันจริงค่ะ โดยจะแบ่งเป็นทีมย่อยๆสิบทีม และแบ่งทั้งสิบทีมเป็นฝั่งละห้า ให้ฝั่งนึงเป็น ผู้เข้าไปทำ PB ในชุมชุน เพื่อเข้าไปช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้คนในชุมชนนั้น อีกฝั่งจำลองเป็นชุมชน ให้ฝั่งแรกเข้ามาทำ PB  ตอนเป็นคนทำ PB นี่คิดหนักมากเลยค่ะ เพราะต้องคิดอยู่ตลอดว่าจะทำยังไงให้ชาวบ้านเปิดใจให้ความร่วมมือตอบคำถาม ปัญหาของชาวบ้านมีมากมาย แล้วปัญหาไหนละสำคัญสุด แล้วปัญหาที่ว่าจะแก้ยังไง แล้วเราจะแก้ไขปัญหายังไงให้ได้ตรงกับสิ่งที่ชาวบ้านต้องการ ให้ตรงกับอนาคตที่เขาวาดฝันไว้ เราจะเชื่อมอดีตที่เป็นปัญหาตอนนี้กับอนาคตของพวกเขายังไง ซึ่งกิจกรรมมีเวลาจำกัดค่ะ ทำให้ในส่วนของกระบวนการแก้ปัญหาที่จะไปให้ชาวบ้านเลือกโหวตไม่ได้ตอบโจทย์ชาวบ้านมากนัก กลุ่มของเราขาดการให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการคิดวิธีแก้ปัญหาค่ะ และวิธีแก้ปัญหาของกลุ่มเราก็พึงพาภาครัฐเสียมาก ทำให้เป็นจริงได้ยาก แต่แล้วทุกความเครียดเราก็ได้โยนทุกไปค่ะ เมื่อถึงตาพวกเราเป็นชาวบ้าน พวกเราก็จัดหนักจัดเต็มเลยค่ะ ธีมของพวกเราคือ หมู่บ้านอันห่างไกลที่ขาดการศึกษาและเชื่อแต่ไสยศาสตร์ค่ะ ความยากของชุมชนนี้คือ ความเชื่อที่แรงกล้าหรือความงงาย กับ ความขาดความรู้ค่ะ เมื่อมีคนเข้ามาแน่นอนพวกเราย่อมไม่เปิดใจให้ล้วงถามอะไรได้ เพราะเราเป็นหมู่บ้านปิดที่ไม่เข้าใจอะไรความหวังดีในการจะแก้ไขปัญหาของอีกฝ่ายเลย เพราะเรางมงายค่ะ อีกฝ่ายคือคิดหนักเลยค่ะ แต่สุดท้ายกิจกรรมก็จบลงด้วยดี กิจกรรมสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดคือ การจับทีมเพื่อลงพื้นที่จริงในอีกหนึ่งเดือนหลังจากนี้ค่ะ และกิจกรรมอันสุดท้ายจริงๆ คือการบอกลาและปิดค่ายค่ะ

      เรื่องค่าใช้จ่ายและอาหารการกินคือ ค่ายนี้ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ และอาหารคือมีเลี้ยงสองมื้อ มื้อกลางวันและมื้อเย็น พร้อมทั้งมีของว่างให้อีกสองเวลา บอกเลยว่าอิ่มอร่อยมากค่ะ

       อีกอย่างนึงที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือทุกคนในค่าย พี่ๆทีมงานทุกคนคือใจดีมากกกกกกกกกกกกกกกกก พี่ๆทุกคนคือตั้งใจทำกิจกกรมให้พวกเรามาก และคอยเทคแคร์พวกเราตลอด คอยแนะนำตอบคำถามไม่ขาด ประทับใจมากๆ มีช็อตนึงที่ค่อนข้างช็อก ก็คือตอนจบค่ายเราไปบอกลาพี่ค่าย เราก็พูดอะไรกันเล็กน้อย แล้วพี่เขาทำท่าจะก็กอดเรากัน เราก็แบบตกใจเพราะเราไม่ค่อยโดนใครกอด ขนาดเพื่อนสนิทหรือครอบครัว เราก็โดนกอดน้อยมากๆ ตอนจะโดนกอดเลยตกใจนิดหน่อย แต่เราก็ไม่ได้แสดงท่าทีตกใจหรืออะไร เราก็แค่อ้าแขนแล้วกอดกลับ จริงๆไม่ได้รู้สึกแย่อะไรเลย หลังความตกใจจางไป มันเหลือเป็นเพียงความอบอุ่นใจ มันบอกไม่ถูกเหมือนกันแต่มันมันค่อนข้างจักจี้หัวใจอยู่หน่อย ไม่เพียงแต่กอดของพี่ค่ายเท่านั้นที่ทำให้เรารู้สึกอบอุ่น แต่รอยยิ้มของพี่ๆเพื่อนๆทุกคนที่เราได้รับก็ทำให้เรารู้สึกดีมากๆ ( แต่รอยยิ้มของบางคนก็อาจจะพิเศษกว่าหน่อย : ) บางคนเราไม่เคยคุยกัน เพียงแต่เราบังเอิญสบตากัน เราก็กลับยิ้มให้กันอย่างไม่เขินอายเหมือนรู้จักกันมานาน พี่ค่ายได้กล่าวไว้ว่า ไม่มีใครเป็นคนแปลกหน้าทุกคนคือเพื่อนที่เรายังไม่เคยได้คุยกันต่างหาก เราว่ามันก็จริงแหละ สำหรับคนที่ได้คุยด้วยเราก็ได้รับรู้เรื่องราวและแลกเปลี่ยนอะไรกันมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่คน แต่ทุกคนก็เปิดโลกที่เราไม่รู้จักมากมาย และยังมีอะไรหลายๆอย่างที่ได้ทำร่วมกับคนในค่ายแล้วรู้สึกสนุกมากๆ ทั้งหมดที่ว่ามาก็กลายเป็นความทรงจำ แม้มันจะเป็นเวลาที่สั้นมาก แต่สิ่งที่น่าจดจำก็จะอยู่ในใจของเราไปอีกนาน ไม่ว่าจะเป็นความรู้หรืออะไรดีๆในค่าย มันก็จะอยู่กับเราต่อไป

      ถ้าถามเราว่าผิดหวังมั้ยที่มาค่าย เราบอกเลยว่าไม่ และได้รับอะไรมาเต็มไปหมด เกินคาดมาก สุดท้ายนี้ก็ขอขอบคุณทุกท่านที่เกี่ยวข้องที่ทำให้เกิดค่ายนี้ทขอบคุณพี่กานที่โทรตามทำให้ได้มาค่าย ขอบคุณพี่ๆตากล้องที่ถ่ายรูปเก็บไว้ให้ และขอบคุณพี่ๆน้องๆทุกคนที่ยิ้มแย้มให้กัน ไว้มีโอกาสหน้าคงได้พบกันใหม่ค่ะ

ทั้งหมดนี้เขียนด้วยความประทับใจและความรู้สึกที่มีต่อค่ายจริงๆ ในตอนแรกจึงมีการใช้สรรพนามด้วยชื่อผู้เขียนเอง เพื่อให้ผู้เขียนเองได้ถ่ายทอดอารมณ์ได้เต็มที่ หากผิดพลาดในประการใดก็ขออภัยไว้นะที่นี้ค่ะ







SHARE
Writer
Chanati
You only live one
เรื่องเล็กๆในแต่ละวัน ที่ธรรมดาแต่สุดแสนจะพิเศษ

Comments

MYRO
7 days ago
ไว้เจอกันนะคะ #จากคนเข้าค่าย Lead Up ด้วยกัน : )
Reply
Chanati
7 days ago
หู้ยใครอ่ะ ดีใจนะคะที่เข้ามาอ่าน
ifxcktheworld
5 days ago
เฮ้ย นี่ก็ไปมา แต่เป็นของภาคใต้แหละ อ่านแล้วเหมือนย้อนกลับไปตอนอยู่ในค่ายเลย :-)
Reply
Chanati
5 days ago
หู้ยยย พีคอ่ะ55555