ทริปตามล่าหาไก่งวง วันที่ 2 (Part 2) เมืองดีมีตำนาน
หลังจากได้มือถือเครื่องที่หายไปกลับมาอยู่ในอ้อมอกอ้อมใจ ฉันก็เริ่มเที่ยวอย่างสบายใจ แต่เนื่องจากแทบไม่ได้ทำการบ้านอะไรมาเลยนอกจากค้นหาว่าสถานที่หลัก ๆ ที่ควรไปเยี่ยมชมสักการะคืออะไร ก็เลยคิดว่าจะซื้อ Local ทัวร์เอา จะได้ไม่พลาดสถานที่เล็ก ๆ น้อยๆ แต่ด้วยความที่ต้องรอเอามือถือคืนตอน 11 โมง แผนนี้ก็เลยต้องพับไป วันนี้ก็เลยเริ่มต้นที่ Ephesus เพราะว่าไม่ไกลจากตัวเมือง Selcuk มากนัก นั่งรถมินิแวนจากท่ารถแค่ไม่เกิน 10 นาทีก็ถึงแล้ว

Ephesus เป็นเมืองจากยุคกรีกคลาสสิค (Classical Greek) ซึ่งเป็นช่วงที่ทั้งตัวเมืองและอารยธรรมกรีกเจริญรุ่งเรื่องเบ่งบาน ตามตำนานแล้ว Ephesus ถูกสร้างโดยเจ้าชายจากเอเธนส์คนหนึ่งนามว่า Androklos ซึ่งออกจากเมืองหลังจากที่พ่อได้ตายลง Androklos ไม่เหมือนคนจีนแทนที่จะเชื่อฮวงจุ้ยและซินแส Androklos เลือกเชื่อคำพยากรณ์จากวิหารศักดิ์สิทธิ์แห่งเดลฟี (Oracle of Delphi) ว่า "ปลาและหมูป่าจะชี้ทางให้เจ้าเอง" ซึ่งฉันว่าเป็นคำพยากรณ์ที่งงกว่าคำอธิบายซินแสเรื่องฮวงจุ้ยอีกมั้ง แต่เอาเถอะมันคือตำนานก็อย่ามีคำถามมาก 

Androklos ออกเดินทางมายังแถบอนาโตเลีย (ซึ่งก็คือย่านตอนกลางค่อนมาทางตะวันตกของตุรกีนี่แหละ) ในขณะที่พักเหนื่อยปิ้งปลาอยู่ อยู่ดี ๆ ก็มีหมูป่าโผล่ออกมาจากพุ่มไม้ ทันใดนั้นก็มีภาพแฟลชแบ็คในหัว Androklos เป็นเสียงคำพยากรณ์ "ปลาและหมูป่าจะชี้ทางให้เจ้าเองๆๆๆๆ" ทันทีที่สติมา Androklos ก็ปาไม้เสียบปลาย่างทิ้งลงพื้น และควบม้าตามหมูไป หมูวิ่งหนีตายจนมาหมดแรงในสถานที่ที่เป็นเมือง Epesus พอจับหมูได้ Androklos ก็จัดการเชือดหมู แล้วก็เอาที่เชือดหมูนี่แหละสร้างเมือง (โถ...เจ้าหมู)

ผู้คนก็เชื่อกันว่า Androklos เป็นคนสร้างเมืองเชือดหมูนี่กันอยู่นานนม จนวันหนึ่ง นักประวัติศาสตร์หลาย ๆ คน รวมถึงHerodotus ผู้ได้รับการอวยว่าเป็นบิดาแห่งประวัติศาสตร์ก็มากลับลำตำนานเมืองเชือดหมูไปซะเฉย โดยบอกว่า จริง ๆ แล้วคนสร้างเมืองน่ะไม่ใช่ Androklos แต่เป็น Ephos ซึ่งเป็นราชินีจากเผ่า Amazon ที่เป็นเผ่านักรบหญิงล้วนต่างหาก อ้าวหนังคนละม้วนไปอีก แต่ไม่ว่าใครจะเป็นคนสร้าง Ephesus ก็กลายเป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่รุ่งเรืองในแถบตะวันออก ปริมาณประชาชนชาว Ephesus ระดับพีคสุดอยู่ที่ประมาณ 250,000 คน (นับยังไงวะ?) ตลอดการดำรงอยู่ของ Ephesus การครองเมืองก็ถูกเปลี่ยนมือไปเรื่อย ๆ  

ขอเล่าเรื่องการแย่งชิงกันเฉพาะเรื่องหลัก ๆ ที่คิดเอาเองว่าสนุก 

หลังจาก Ephesus เป็นสมบัติผลัดกันชมของเมืองต่างๆ วันหนึ่ง Ephesus ก็มาอยู่ในมือกษัตริย์จาก Lydians ซึ่งในช่วงที่ถูก Lydians (ปัจจุบันอยู่ในตุรกีและเอเชียไมเนอร์) ปกครอง ก็มีการฟอร์มสหพันธรัฐขึ้นชื่อ Ionions Federal ซึ่งรวมชาติพันธมิตรแถบๆ ตุรกี เอเชียไมเนอร์ และเมืองในกรีกทั้งหมด 12 เมืองเข้าด้วยกันซึ่ง Ephesus ก็เป็นหนึ่งในนั้น ก็คงจะอยู่กันมาได้แบบเรียบๆ เรื่อยๆ ถ้ากษัตริย์ของ Lydians ไม่เกิดเปรี้ยวยกพวกไปตีกับเปอร์เซีย

ในระหว่างที่ Lydians กับเปอร์เซียกำลังโรมรันพันตูกันอยู่ พระเจ้าไซรัสมหาราชของเปอร์เซียก็คงคิดว่า Lydians มันมี Ionions Federal เป็นแบ็ค เกิดมันจับมือรุมกินโต๊ะกูขึ้นมาแลจะชิบหาย ยุให้มันแทงกันเองดีกว่าไซรัสเลยส่งนกพิราบไปที่บรรดาชาวแก๊ง Ionions ว่าไหน ๆ ตอนนี้อิ Lydians มันก็ปวดหัวกับการรบกับกูแล้ว มึงก็แข็งข้อยึดเมืองไว้เองเลยดิจะทนให้มันเข่นอยู่ทำไม (เรื่องข้อเสนอให้แข็งข้อน่ะจริง แต่เรื่องนกพิราบกะรายละเอียดนี่แต่งเองนาจา) ปรากฏว่านอกจากจะยุไม่ขึ้นแล้วก็ยังเสือกจะไปเข้าข้าง Lydians อีก ไซรัสก็เลยช่างแม่งและทดความแค้นไว้ในใจ

เนื่องจากเปอร์เซียในยุคของพระเจ้าไซรัสมหาราชนั้นมิใช่ขี้ๆ Lydians ก็เลยแพ้ไป ส่วนพลพรรค Ionions หลังจากเห็นลูกพี่แพ้เลยแก้ลำด้วยการขอเจรจาสันติภาพ แต่ไซรัสบอกว่า "สันติภาพบ้านป้ามึง" แล้วก็ยึดดินแดน Ionions ทั้งหมดมาเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรมันซะเลย แต่หลังจากอยู่ใต้อาณัติเปอร์เซียไม่นาน ชาว Ephesus ก็ทนไม่ไหว เพราะเปอร์เซียรีดภาษีหนักเหลือเกิน แต่ผู้ปกครองก็ไม่เห็นจะทำอะไรที่จะทำให้ชีวิตชาว Ephesus ดีขึ้นเลยสักนิด (เดี๋ยวๆ นี่พูดถึงที่ไหนแน่เอาดี ๆ) ก็เลยจัดการล้มล้างซะแล้วกลับไปเข้ากับกรีก 

ต่อมาพอมีสงครามระหว่างเอเธนส์กับสปาร์ตา (สงคราม Pelopnnesian) Ephesus ดันไปเข้าข้างสปาร์ตาซึ่งมีเปอร์เซียหนุนอยู่อีกทีนึงไปซะอย่างงั้น สงครามยืดเยื้อยาวนานแบ่งเป็นสามช่วงจบลงด้วยชัยชนะของสปาร์ตา Ephesus เลยกลับไปตกอยู่กับ เปอร์เซียอีกหนึ่งคำรบ แต่เรื่องยุ่งยังไม่จบเพียงเท่านั้นเรื่องจากโลกเรามี Alexander the Great เมื่อ Alexander ไล่ปราบไล่ตีเมืองต่าง ๆ ไปเรื่อยๆ จนเอาชนะเปอร์เชีย ได้เมืองใด ๆ ภายใต้อาณัติเปอร์เชียก็ล้วนตกเป็นของ Alexander ทั้งสิ้น หลังจากนั้น เมืองก็เปลี่ยนมือกันไปกันมาจนผ่านมาถึงยุคโรมัน Ephesus ก็ยังคงเป็นเมืองใหญ่ที่ใครผ่านไปใครผ่านมาก็ล้วนต้องแวะทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดผู้เอามีดเสียบ Caesar ซะมิดด้ามอย่าง Brutus และ Cassius หรือคู่รักกุ๊กกิ๊กอย่าง Mark Antony และ Cleopatra

Ephesus มาถึงจุดสูงสุดเมื่อได้รับการสถาปนาให้เป็นเมืองหลวงทางฝั่งเอเชียแทน Pergamum และก็ดำรงอยู่ในจุดนั้นอีกประมาณสองร้อยกว่าปีจนมาถูกพวก Goths (ปัจจุบันอยู่ในเยอรมนี) ซึ่งเป็นพวกป่าเถื่อนทำลายซะราบ แม้หลังจากนั้นจะได้รับการบูรณะจนกลับมาดีดังเดิม แต่เมืองเริ่มมาลดบทบาทความสำคัญลงในยุค Byzentine จนเป็นแค่เมืองร้างเนื่องจากอ่าวในบริเวณที่เมืองตั้งอยู่ตื้นเขินขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่เหมาะกับการทำการค้าอีกต่อไป นอกจากนั้นมาลาเรียก็ระบาดจนผู้คนเริ่มอพยพออกไปจากเมือง เมืองก็ค่อยๆ ร้างนับแต่นั้นเป็นต้นมา ในปัจจุบัน Ephesus ก็ไม่มีใครอยู่อาศัยกลายเป็นแหล่งโบราณสถานและสถานที่ท่องเที่ยวไป

ทางเข้า Ephesus นี่คุณสามารถเลือกเข้าได้สองด้าน คือทางฝั่งด้านบนคือทางเข้าฝั่งวิหารฮาเดรียน คุณก็จะเดินชมเมืองแบบลงเนิน หรือคุณจะเข้าฝั่ง Gymnasium ซึ่งเป็นฝั่งด้านล่าง การชมเมืองก็จะเหนื่อยหน่อยเพราะต้องไต่เนินชมเมืองไป ฉันเข้าทางฝั่ง Gymnasium การเดินขึ้นมันไม่ได้ทำให้คุณเหนื่อยขนาดนั้นหรอกเพราะคุณต้องแวะตามจุดต่างๆ ไปเรื่อยๆ ซึ่งคุณจะเหนื่อยเพราะต้องปีนป่ายสิ่งก่อสร้างเหล่านั้นมากกว่าเหนื่อยเพราะเดินขึ้นเนิน และหมดแรงเร็วขึ้นจากแสงแดด หากใครนิยมชมชอบซากปรักหักพังและคิดว่าต้องใช้เวลาอยู่ที่นี่นาน ก็ให้มาแต่เช้าแล้วจบทริปตอนเที่ยงก็จะกรอบเกรียมน้อยหน่อย

ฉันว่าด้วยความที่ Ephesus  มันเป็นเมืองโบราณ ที่เพิ่งถูกทิ้งร้างไปไม่นาน (ประมาณพันปี) ไม่ได้รับความเสียงหายจากภัยธรรมชาติมากนัก แล้วก็เป็นเมืองมรดกโลก เลยได้งบมาบูรณะเยอะ สิ่งปลูกสร้างต่างๆ เลยอยู่ในสภาพค่อนข้างดี โดยเฉพาะ Celcus Library ที่ฉันว่าสภาพยังคงมีความเป็นอาคารอยู่มาก ถ้าเทียบกับสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ รายละเอียดเช่นรูปสลักนูนต่ำ และนูนสูงทั้งหลายก็ยังชัดเจนอยู่

ฉันสังเกตุว่ากลุ่มเมืองของยุคกรีกและโรมันทุก ๆ ที่มักจะมึงสิ่งก่อสร้างที่มีฟังก์ชั่นการใช้งานเหมือนกัน ๆ (ไว้จะอธิบายเพิ่มเติมตอนถัดไป) แต่มีสิ่งหนึ่งที่ฉันก็สงสัยว่าเมืองอื่นๆ จะมีสิ่งก่อสร้างนี้ในกลุ่มเมืองแบบ Ephesus มั้ยคือ "ซ่อง" แน่นอนโสเภณีเป็นอาชีพที่เก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษย์ ทุกที่มีซ่องหมดแหละฉันเชื่อแบบนั้น แต่ซ่องใน Ephesus นี่ตั้งอยู่ข้างวิหาร Hadrian ซึ่งจากที่อ่านมา เขาก็ว่ากันว่าซ่องนี้มันก็ไม่ได้จะลึกลับอะไร 

ฉันว่าถ้าในความเข้าใจของเหล่าคนไทยผู้ปวารณาชุดศีลธรรมแบบวิคตอเรียนก็จะดูประหลาดไปหน่อย ที่ซ่องดันมาอยู่ข้างวิหารบูชาจักพรรดิ แต่สำหรับยุคนั้นฉันว่าเรื่องเพศมันก็ไม่ได้ผิดผีเลวร้ายอะไร ก็ดูแต่เทพอย่างซุสที่คนเคารพบูชากันสิ แปลงร่างเป็นฝนบ้าง หงส์บ้าง วัวบ้างเพื่อเสพสมกับบรรดาหญิงสาว นางพรายทั้งหลาย เอาจริง ๆ แล้วฉันว่าตำนานสยิวกิ้วยุคใหม่ ๆ ยังไม่หวือหวาเท่าตำนานเทพปรกรณัมกรีกเลยให้ตาย

ฉันปีนป่ายเดินขึ้นลงเนินจนหมดแรงแล้วก็ตัดสินใจเดินย้อนกลับไปตรงทางเข้าฝั่ง Gymnasium เพื่อขึ้นรถกลับเข้าเมือง แน่นนอน นั่งมินิแวนกลับเหมือนเดิม พอกลับเข้ามาในเมืองเสร็จแล้วฉันก็เดินเล่นไปเรื่อยๆ จนไปเจอมัสยิดอยู่ที่หนึ่งซึ่งก่อนจะกลายสภาพมาเป็นมัสยิดมันเคยเป็นโบสถ์มาก่อน และก่อนจะเป็นโบสถ์มันก็เคยเป็นวิหารบูชาเทพเจ้ามาก่อน ในตุรกีมี "การทับที่" กันเยอะพอสมควร (เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังในตอนต่อ ๆ ไปว่าทำไมถึงได้ทับที่กันรัว ๆ มากขนาดนี้) ซึ่งมัสยิดที่นี่เขาก็ไม่ได้หวงห้ามไม่ให้เราเข้าไปนะ เข้าได้ แต่อาจจะไม่ใช่ทุกพื้นที่และ ไม่ใช่ตลอดเวลา เพราะบางทีก็ไม่ให้เข้าไปในพื้นที่ละหมาด หรือไม่ให้เข้าไปในมัสยิดช่วงละหมาดเลยก็มี

หลังจากเดินจนหมดแรงแล้วฉันก็พาร่างมาที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ในเวลานั้นอยากกินเนื้อแบบชิล ๆ แกล้มเบียร์ แล้วก็กลับห้องไปอาบน้ำนอนเหลือเกินเพราะไม่ได้อาบน้ำมาเข้าวันที่ 3 แล้วเนื่องจากการเดินทางต่อเนื่องยาวนาน ปรากฏว่า เข้าร้านอาหารร้านแรกไป เนื้อน่ะมีขาย แต่เบียร์ไม่มีนะจ๊ะ นี่ก็เป็นข้อควรระวังในเมืองมุสลิม สำหรับร้านอาหารบางร้าน หรือแม้กระทั่งเมืองบางเมือง แอลกอฮอลไม่มีขาย อย่างในตุรกีไม่ใช่ว่ารัฐบาลห้าม แต่คนเขาแค่ไม่กินไม่ขายตามความเชื่อของเขา 

แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะหาไม่ได้ อยากกินต้องได้กิน ฉันเดินไปนั่งที่บาร์แห่งหนึ่งสั่งเบียร์มา 1 แก้ว ได้ป๊อบคอร์นแกล้มฟรีๆ 1 ถ้วย กินเบียร์ดูคนเดินผ่านไปมาไปเรื่อย ๆ ทันใดนั้นก็มีเสียงลอยตามลมมา ตอนแรกคิดว่าเสียงเพลง แต่พอตั้งใจฟังดีๆ เอ้า เสียงละหมาดเว้ย ภาวะจิบเบียร์แกล้มเสียงสวดมนต์มันก็คงไม่ได้จะเกิดขึ้นบ่อย ๆ ในชีวิตหรอกมั้ง มันก็ฟังเพลิน ๆ ดีอะนะ เหมือนเปิดเพลงที่เสียงโหยหวนเยอะหน่อย แต่แหม มันช่างได้อารมณ์นรกสูบมาก ๆ ความรู้สึกนี้หาไม่ได้ง่ายๆ หรอกนะ

พอฉันนั่งให้ไฟนรกลามเลียร่างจนพอใจแล้ว ก็เดินกลับไปที่โฮสเทลซึ่งกว่าจะได้ขึ้นไปอาบน้ำก็นั่งคุยกับพนักงานโฮสเทลไปเกือบชั่วโมง โดยที่หารู้ไม่ว่าการเป็นนักท่องเที่ยวสนุกสนานเป็นมิตรแม่งจะสร้างความรำคาญใจให้การท่องเที่ยวไปอีกหลายวัน 
SHARE
Written in this book
Find turkey in Turkey
การเดินทางตามล่าหาไก่งวง (turkey) 🦃 ในประเทศตุรกี (Turkey) ดินแดนซึ่งเป็นที่มาของชื่อไก่งวง การเดินทางนี้เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 13 - 28 ตุลาคม 2018 จากกรุงเทพสู่กรุงอิสตันบูล ต่อไปที่เมืองหลัก ๆ ได้แก่ Selcuk, Denizli, Goreme, Gaziantep และกลับมาที่อิสตันบูล

Comments