บันทึกหนึ่งปีกับการดำรงอยู่ในฐานะสิ่งมีชีวิตในออฟฟิศ
ก่อนหน้านี้เราไม่เคยคิดเลยว่าเราจะได้งานไวขนาดนี้

กลางเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว เราได้รับข้อความจากมิตรสหายรายหนึ่งให้เข้าไปช่วยทำงานคีย์ข้อมูลในฐานะอาสาสมัคร เราเริ่มจากการเข้าไปทำงานโง่ ๆ เป็นแรงงานอิเล็กทรอนิกส์ทำงานขยันขันแข็งเพื่อเงินอันน้อยนิด  จนถูกเรียกตัวเข้าไปทำงานในฐานะนักวิเคราะห์ข้อมูลในที่สุด โดยใช้เวลาแค่ไม่ถึงเดือน

องค์กรเราเป็นองค์กรขนาดเล็ก ณ ตอนนั้นมีพนักงานประจำไม่ถึง 40 คน เทียบกับปัจจุบันที่มันกลายเป็นมีคนร่วมอุดมการณ์นับร้อยชีวิต และทีมอาสาร่วมหมื่นราย พร้อมกับการันตีโดยผู้ที่เชื่อใจเราผ่านการเลือกตั้งกว่า หกล้านเสียง

พูดเยอะไปแล้ว เขาน่าจะรู้กันแล้วแหละว่าเราทำงานอะไร

แต่บริบทของ storylog นี้เราคงไม่ได้พูดถึงว่าทำงานที่พรรคแล้วรู้สึกยังไงแต่เป็นตลอดหนึ่งปีในการทำงานนี้เราเรียนรู้อะไรมากกว่า

เราเข้ามาช่วงที่ ที่ทำงานเรากำลังตั้งไข่ใหม่ ๆ มีบุคลากรเพียงน้อยนิด แต่มีใจที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงเต็มร้อย อย่างไรก็ตาม มันก็ไม่ใช่ที่ที่จะเข้าได้ง่ายนัก หากเพียงแต่ประวัติการทำงานของเราก็พอจะผ่านกิจกรรมทางการเมืองมาบ้าง มันเลยทำให้เรารู้จักหัวหน้าของเรา ก่อนที่จะได้เจอกันในออฟฟิศซะอีก

connection มันเลยเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่ง มันอาจจะดูมีความเป็นระบบอุปถัมภ์ระดับหนึ่ง แต่กับองค์กรที่ต้องรักษาความลับมาก ๆ การจะรับใครสักคนเข้ามา บางทีความไว้เนื้อเชื่อใจมันก็เป็นสิ่งสำคัญเหมือนกัน

นั่นเป็นเหตุผลที่เราเข้ามาทำงานที่นี่ได้ ทั้ง ๆ ที่จนกระทั่งตอนนี้ยังไม่เคยถูกสัมภาษณ์งานเลยด้วยซ้ำ

ยิ่งไปกว่านั้นช่วงที่ทีมเราต้องการ recruit คนเข้ามา เราแม่งดันกลายเป็นคนที่ต้องสัมภาษณ์เพื่อคัดตัวอีก

คุณว่ามันจะพังขนาดไหน ให้คนที่ไม่มีพื้นความรู้ HR แม้แต่นิดเดียวแถมยังไม่เคยถูกสัมภาษณ์มาก่อน แล้วไปนั่งสัมภาษณ์ชาวบ้านแบบนี้

และแน่นอน เราเจอคนที่เข้ามาสัมภาษณ์ 2 คน คนหนึ่งใส่เสื้อเชิ้ตธรรมดา ๆ มาสัมภาษณ์ ก็จะค่อนข้างเป็นกันเองแต่ ไม่ค่อยเห็นว่ามีของเท่าไร แต่ก็เคยผ่านการอบรมจากทางออฟฟิศมาก่อน อีกคนหนึ่งวางท่าเต็มที่ มาสัมภาษณ์ใส่สูทผูกไท เต็มที่ พร้อมกับไฟในการทำงานเต็มร้อย พรีเซนต์ตัวเองอย่างเต็มที่ ว่าพร้อมและทำสิ่งที่มอบหมายได้

แต่เรากลับเลือกคนแรกแบบไม่ต้องคิดเลย

สิ่งหนึ่งที่เราเรียนรู้ได้จากการสัมภาษณ์คือ “เคมี และความเข้ากันได้” เราชอบลุคสบาย ๆ มากกว่าประกอบกับหน้างานที่เราทำไม่น่าจะเหมาะกับผู้ชายใส่สูทผูกไทแบบนั้น ก่อนเราจะรับเขาเข้าทำงาน เราก็คุยกับคนที่กำลังจะออกไป ซึ่งมีก็คือมิตรสหายท่านนั้นแหละที่ชวนเรามาทำงานที่นี่ เขาได้ทิ้งข้อความให้กับเราว่า

“มึงเอาคนมาเป็นเพื่อนมึงช่วยมึงทำงาน ถ้ามึงเลือกไอคนใส่สูทนั่นบางทีมันอาจจะมาทำตัวเป็นนายมึงอีกคนก็ได้”

ซึ่งมันก็ถูก เราไม่ได้เกี่ยงหรอกหากจะมีนายอีกสักคน แล้วถ้าเค้าทำให้เราเรียนรู้ในสิ่งที่เขาเรียนรู้ได้จริง ๆ แต่เช็คจาก CV แล้วก็เหมือนจะไม่มี และการที่เราเป็นคนสัมภาษณ์เองนั่นเท่ากับหัวหน้าเราอนุญาตแล้วให้สิทธิอยู่ที่เรา

ทุกวันนี้ไอคนที่รับเข้ามา ก็เข้ากันได้ดีในระดับนึงครับ จะมีเรื่องฟุตบอลที่เข้ากันได้เป็นพิเศษ นอกจากนั้นก็เรื่องกิน เรื่องเจออะไรในเฟสก็เล่าสู่กันฟังไปเรื่อยเปื่อย ซึ่งสรุปแล้วพอรับเข้ามาทำงานจริง ๆ แล้วหน้างานเราสองคนแม่งก็โคตรต่างกันอยู่ดี 555555

แต่ก็นึกภาพไม่ออกเหมือนกันนะว่าถ้าเรารับคนใส่สูทนั่นมาแล้วจะเป็นยังไง แล้วจะต้องมา icebreaking กันขนาดไหน

แต่ช่วงจังหวะชีวิตเหล่านี้ก็ทำให้รู้จักเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นนะ หรือถ้าเป็นผู้ใหญ่จากอายุไม่ได้ ก็เป็นผู้ใหญ่จากการแต่งตัวที่มีภูมิฐานได้จริง ๆ

ตั้งแต่สมัยเรียนเราเคยถูกเพื่อนล้อเรื่องแต่งตัวโง่ ๆ เสื้อยืดกางเกงขา 3 ส่วนโง่ ๆ ไปเรียนบ่อยมาก (และแน่นอนการบอกว่าเราแต่งตัวแบบนี้ไปเรียนก็คงเดาไม่ยากว่าเราเรียนที่ไหนมา) เราไม่เคยซีเรียสอะไรเพราะสโลแกนมหาลัยมันก็บอกอยู่ว่า “เสรีภาพ ทุกตารางนิ้ว”

จนวันนึงที่เราอยู่ปี 4 เราตกหลุมรักเด็กผู้หญิงปี 1 คนนึง ที่หน้าตาปานกลางถึงงั้น ๆ แต่คาแรคเตอร์ ทั้งวิธีพูดและเทสต์การฟังเพลงดูหนังชัดเจนมาก โดยเฉพาะวิธีการแต่งตัว เธอทำให้รู้สึกว่าเอ้ย คือเราไม่ต้องหล่อสวยเพอร์เฟ็กต์อลังการอะไรก็ได้ แค่การแต่งตัวดีขึ้นมานิดนึง คนก็มองเราเปลี่ยนไปแล้ว

ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาเราหมดเงินไปกับเสื้อผ้าเยอะมาก ช่วงหนึ่งเราแม่งคุนโทนสีเหลืองเลยเว่ยเพื่อสร้างคาแรคเตอร์ให้ตัวเอง ปรากฏคนก็เรียกอีเยลโล่เลย ตามคาด ซึ่งเราก็ชอบนะ ถ้าการแต่งกายมันสามารถบอกตัวตนได้และสีที่ใส่บ่อย ๆ มันก็ match กับตัวเราอยู่แล้วมันก็ไม่มีปัญหา

แต่นาน ๆ เข้าไอเสื้อสีเหลืองในตู้ก็ลดลง เสื้อเชิ้ตสีขาว ดำ เทา ก็เริ่มเยอะขึ้นเรื่อย ๆ 

หลาย ๆ ครั้งเรามักจะโดนทักตอนใส่เสื้อเชิ้ตเทากับกางเกง 3 สั้น (ซึ่งแม่งก็ยังเป็นขาสั้นอยู่) ว่า เอ้อวันนี้แต่งตัวดีจัง ย้ำ นะ ว่านี่กูใส่ขาสั้นไปทำงานด้วยนะ เราเห็นความต่างชัดเจนระหว่าง เสื้อยืด โปโล และเสื้อเชิ้ต สีเสื้อ เนคไท ว่ามันให้ความรู้สึกต่างกันยังไง เราในฐานะที่เรียนในรั้วมหาลัยที่ไม่บังคับการแต่งกายมาตลอด 4 ปี แถมมาทำงานในออฟฟิศที่แม่งก็ไม่เคร่งเรื่องการแต่งกายอีกก็เริ่มเข้าใจมากขึ้น

ว่า เอาจริง ๆ ความพอดีมันอยู่ที่ ความดูดีในสายตาคนอื่นนี่แหละ

บางครั้งก็เคยนึกภาพรองหัวหน้าพรรคใส่เสื้อยืดโง่ ๆ มาสั่งงานเรา ก็คือให้ฟีลลิ่งคนละเรื่องกับการใส่เชิ้ตมาหาเราเลย ความน่าเชื่อถือแม่งต่างกันชัดเจน

พอลองมองย้อนกลับไปเวลาชอบผู้หญิงสักคนหรือหวีดดาราเกาหลีคนไหน เราก็กลับไปคิดว่าถ้าแม่งใส่เสื้อยืดโง่ ๆ มันก็คงไม่หล่อไม่สวยเท่านี้ป่ะวะ

เราเริ่มเรียนรู้ความสำคัญของการแต่งกายมากขึ้น

และก็เริ่มเห็นปัญหาของความเป็นอิสระชนแบบนี้เช่นกัน เพราะมันไม่ใช่ที่อยู่ในบรรยากาศนี้ทุกคนที่จะคิดเหมือนเรา

ระหว่างนี้ก็จะมีคนชอบพูดว่า ชอบที่เรียนจัง ไม่ต้องมาบังคับเรื่องการแต่งกาย ชอบที่ทำงานนี้จัง แต่งอะไรมาก็ได้ ซึ่งมันก็จริงแหละ

แต่มันไม่ attractive และดูไม่มี seniority เลย

เราเรียนรู้ได้จากการมองคนอื่นสะท้อนตัวเองว่า ต่อให้คุณจะเก่งสักแค่ไหน แต่ถ้าคุณไม่ได้แต่งตัวให้เป็น formal เท่าที่ควร first impression มันก็จะไม่ดีอะ แล้วต่อให้คุณจะอายุเยอะแค่ไหน พอแต่งตัวแบบนี้มันก็จะดูเด็ก แล้วคนก็จะรู้สึกว่าเรามีวุฒิภาวะ หรือ ความสามารถไม่ถึงก็ได้

เวลาเจอกันมันไม่ได้มีตัวเลขเด้งมาอยู่บนหัวบอกหรอกว่าใครอายุเท่าไร เรียนที่ไหนมา แต่การแต่งกายมันเห็นได้ด้วยตาเปล่าจริง ๆ

แต่ต่อให้รู้อายุหรือไม่รู้ สิ่งหนึ่งที่ต่อให้เป็นพื้นที่ที่โคตร liberal แต่ก็ยังต้องคงไว้อยู่คือ ระบบอาวุโส

มันไม่มีไม่ได้จริง ๆ แต่แล้วแต่ว่าผู้อาวุโสเหล่านี้จะ establish อำนาจจากความอาวุโสเท่าไหร่ ซึ่งผมยอมรับว่าที่นี่ ในฐานะเพื่อนร่วมงานแทบไม่มีเลย คุณจะเห็นคนระดับ ผอ.สำนักงานที่ทำงาน field การเมืองจ๋า ๆ เลย มาเรียนรู้การทำ excel เบื้องต้นกับผมอย่างเป็นกันเอง ซึ่งมันเป็นภาพที่น่ารักมาก

เรามีการแลกเปลี่ยนกันระหว่างแขนงของการเรียนรู้ที่ตนเรียนมา คุณมีแนวคิดมาร์กซ์ เรามีทฤษฎีเศรษฐศาสตร์กระแสหลักแบบเบื้องลึก คุณมีวิธีเขียน python เรามีการวิเคราะห์ตลาด cryptocurrency คุณมีหุ้นดี ๆ มาแนะนำ เรามีประวัติศาสตร์การเมืองสมัย 2475 พวกเราล้วนเรียนรู้กันไปด้วยกันอย่างมีความสุข

แต่คุณก็จะเริ่มแยกแยะออก จากที่คุณเคยว้าวกับผู้ใหญ่หรือคนนั้นคนนี้ไปเสียทุกคนว่าพวกเขาแม่งเจ๋งชิบหาย โตขึ้นคุณจะเริ่มเข้าใจว่าคนไหนของจริง คนไหนแม่งก็งั้น ๆ แหละ ซึ่งเอาเข้าจริงเราก็อาจจะเป็นคนโคตรเจ๋งหรืองั้น ๆ แหละในสายตาคนอื่นอยู่ดี

นั่นทำให้เราเริ่มแยกแยะคนออก และเริ่มดูได้ว่าคนไหนมี value กับการทำงานได้มากขนาดไหน หรือคนไหนมันราคาคุยจริง ๆ

ซึ่งแม่งแย่มาก

เราในฐานะทีมข้อมูลก็ได้แอบไปเห็นสิ่งหนึ่งโดยบังเอิญ

สิ่งที่ถ้าคนเรียน HR มาจะรู้ว่ามันเป็นกฎเหล็กเลยว่า ให้ตายยังไงก็อย่าให้คนรู้เด็ดขาด

“เงินเดือนชาวบ้าน”

แม่งมีผลกับ incentive และ passion ในการทำงานสูงมาก และการบังเอิญเห็นสิ่งนี้ก็ทำให้เราพบสัจธรรมบางอย่างและแล้วเกิดการเปรียบเทียบมากมาย

ทำไมไอน้องคนนี้ได้น้อยจังวะ

แล้วทำไมไอนี่ได้เยอะชิบหายมันไม่เห็นทำห่าอะไรเลย

คุณปฏิเสธไม่ได้หรอก ไม่ว่าคุณจะอยู่องค์กรไหน มันก็จะมีตัว free rider ที่แม่งไม่ทำห่าอะไรแต่เราไล่มันออกไม่ได้อยู่ดี (เราเคยเขียน storylog เกี่ยวกับนิยามคำว่า free rider ด้วยนะลองย้อนอ่านได้)

แต่นั่นแหละ ตอนนั้นที่เราเคยเขียนเราก็คิดว่ามันจะแก้ได้ง่าย ๆ แต่พอมาใช้ชีวิตวัยทำงานก็พบว่าแม่งเป็นปัญหาที่แก้ยากชิบหาย

ได้แต่ถอนหายใจพร้อมกับบอกตัวเองว่า เอออย่างน้อย ถ้ากูไปสมัครที่ไหนกูก็มี reference ไว้อ้างฐานเงินเดือนที่กูควรจะได้จริง ๆ เพียบเลยอะ และนี่คือข้อได้เปรียบที่ first jobber ไม่มี

และเราอยากจะบอกกับเด็กจบใหม่ทุกคน

ว่ามึงโดน exploit โดยองค์กรแน่นอนไม่ต้องห่วงจ้า

เรื่องมันเศร้า แต่ในเรื่องเศร้า ๆ ก็มีเรื่องดี ๆ ที่เราก็คงจะเล่าด้วยมุมที่ไม่ค่อยดีเท่าไรนัก

เราว่าทีมเราใน ตอนนี้เคมีเข้ากันดีมากเลยนะ แต่มันยังมีปัญหาอยู่ คือคนในทีมเราไม่กินเหล้า สูบบุหรี่กันเยอะมาก ซึ่งเราจะอยู่กึ่งกลางระหว่างความดื่มกับไม่ดื่มนั้น

เรารู้สึกว่าทีมอื่นสามารถบูรณาการกันได้ผ่านการพักสูบบุหรี่ พร้อมกับเล่าเรื่องราว fuck up กับงานตัวเอง หรือไม่ก็อัพเดทชีวิตว่ากูไปเจออะไรมาให้เพื่อน ๆ ฟัง

แล้วเราชอบไปเปรียบกับคำพูดที่ว่า เหล้า บุหรี่แม่งไม่ดีต่อสุขภาพ จากคนที่ไม่เคยสูบหรือเคยดื่มเหล้า
แต่จริง ๆ การแดกของหวานหรือของมันเยอะ ๆ แม่งก็อันตรายพอ ๆ กันแหละ

บรรยากาศของวงเหล้าในฐานะผู้ดื่มกับผู้ที่นั่งอยู่ในวงเฉย ๆ มันต่างกันตรงการ icebreaking ผ่านแอลกอฮอล์และความเครียดนี่แหละ เรารู้เรื่องราวหลาย ๆ เรื่องผ่านควันบุหรี่ และจำนวนขวดเบียร์เปล่าเหล่านั้น

ก็จริงอยู่ที่เหล้าเบียร์มันไม่ดี แต่ถ้าว่ากันตามหลักเศรษฐศาสตร์พื้นฐานเลย การที่คุณเลือกจะดื่มมันอยู่นั่นแหละ ก็อาจเป็นเพราะเรื่องราวในวงเหล้าและความสัมพันธ์ ณ ตรงนั้น มันคุ้มพอ ที่จะสูญเสียไปกับต้นทุนแฝงของสุขภาพในอนาคต ที่คิดลดมาเป็นมูลค่าในปัจจุบัน เช่นนั้นคุณก็จะได้ความสุขมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกว่าคุณจะรู้สึกพอด้วยตัวเองผ่านจำนวนแก้วที่คุณสำหรับดื่มให้ไหว และเงินในกระเป๋าที่เสียไป

แต่บ้าจริง มันก็จะมีมนุษย์บางประเภทที่ซัดจนภาพตัดแล้วก็มาพบสภาพ disutility ของตัวเองในภายหลัง ซึ่งมันก็พิสูจน์ได้ว่ามนุษย์แม่งก็ไม่ได้มีเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์จริง ๆ หรอก 55555

แต่คำว่ากินเหล้าเข้าสังคม มันเป็นคำพูดที่เถียงไม่ได้ตราบที่มนุษย์ส่วนใหญ่ยังรื่นเริงกับสุรา น้ำเมา และยาสูบอยู่ มันเป็นการอุปาทานหมู่อย่างหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ และแน่นอนมันสำคัญมากกับสังคมออฟฟิศ

เพราะพวกเขาเป็นกลุ่มคนที่คุณจะต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยมากที่สุดแล้ว

มันไม่ใช่เพื่อนมหาลัย ที่พอทำงานแล้วจะนัดเจอได้เฉพาะเย็นวันศุกร์ หรือเพื่อนสมัยมัธยมที่หาเวลาเจอกันได้เดือนละครั้ง หรือเพื่อนในเกมเก่า ๆ ที่นาน ๆ จะนัดกันได้สักทีนึง

ส่วนที่สำคัญที่สุดก็คือเราไม่มีเวลาขนาดนั้นแล้วพอเราได้กลายเป็นมนุษย์เงินเดือน

แล้วถ้าเรากู้เวลามาใช้มากไป สิ่งที่แลกมาก็คือ สุขภาพที่เรามี

ล่าสุดที่ผ่านมาเรามีจองคอนเสิร์ตทั้งไทยและเทศรวมกัน 3 คอนติด ตั้งแต่ polycat, whal & dolph และที่กำลังจะไปเลยคือ the 1975

นอกจากนี้เรายังจะนัดเพื่อนมหาลัยที่กำลังเรียนต่อจุฬาฯ ไปกินข้าวที่สามย่าน แถมต่อด้วยบอร์ดเกมค้างคืนกับรุ่นพี่ที่รู้จักอีก นี่อาทิตย์หน้าก็ต้องไปรับปริญญาเพื่อนที่จุฬาฯ อีก

เรากลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า แล้วเวลาที่จะให้ตัวเองได้พักผ่อนล่ะ

ช่วงนี้เราต้องนัดหมอทุกเย็นวันอังคารเพื่อเช็คอาการต่อน้ำเหลื่องที่คอบวมโต แม้ว่าจะผ่าออกไปแล้วก็ตาม

ช่วงนี้แม่ก็เริ่มทักว่า เสาร์-อาทิตย์ ให้พักผ่อนอยู่บ้านบ้าง

เราเริ่มเรียนรู้แล้วว่า เราแม่งไม่สามารถให้เวลากับทุกอย่างได้จริง ๆ

แต่เรายังไม่นำไปสู่การปฏิบัติ

เราขอใช้ชีวิตให้เต็มที่อีกสักหน่อยนะ ขออย่าให้เราป่วยหนักไปกว่านี้ก็พอ

ถึงตอนนั้นเราก็อาจจะต้องขอโทษทุกคนด้วยที่สามารถใช้เวลาด้วยกันได้น้อยลง

แต่บางครั้งเราก็ต้องรักตัวเองบ้างแล้วแหละ…

ชีวิตมนุษย์เงินเดือนนี่แม่งน่ากลัวจัง


รูป: https://www.japantimes.co.jp/news/2016/12/27/national/social-issues/modern-japanese-men-dogged-stoic-salaryman-stereotype/#.XXk3UsoxWf0
SHARE
Writer
cakeryishappy
a boy who loves green apple
เรื่องนี้เราไม่เคยบอกใครเลยนะ, whal & dolph (2017)

Comments

Jamroonjai
7 days ago
มนุษยเงินเดือนเหมือนกัน ชีวิตวนวูป
Reply
cakeryishappy
5 days ago
อยากหลุดออกจากวงจรแล้วฮะ แต่พอมาคิด ๆ ดูเพิ่งอยู่ได้ปีเดียว
MMaetha
6 days ago
นอนเถอะคุณ พ่อหนุ่มTableau
Reply
cakeryishappy
5 days ago
เลิกเป็นพ่อหนุ่มแท็บโบลแล้ว จะหนีไปเป็นพ่อหนุ่มไพท่อน และ เฮชทีเอ็มเอล
Magmai2002
6 days ago
เขียนดีชอบ เหมือนเรากำลังพูดกับตัวเอง ชื่นชมนะจ๊ะ
Reply
cakeryishappy
5 days ago
ขอบคุณมากครับ ผมพยายามทุก ๆ ใจความสำคัญมันเชื่อมถึงกันโดยไม่ให้มันเป็นเลขข้อเลยเป็นที่เห็นฮะ
Gorgeoussky
6 days ago
คนเราจะถูกตัดสินได้ง่ายๆผ่านการแต่งตัว แล้วก็จะถูกวัดวุฒิภาวะจากตรงนั้นด้วยเช่นกัน แม้มันอาจไม่จริงเลยก็ตาม
Reply
cakeryishappy
5 days ago
พอเราเปลี่ยนการแต่งตัวคนก็มองเราเปลี่ยนไประดับนึงฮะ เชื่อแล้วว่ามันมีผลเยอะมาก หากแต่ในช่วงเวลาที่เราอิสระทางความคิดได้เราก็จะพยายามทำฮะ
Jil
5 days ago
ชอบๆ อ่านเพลิน จนลืมไปเลยว่า นี่แหละชีวิตจริง...เป็นเหมือนกัน ฮ่าฮ่าฮ่า
Reply