คลื่นทะเล🌊
‘ผมเจอเศษกระดาษแผ่นนั้น ซ่อนอยู่ในหนังสือนิยายเล่มหนึ่ง’
ในขณะที่กำลังสำรวจสิ่งต่างๆในห้องเก็บของหลังจากที่ไม่ได้เข้ามาค้นเป็นเวลาหลายปี ผมเห็นของหลายอย่าง ทั้งอัลบัมรูปถ่าย โปสการ์ด และของเล่นสมัยเด็ก แต่ที่ทำให้ผมสดุดตามากที่สุด ก็คงเป็นกล่องกระดาษสีน้ำตาลที่วางอยู่มุมห้อง

ผมค่อยๆเดินไปเปิดดู ภายในกล่องใบนั้นมีหนังสือนิยายและการ์ตูนสมัยเด็กอยู่ประมาณ10เล่ม ข้างกล่องเขียนไว้ว่า “หนังสือเล่มโปรด” ผมหยิบหนังสือแต่ละเล่มมาปัดฝุ่นแล้วเปิดดูบางส่วน เนื้อกระดาษเริ่มเป็นสีเหลือง บางเล่มมีรอยขาด ผมไล่ดูแต่ละเล่ม จนกระทั่งเหลือเล่มสุดท้าย เมื่อได้เปิดดูจึงพบว่า มีเศษกระดาษแผ่นเล็กๆร่วงลงมาจากหน้าใดหน้าหนึ่งของหนังสือ

หวังว่าเราจะได้พบกันอีกนะ :)


เศษกระดาษแผ่นนั้นเขียนไว้แค่นี้

และนั่น ทำให้ผมได้ย้อนเวลากลับไปในความทรงจำขณะนั้นอีกครั้งหนึ่ง


บางแสน ชลบุรี
ฤดูร้อน , เดือนเมษายน

“น้องๆครับ ใครอยู่กลุ่ม3เดินมาต่อแถวตรงนี้เลย” 

เสียงทุ้มแหบตะโกนขึ้นท่ามกลางเด็กนักเรียนเกือบ300คนที่กำลังคุยกันอย่างสนุกสนาน ผมเดินสะพายเป้เบียดเสียดผู้คนเข้าไปพลางตามหาต้นเสียง

ผมเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่6ธรรมดาๆคนหนึ่ง วันนี้มีค่ายแนะแนวการเข้ามหาวิทยาลัย2วัน1คืน และแน่นอนว่า ผมมาตัวคนเดียว และไม่รู้จักใครเลยสักคน

เอาจริงๆแล้ว ผมเป็นคนขี้อาย เข้าหาใครไม่ค่อยเก่ง และมักจะอยู่คนเดียว ไม่ค่อยมีเพื่อนมากนัก

“ตอนนี้ ทุกคนก็เข้าแถวกันเรียบร้อยแล้ว เราจะขึ้นไปรับฟังคำชี้แจงกันที่ห้องโถงใหญ่นะครับ”

“เธอ มีปากกาให้เรายืมมั้ย เราทำตกไปเมื่อกี้...”

เสียงใสดังมาจากข้างหลัง ผมหยิบปากกาจากกระเป๋ากางเกงส่งให้เธอ เด็กผู้หญิงผมเปียโบว์ขาวตาเป็นประกาย

“ขอบใจนะ”
ผมยิ้มให้เธอเล็กน้อยแทนคำตอบ
“เออ เธอชื่อไรอะ”
“อ่อ ร...เราภูมินะ” ผมพูดอย่างเกร็งๆ
“เราแพรนะ ยินดีที่ได้รู้จัก”
ผมแค่พยักหน้าไป แล้วบทสนทนาก็หยุดอยู่แค่นั้น

ผมอยากรู้จักกับเธอมากกว่านี้ แต่ไม่รู้จะทำยังไงต่อไป

“เออ เธอมาที่นี่คนเดียวหรอ” ไม่กี่นาทีต่อมาเธอก็เริ่มพูดอีก
“อ..อ๋อ ใช่”
“เรามากับเพื่อน2คน แต่เพื่อนเราอยู่อีกกลุ่ม วันนี้ทั้งวันคงไม่ได้เจอ”
“ดีแล้ว เราไม่มีเพื่อนเลย แล้วก็ไม่รู้จักใครด้วย”
“งั้น...”

“เราเป็นเพื่อนกันนะ”

เธอพูดจบแล้วส่งยิ้มให้ผม

หลังจากนั้นเป็นต้นมา ผมก็อยู่กับเธอเกือบทั้งวัน ทั้งตอนทำกิจกรรมและเวลาพัก เธอมักจะเป็นฝ่ายชวนผมคุยอยู่ตลอด แรกๆผมค่อนข้างเกร็ง แต่ตอนนี้ผมพอพูดอะไรบ้าง แม้ว่าในใจจะตื่นเต้นมากก็ตาม เราคุยกันเรื่อยเปื่อย เรื่องไร้สาระ บางทีก็เรื่องวิชาการ เรื่องการเรียน และปัญหาของชีวิต มันทำให้ผมรู้สึกสนุกและอุ่นใจทุกครั้ง ไม่เปล่าเปลี่ยวเหมือนอย่างที่เคยเป็น เวลาที่ได้คุยกับเธอ

“เธอจะเข้าคณะไรอะ” แพรถามผม
“เราอยากเข้าอักษร แกอะ?”
“เราอยากเข้านิเทศ”
“อืม ดีแล้ว เราว่าแกทำได้นะ”
“แต่เราคงเข้าไม่ได้ เพราะบ้านเราอยากให้เราเข้านิติ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงเครือๆ
“เธอว่ามั้ย พวกผู้ใหญ่นี่เข้าใจยากชะมัด”

“นั่นน่ะสิ” ผมพูดเบาๆ

“ฉันอยากโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ฉันไม่อยากเป็นเด็กน้อยที่ตัดสินใจอะไรด้วยตัวเองไม่ได้”

“เราเคยคิดเหมือนกัน ว่าพวกเขาไม่เข้าใจเราจริงๆ หรือพยายามที่จะไม่เข้าใจเรากันแน่” 
ผมหันไปมองหน้าเธอ และเหลือบไปเห็นรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความเศร้า

“ชีวิตเป็นของเธอนะ เราอาจจะไม่มีทางเลือกมากนัก แต่เธอคือเธอ เธอเป็นคนกำหนดชีวิตของตัวเอง”

เธอเงียบไปหลังจากที่ผมพูดประโยคนั้นจบ แต่ผมก็ยังเห็น เห็นรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยพลัง ไม่ใช่ความเศร้าแบบเมื่อครู่



ห้าทุ่มสิบสองนาที ,

“น้องๆครับ ตอนนี้กิจกรรมกลางคืนสิ้นสุดลงแล้ว น้องๆทยอยขึ้นห้องพักกันได้เลย พรุ่งนี้เรามาเจอกัน8โมงตรงที่เดิมนะครับ”

“นี่ ง่วงหรือยัง” แพรถามผมระหว่างเดินกลับที่พัก

“ยังเลย เข้าห้องไปตอนนี้ก็นอนไม่หลับหรอก”

“นั่นน่ะสิ ตั้งแต่ขึ้นม.6มาก็แทบไม่ได้นอนก่อนสี่ทุ่มเลย”

บทสนทนาหยุดอยู่แค่ประโยคนั้น ปล่อยให้เสียงของจิ้งหรีดร้องระงมกลบความว่างเปล่า

“นี่”

“เราไปเดินเล่นกันมั้ย”

ผมไม่รู้ว่า ตอนนั้นคิดอะไรอยู่ ถึงได้พูดแบบนั้นออกไป
ผมไม่รู้ว่า ตัวเองมีความกล้าแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไร
และผมก็ไม่เคยคิดเลยว่า ผมจะเป็นคนเอ่ยชวนด้วยตนเอง

“แต่ถ้าธ...เธอ อยากเข้านอ...”

“ไปสิ”


เธอยิ้มให้ผม


เราขึ้นมาถึงดาดฟ้าของที่พักซึ่งอยู่ชั้น6 แม้จะเป็นฤดูร้อน แต่ก็ยังมีสายลมพัดโชยมาเบาๆ 

เมื่อทอดสายตาลงไปข้างล่าง จะเห็นทะเลในยามค่ำคืน เรือประมงลำน้อยใหญ่โคลงเคลงไปตามกระแสน้ำ เสียงคลื่นทะเลกระทบฝั่งเป็นระยะๆ

เมื่อทอดสายตาขึ้นไปข้างบน จะเห็นท้องฟ้าสีเทาดำในเวลากลางคืน ดวงจันทร์วันนี้เหลือเพียงเสี้ยวน้อยๆ หากแต่ดวงดาวพร่างพราวเต็มท้องฟ้า

เราสองคนยืนอยู่ที่ระเบียงเหล็ก ผมเหลือบมองแพรหลายรอบ ตอนนี้เธอไม่ได้ใส่ชุดนักเรียน และไม่ได้ถักผมเปียเหมือนเมื่อเช้าแล้ว ผมประบ่าของเธอพลิ้วไปตามลม

ผมเห็นเธอเพียงเสี้ยวหน้า แต่แค่เพียงเสี้ยวหน้านั้น ทำให้ผมต้องเหลือบไปมองดวงจันทร์บนฟ้า แม้จะมีเพียงเสี้ยวหนึ่ง แต่มันก็สุกสว่างและสดใส

ผมอาจจะ...หลงรักดวงจันทร์เข้าแล้วล่ะมั้ง


“นี่ ถามหน่อยสิ”

“ว่า ?”

ผมสูดหายใจลึก มองทะเลเบื้องหน้า

“เธอเบื่อฉันมั้ย”

“หมายความว่าไงอะ” เธอเลิกคิ้ว

“ก็...ฉันชอบทำตัวน่าเบื่อ คุยก็ไม่เก่ง ฉ...ฉัน คงเป็นเพื่อนที่ไม่ดีสำหรับเธอเท่าไร”

นี่...นี่ผมพูดอะไรออกไป

เธอเงียบไปซักพัก ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

“เธอเป็นเพื่อนที่ดี ดีมากๆ”
“เธอไม่ต้องกลัวเรื่องการเข้าหาคนอื่นหรอก ฉันเชื่อเสมอนะ ถ้าใครเป็นเพื่อนกับเธอ เขาจะต้องรักเธออย่างแน่นอน”

ผมปล่อยให้เสียงของคลื่นกลบความเงียบอีกครั้ง คราวนี้มันยาวนาน ผมไม่รู้ว่ากี่นาที รู้เพียงแค่ว่า ผมอยู่กับแพรแล้วผมสบายใจอย่างบอกไม่ถูก มันเป็นความรู้สึกแรก ที่ทำให้ผมอยากหยุดเวลาไว้

“นี่ เธอชอบทะเลมั้ย” เธอถาม


“ชอบสิ เราชอบมองทะเล มองไปสุดลูกหูลูกตา ไม่รู้ว่ามันจะสิ้นสุดที่ตรงไหน”

“เราก็ชอบ แต่เราชอบมองตอนที่คลื่นซัดเข้าชายฝั่ง”

“ทำไมล่ะ”

“คลื่นทะเลจะซัดเข้าชายฝั่ง และมันจะซึมเข้าไปในเนื้อทราย บางทีก็กลับคืนสู่ท้องทะเล แล้วก็หายไป”


“ก็เหมือนกับชีวิตของคนนั่นแหละ โลกพัดใครบางคนเข้ามา สุดท้ายใครคนนั้นก็หายไป คนบางคนอยู่ในชีวิตเราได้ไม่นาน แต่อยู่ในความทรงจำของเราเสมอ”



“นั่นสิ”

พวกเราสองคนต่างรู้ดีว่า อีกเพียงแค่วันเดียว เราจะต้องแยกจากกัน และจะไม่มีวันรู้เลย ว่าเราจะได้พบกันอีกเมื่อไร

คืนนี้ เป็นคืนแรก และคืนสุดท้าย ที่เราจะได้อยู่ด้วยกัน


ผมดีใจที่ได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกับ ‘เพื่อน’ อย่างแพร เพื่อนที่ดีที่สุดคนหนึ่งในชีวิตของผม แพรสอนผมหลายอย่าง อย่างน้อยก็เรื่องชีวิต มันก็เหมือนที่แพรว่านั่นแหละ ถึงเราจะไม่ได้อยู่ด้วยกันในชีิวิตจริง อย่างน้อยเราก็อยู่ด้วยกันในความทรงจำแล้ว

“นี่ ที่เธอถามฉันว่า ฉันเบื่อเธอมั้ย ฉันรู้แล้วล่ะว่าจะตอบว่าอะไร”

“...”

“เธอจำไว้เสมอนะ ใครที่เป็นเพื่อนกับเธอ คนๆนั้นคือคนที่โชคดีมากๆ เธอเป็นคนน่ารัก ฉันไม่เคยเบื่อเธอเลย ฉันสบายใจนะเวลาได้อยู่กับเพื่อนอย่างเธอ...ภูมิ”

ผมยิ้ม ทั้งที่ไม่เคยยิ้มให้เพื่อนคนไหนมาก่อน

“ฉันดีใจ ที่ฉันคือคนโชคดีคนหนึ่ง ที่ได้เป็นเพื่อนกับเธอ”

เธอหยิบปากกาที่ยืมผมไปเมื่อเช้า เขียนบางสิ่งบางอย่างใส่เศษกระดาษแผ่นเล็กๆแผ่นหนึ่ง แล้วยื่นให้ผมพร้อมปากกาด้ามนั้น

“ดึกแล้ว เราเข้าที่พักกันเถอะ” ผมรับเศษกระดาษนั้นใส่กระเป๋าเสื้อ แล้วหันไปพูดกับแพร

พวกเราเดินลงบันไดด้วยกัน ผมรู้สึกเปล่าเปลี่ยวและเคว้งคว้าง เพราะรู้ว่าอีกไม่กี่นาที ผมจะต้องจากลาแพรจริงๆ

“ถึงห้องแล้ว พรุ่งนี้เราคงไม่ได้เจอกันอีก เพราะเขาไม่ได้จัดนักเรียนตามกลุ่ม”

“งั้น บ๊ายบายนะ” เธอโบกมือให้ผม

“นี่...แพร”

“อย่าลืมกันนะ” ผมพูด พยายามซ่อนน้ำเสียงที่สั่นเครือให้เป็นปกติที่สุด

เธอพยักหน้าเบาๆ

‘เธอจะเป็น น้ำที่ซึมลงบนผืนทราย ไม่ใช่น้ำที่ถูกพัดออกไป’


หลังจากกลับจากค่ายในวันนั้น ผมเอาหลักฐานที่ยืนยันว่า เราเคยเจอกันแล้ว สอดลงในหนังสือนิยายที่ผมชอบที่สุดและพกไปค่ายในวันนั้นด้วย

ไม่รู้ว่าตอนนี้ เด็กผู้หญิงมัธยมปลายผมเปียคนนั้น จะอยู่ที่ไหน เธอจะเป็นอย่างไร มีหน้าที่การงานอะไรบ้าง
เธอยังสบายดีมั้ย เธอได้เลือกชีวิตของเธอแล้วหรือยัง

ผมทำได้แค่คิดถึง

และทำได้แค่ภาวนาให้คำขอที่เธอเขียนบนกระดาษนั้นเป็นจริง 

แม้จะรู้ว่ามันแทบจะเป็นไปไม่ได้ เราอาจจะอยู่กันคนละขอบฟ้า คนละซีกโลก แต่อย่างน้อยที่สุด

ผมเจอเธอเสมอในความทรงจำ
ไม่รู้ว่า เธอจะยังเจอผมในความทรงจำอยู่มั้ยนะ...



Annamel
-บุคคลสมมติผู้เป็นนิรนาม















SHARE
Writer
Annamel
anonymous
บุคคลสมมติผู้เป็นนิรนาม

Comments