บาร์สำหรับคนอกหัก
“เมื่อสามปีก่อนผมเคยเปิดบาร์สำหรับคนอกหัก ไม่รู้ว่าจะถือเป็นอาชีพสุดประหลาดสำหรับคุณหรือเปล่า ถ้าคุณสนใจ”

เพราะประโยคนั้นเองที่ทักทายฉันมาในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ค ที่ทำให้ฉันมายืนอยู่ตรงนี้

ชายหนุ่มคนหนึ่งติดต่อมาทางอินบ็อกซ์ หลังจากที่อาชีพสุดประหลาดตีพิมพ์ในวารสารรายสัปดาห์เป็นครั้งที่สาม กระแสตอบรับดีพอสมควร มีคนสนใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และฉัน...ในฐานะผู้สัมภาษณ์และเรียบเรียงเรื่องราวก็อดที่จะภูมิใจไม่ได้

มีคนจำนวนมากส่งเบาะแส “อาชีพสุดประหลาด” มาให้ฉัน แต่อาชีพไหนเล่าที่จะเป็นอาชีพที่แปลกอย่างแท้จริง และเรื่องราวของคนคนนั้นจะต้องน่าสนใจด้วย

ฉันเฝ้าค้นหา และในที่สุดก็เลือกเขา

เจ้าของบาร์สำหรับคนอกหัก...เมื่อสามปีที่แล้ว



ปัจจุบันบาร์สำหรับคนอกหักปิดตัวลงแล้ว เขาว่าอย่างนั้น แต่ผมยังเดินทางในธุรกิจสายนี้อยู่ต่อไป

ฉันเดินมาจนสุดซอย บาร์ Piano Land เผยโฉมตรงหน้า ฉันยืนตรง สูดลมหายใจลึกๆ แล้วกดกริ่ง

ชายหนุ่มที่เดินมาเปิดประตูทำให้ฉันนิ่งไปนาน

เขายิ้มให้ เชิญฉันนั่งพักที่เก้าอี้รับแขก พร้อมบอกว่า เขาคือคนที่ส่งข้อความทางเฟซบุ๊คไปหาฉันเอง

ตลอดเวลาฉันได้แต่มองเขาอย่างไม่อาจถอนสายตาได้ ชายหนุ่มใบหน้าเรียว จมูกโด่งคมรับกับนัยน์ตาหวานเป็นประกาย ขนตางอนยาวเป็นแพราวตาผู้หญิง บวกกับริมฝีปากหยักเต็มอิ่ม และผิวที่ขาวจัดตัดกับคิ้วเข้มๆ และเคราเขียว

หากจะบอกว่าเป็นผู้ชายรูปงามที่สุดเท่าที่เคยเจอก็ว่าได้

รูปงามจนฉันใจหล่นวูบเลยทีเดียว

เขายิ้มให้ฉันเหมือนคุ้นเคยกับอาการที่ฉันเป็น คงจะใช่...หลายคนที่เจอเขา คงมีท่าทีซึ่งไม่ผิดกับฉันนัก

ฉันสูดลมหายใจอีกครั้ง ก่อนถาม “คุณเคยเปิดบาร์สำหรับคนอกหักใช่ไหมคะ”

“ใช่ครับ” เขาพยักหน้า

“เมื่อสามปีก่อนผมเปิดบาร์สำหรับคนอกหัก ตอนนั้นผมเพิ่งอกหัก และคิดว่าการดื่มคือสิ่งที่ทำให้ลืมเรื่องราวแสนเจ็บปวดไปได้ จะเป็นอะไรไปล่ะครับ ช่วงนั้นผมไปดื่มที่บาร์ทั่วไป นั่งฟังดนตรี จบลงที่การมองคนอื่นมาเป็นคู่ ชายหนุ่มหญิงสาวเคล้าเคลียกัน ผมว่าเป็นเรื่องที่ชวนให้เจ็บปวดหัวใจเสียยิ่งกว่าเก่า ตอนนั้นผมมีทุนอยู่นิดหน่อย บวกกับเอาโฉนดไปกู้แบงค์ เลยตัดสินใจเปิดบาร์สำหรับคนอกหัก

ผมตั้งใจแล้วว่าคอนเซ็ปท์ของบาร์จะต้องเหมาะกับคนอกหัก เปิดเพลงบรรเลงเศร้าๆ เครื่องเสียงดีที่สุดเท่าที่จะสรรหามาได้ เครื่องดื่มเบาๆ ไม่ทำให้เราต้องเมาเกินไป ไม่ต้องทนเห็นภาพบาดตาบาดใจของคู่รักอีกด้วย บาร์แบบนี้ถ้ามีในประเทศไทยก็คงดังแน่ๆ

กระแสตอบรับค่อนข้างดีเลยครับในตอนนั้น มีคนอกหักเข้ามาพอสมควร ถ้าไม่ได้เปิดบาร์สำหรับคนอกหัก ผมคงไม่รู้มาก่อนเลยว่าคนอกหักจะมีมากมายขนาดนี้ บางคนมาดื่มแค่แก้วเดียวแล้วก็กลับไป บางคนนั่งฟังเพลง จิบน้อยๆ นั่งอยู่กับความโดดเดี่ยวในมุมใดมุมหนึ่ง ทุกคนไม่คุยกัน ไม่มีเสียงหัวเราะเฮฮา แต่บรรยากาศก็ผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด หลายๆ คนบอกกับผมว่าสบายใจที่ได้มานั่งที่นี่

ผมมีแกรนด์เปียโนตั้งประดับอยู่บนเวที เป็นของเก่าที่ตกทอดจากแม่ของผม แม่เป็นนักเปียโนเก่า เสียชีวิตตั้งแต่คลอดผม เพราะฉะนั้น ผมจึงเติบโตมากับเปียโนโดยที่เล่นไม่เป็นเลย พ่อแค่ตั้งมันเป็นเครื่องเรือนประดับบ้านเท่านั้น ตอนเปิดร้านใหม่ๆ ผมแค่ยกมันมาประดับร้าน หลายคนที่มาดื่มบอกกับผมว่า ถ้ามีนักเปียโนสักคน ที่นี่จะมีบรรยากาศที่ดีขึ้นอีกมาก ผมเลยประกาศรับสมัครนักเปียโนในโซเชียลมีเดีย ตอนนั้นไม่ได้คาดหวังอะไรหรอกครับ คิดว่ามีก็ได้ ไม่มีก็ได้

แล้วตอนนั้นเองที่ผมได้รู้จักกับเธอ

เธอเป็นนักเปียโนที่มาสมัครงานกับผมคนแรก บอกกับผมว่า ตอนนี้จำเป็นต้องใช้เงิน ขอทำเป็นงานพาร์ทไทม์ ค่าตัวของเธอไม่แพงเลย ผมให้เธอลองเล่นเปียโนที่อยู่บนเวที เธอเล่นเพลง Piano Concerto No. 2 (Chopin) เพลงนี้เป็นเพลงที่เล่นยากมาก แต่เธอกลับเล่นมันได้ดี ดึงใจของผมให้อยู่ในเสียงเพลงได้

ท่าทีของเธอตอนเล่นเปียโน ทำให้ผมประทับใจ

ผมตกลงจ้างเธอโดยที่ไม่ได้พิจารณาคนอื่นเลย

เธอเป็นผู้หญิงที่สวยมากครับ สวยเหมือนพระเจ้าบรรจงปั้นเธอ ใบหน้าเรียวรูปไข่ ดวงตากลมโต จมูกโด่งเล็ก ปากบางเป็นกระจับ ผิวขาว ร่างบางอ้อนแอ้น ยิ่งตอนที่เธอเล่นเปียโนยิ่งมีเสน่ห์มาก

ผมหลงรักเธอตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นเธอเล่นเปียโนเลยครับ

ตั้งแต่บาร์ของผมได้เธอมาเป็นนักเปียโน มีกระแสตอบรับที่ดีมากขึ้น เธอเล่นได้หลายเพลง แต่เพราะที่นี่เป็นบาร์สำหรับคนอกหัก เธอจึงต้องเล่นเพลงที่เศร้าอย่างเดียวเท่านั้น อาจจะมีเพลงตามคำขอบ้าง แต่คนอกหัก จะขอเพลงอะไรได้ครับนอกจากเพลงเศร้า...

ผมได้แต่แอบมองเธอเหมือนมดแดงแฝงพวงมะม่วง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอมีคนรักหรือเปล่า เธอเข้างานตรงเวลาตอนที่บาร์เปิด กลับบ้านด้วยแท็กซี่เจ้าประจำ ตอนนั้นผมได้แค่แอบรักเธออย่างเดียวเท่านั้น จริงอยู่ครับ ผมเป็นเจ้าของบาร์ เป็นนายจ้างของเธอ การจะออกปากฝากรักกับผู้หญิงที่เป็นลูกจ้าง คุณคงมองว่ามันง่าย แต่ตอนนั้นผมไม่มีความมั่นใจเอาเสียเลย”

เขาหยุดพูดเล็กน้อย ก่อนเดินเข้าไปด้านใน หยิบรูปถ่ายมาใบหนึ่งแล้วยื่นให้ฉัน

“นี่เป็นใบหน้าของผมในตอนนั้น”

ฉันจ้องภาพนิ่งนาน ก่อนจ้องหน้าเขา และหันกลับไปจ้องภาพนั้นอย่างไม่เชื่อสายตา

“นี่เป็นใบหน้าของคุณหรือคะ”

“ผม...ในตอนนั้น ถูกแล้ว”

ใบหน้าของเขาในตอนนั้น แทบจะเรียกได้ว่าคนละคนกับในปัจจุบันโดยสิ้นเชิง ดวงตาชั้นเดียว เรียวเล็ก เค้าหน้ากลมแป้น ผิวคล้ำเต็มไปด้วยสิวขรุขระเต็มใบหน้า ดูอย่างไรก็ห่างไกลกับตอนนี้ราวฟ้ากับเหว

“คราวนี้คุณเข้าใจหรือยังว่าทำไมผมถึงไม่สารภาพรักกับเธอ”

ฉันพยักหน้า

ในช่วงจังหวะที่เราทั้งคู่ต่างเงียบ ในที่สุดเขาเป็นฝ่ายเอ่ยออกมาอีกครั้ง

“แต่ความรัก บางครั้งก็ทำให้เรากล้าในสิ่งที่ไม่กล้านะครับ จริงอยู่ ผมไม่กล้าสารภาพรักกับเธอต่อหน้า แต่ผมมักจะฝากขนมไปให้เธอ เขียนจดหมายเล็กๆ ทำนองว่า ดูแลสุขภาพนะ หรือกินขนมให้อร่อยนะ ทำเป็นประจำแบบนั้นเธอก็คงดูออกอยู่บ้าง

ตอนนั้นผมคิดเอาจริงๆ จังๆ ว่าเธอน่าจะใจอ่อนกับผมได้

หลังจากที่เฝ้าแต่เอาขนมกับจดหมายให้เธอ ในที่สุดผมก็เขียนจดหมายบอกรักเธอไป ผมเขียนว่า ‘ขอโทษที่ผมรักคุณ แต่ผมห้ามใจไม่ได้ ช่วงเวลาที่ได้อยู่กับคุณเป็นช่วงเวลาที่โลกของผมสดใสขึ้นมาอีกครั้ง’

ผมแบความในใจเอาไว้ในจดหมาย เป็นการทุ่มสุดตัวสุดกำลังของผมแล้ว สำหรับความรักครั้งนี้”

เขาเงียบไปอีกนาน จนฉันขยับจะถามให้เขาเล่าต่อ ในที่สุดเขาก็เอ่ยออกมา

“ในตอนเย็นของอีกวัน หลังจากที่เธอได้รับจดหมายนั้นแล้ว เธอยื่นจดหมายฉบับนั้นคืนให้ผม เธอไม่พูดอะไรเลยสักคำ และผมก็ไม่กล้าถาม จริงอยู่ เธอแสดงท่าที่ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมคิดว่าเธอคงอายมากกว่า หลังจากบาร์ปิด ผมตัดสินใจถามเธอว่าคิดอย่างไรกับผมกันแน่”

“เธอทำสีหน้าชนิดหนึ่งออกมา เป็นสีหน้าที่ซ่อนเอาไว้ไม่มิด มันแสดงออกมาตอนที่เธอเผลอ สายตาของเธอบ่งบอกถึงความดูถูกผม แต่เธอคงไม่รู้ว่าผมเห็นสีหน้าที่เธอซ่อนเอาไว้ เธอปรับใบหน้าให้เป็นปกติ ก่อนจะบอกว่า เธอคิดกับผมแค่เจ้านายเท่านั้น”

ผมเข้าใจเธอ ตอนนั้นผมไม่มีอะไรสักอย่าง มีหนี้สินที่ล้นพ้นตัว และใบหน้าที่ถ้าเทียบกับเธอแล้ว เหมือนจรกากับบุษบายังน้อยไป

หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา ผมพยายามเลี่ยงเธอเท่าที่จะทำได้ ผมสั่งงานเธอเท่าที่จำเป็น ไม่คุยด้วย ไม่มีขนมที่ฝากไว้ให้อีกแล้ว ความสดใสและสดชื่นที่เธอเคยนำมาให้ผมแค่ชั่วขณะที่สบตากัน ทุกวันกลายเป็นหนามแหลมทิ่มแทงหัวใจ ยิ่งเห็นความสวยของเธอ มันยิ่งขับเน้นความอัปลักษณ์ของผมให้เด่นขึ้น

ในทุกๆ ครั้งที่ผมเห็นเธอ ผมจะนึกถึงสายตาของเธอที่มองผมในชั่วขณะอย่างดูถูก เป็นสายตาที่ “ไม่ว่าอย่างไรก็ลบไม่ได้ ลืมอย่างไรก็ยังติดในสมอง ทุกๆ คืน สายตาแบบนั้นอยู่กับผมก่อนหลับตาลง ผมใช้ชีวิตอย่างดูถูกตัวเองเต็มที”

“ในที่สุด ผมตัดสินใจไล่เธอออก”

“ไล่ออกเลยหรือคะ”

“ใช่ครับ ผมทนไม่ได้ที่จะเห็นใบหน้าของเธอ ใบหน้างดงาม ท่าทางของเธอตอนเล่นเปียโน ท่าทางที่ทำให้ผมเคยหลงรัก ผมทนเห็นไม่ได้จริงๆ

หลังจากที่เธอลาออก ผมกู้เงินก้อนใหม่มาลงทุน ปรับโฉม และเปลี่ยนจากบาร์สำหรับคนอกหัก เป็นบาร์ของคนทั่วไป เน้นดื่มแบบเงียบๆ เบาๆ คลอเสียงเปียโน นักเปียโนที่ผมจ้างมาใหม่ ฝีมือดีเลิศเท่าที่เงินของผมจะบันดาลได้ เธอหายไปจากชีวิตของผมแล้วในตอนนั้น

เหมือนพระเจ้าจะชดเชยที่ผมผิดหวังในความรัก บาร์ที่ผมรีโนเวทใหม่โด่งดังในชั่วพริบตา ผมเก็บเงินใช้หนี้ ลงทุนปรับปรุงร้านใหม่อีกครั้ง จนในที่สุด คนบอกปากต่อปาก และผมก็กลายเป็นผมในทุกวันนี้”

เขาผายมือราวกับจะเชื้อเชิญให้ดูความสำเร็จที่เขาประสบ

“ผมแบ่งเงินเก็บจำนวนหนึ่ง มาศัลยกรรมใบหน้า ลบล้างสิ่งที่ผู้หญิงคนนั้นเคยดูถูกเอาไว้ ผมมีใบหน้าอย่างที่คุณเห็นในปัจจุบัน ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ไม่รักใคร ไม่กล้ามีความรักกับใคร

ทุกๆ ครั้งที่ผมมองหน้าตัวเองในกระจก ผมรู้สึกว่ามีตัวของเธออยู่ครึ่งหนึ่งในตัวผม เธอทำให้ผมเป็นอย่างที่เป็นในทุกวันนี้ ไม่ว่าจะอย่างไร ก็สลัดเธอไปไม่ได้จริงๆ เพราะเหตุนี้ ผมจึงไม่กล้ามีความรัก เพราะผมยังลืมเธอไม่ได้”

บรรยากาศในห้องอึดอัด ฉันรู้สึกได้ยินเสียงร่ำไห้ที่แผ่วแว่วมาจากที่ไกลๆ 
“ขอแสดงความยินดีด้วยนะคะ ที่ในที่สุด คุณก็ประสบความสำเร็จ เอาคำสบประมาท มาเป็นแรงบันดาลใจจนได้”

“อาจเรียกไม่ได้ว่าคำสบประมาท แต่ถึงอย่างไร สายตาของเธอตอนนั้นที่แสดงออกมา ก็จะติดตัวผมไปชั่วชีวิต” เขามองหน้าฉันนิ่งและนาน

“นี่เป็นครั้งแรก ที่ผมเล่าเรื่องของเธอให้คนอื่นฟัง”

“หรือคะ งั้นฉันจะต้องดีใจล่ะสิ ตอนนี้คุณได้ข่าวคราวของเธอบ้างไหมคะ”

“ผมไม่ได้ข่าวของเธออีกเลย นับแต่วันที่ผมไล่เธอออก มีญาติมาตามหาเธอที่นี่หลายครั้ง และบอกกับผมว่า เธอมาทำงานที่นี่เหมือนเช่นเคย แต่ไม่ได้กลับบ้านอีก มานึกทบทวนดู วันที่เธอหายตัวไป เป็นวันที่ผมไล่เธอออกพอดี เธอมีญาติห่างๆ ที่อาศัยอยู่ต่างประเทศ เมื่อตามหาไม่เจอ ก็ไม่มีใครสนใจ ป่านนี้เธออาจจะเป็นบุคคลสาบสูญก็ได้ ผมไม่รู้ เพราะไม่ได้ติดตามข่าวเธออีกเลย”

ฉันกล่าวลาเขา อวยพรให้เขาประสบความสำเร็จในธุรกิจอีกเล็กน้อย เขายิ้มอย่างยินดี

หลังจากที่ฉันกลับจากสัมภาษณ์เขา เรียบเรียงถ้อยคำ เขียนบทเกริ่นนำ ตัดเรื่องที่ไม่จำเป็นออก ในจังหวะที่พักสายตาจากงาน มือเอื้อมไปหยิบหนังสือพิมพ์ พาดหัวที่ว่าทำให้หัวใจฉันหล่นวูบ

“จับหนุ่มนักธุรกิจเจ้าของบาร์เปียโน หลังพบศพหญิงสาวถูกซ่อนไว้ในบ่อเกรอะหลังบาร์” 
อ่านเนื้อข่าวได้ใจความว่า ชายหนุ่มที่ฉันไปสัมภาษณ์เมื่อวาน ซ่อนศพผู้หญิงคนหนึ่งไว้ในบ่อเกรอะหลังร้าน  ตัวผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าวางแผนฆ่าหญิงสาว เนื่องจากแค้นใจที่อีกฝ่ายไม่รับรัก หลังจากฆ่าแล้ว เขาตัดสินใจเอาศพไปทิ้งไว้ในบ่อเกรอะหลังบาร์ของอีกตึกที่กำลังก่อสร้างอยู่ ซึ่งสาเหตุที่พบศพของหญิงสาวผู้นี้เนื่องจากมีการซ่อมแซมบ่อเกรอะ ทุบส่วนที่ทำให้อุดตันออก ในผนังบ่อเกรอะที่หนาผิดปกติ พบศพหญิงสาวที่หายตัวไปอย่างลึกลับนานสามปี เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสอบสวนอีกครั้ง”

ฉันนึกถึงประโยคสุดท้ายที่เขาพูดถึงเธอคนนั้น

“อาจเรียกไม่ได้ว่าคำสบประมาท แต่ถึงอย่างไร สายตาของเธอตอนนั้นที่แสดงออกมา ก็จะติดตัวผมไปชั่วชีวิต”

ฉันนึกถึงเสียงร่ำไห้ที่ได้ยินแผ่วแว่วมาขณะที่กำลังสัมภาษณ์เขา

บางที มันอาจเป็นเสียงร่ำไห้ของหญิงสาวนักเปียโนผู้นั้นก็ได้ 











ขอฝากเรื่องสั้นเรื่องที่สี่ใน "ซีรีส์เรื่องสั้นอาชีพสุดประหลาด" ด้วยนะคะ มีตอนต่อไปแน่นอนค่ะ ฝากติดตามด้วยนะคะ สำหรับใครที่อยากอ่านเรื่องสั้นในซีรีส์อาชีพสุดประหลาด กดที่ #อาชีพสุดประหลาดได้เลยค่ะ ขอบคุณที่ติดตาม
ฝากเม้นท์ให้กำลังใจนักเขียนด้วยนะคะ ^_^
 


SHARE
Written in this book
อาชีพสุดประหลาด
เรื่องราวและเรื่องเล่าจากหลากหลายอาชีพ ที่มีทั้งรอยยิ้มและน้ำตา

Comments

WHISTLE
6 months ago
เป็นกำลังใจให้นะคะ
Reply
niji
6 months ago
ขอบคุณนะคะ

Sandgirl
6 months ago
ชอบนะคะ จะคอยติดตาม ^^
Reply
niji
6 months ago
ขอบคุณค่ะ. 😀😀😀😀
Ordin_girl
6 months ago
อ่านจนจบ แบบไหลไปเรื่อยๆเลยอะ สนุกมาก💘
Reply
niji
6 months ago
ดีใจค่าาา
buddygirlsss
6 months ago
ตอนจบพีคมากค่ะ อ่านพาดหัวข่าวแล้วใจหล่นวูบตามเลย ;_;
Reply
niji
6 months ago
ขอบคุณนะคะ