เศษเสี้ยวหนึ่งของชีวิตในดาลัต ภาค 1
ต่อจากเรื่องที่แล้วที่เล่าเรื่องราวการเดินทางในมุยเน่ วันนี้ฉันจะมาเล่าเรื่องราวที่พบเจอตลอดการเดินทางในดาลัต เมืองหนึ่งในเวียดนามใต้

Arrival date 24-05-2019
Departure date 26-05-2019

จำตอนที่พวกเรา 6 ชีวิตนั่งรถไปดาลัตได้อยู่ใช่มั้ยคะ? ผ่านถนนอันขรุขระและคดเคี้ยวในหุบเขามาหลายชั่วโมง จนในที่สุดก็เห็นตึกอารามบ้านช่องที่ส่งกลิ่นอายความเป็นตะวันตกให้เราเชยชมในความงามของสถาปัตยกรรมและผังเมืองซึ่งได้รับอิทธิพลจากประเทศเจ้าอาณานิคมอย่างฝรั่งเศส ประกอบกับอากาศหนาวๆที่เย็นสดชื่นกำลังดีจนแทบไม่ต้องเปิดแอร์นอน

นี่แหละ...เมืองดาลัต ยุโรปแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

พวกเราพักอยู่ในบ้านเช่าแห่งหนึ่งซึ่งรุ่นน้องร่วมทริปได้จองไว้ทาง Airbnb ในราคา 3600 บาท เป็นบ้านแฝด 2 ชั้นสไตล์มินิมอลโมเดิร์น บ้านฝั่งซ้ายเป็นบ้านของรุ่นน้อง 3 คน บ้านฝั่งขวาเป็นของฉันและเพื่อนรักอีก 2 คน ชั้นล่างเป็นห้องนั่งเล่นและห้องครัว แถมมีเครื่องซักผ้าให้อีกต่างหาก ส่วนชั้นบนก็คือห้องนอน 2 ห้องพร้อมห้องน้ำส่วนตัว แต่ไม่มีแอร์อย่างเดียวเพราะอากาศบ้านเขามันเย็นอยู่แล้ว ถ้าเทียบกับสิ่งอำนวยความสะดวกในห้องที่ครบครันที่สุดตั้งแต่ห้องน้ำยันห้องครัว ถือว่าถูกมากๆ ถ้าใครยังไม่มีที่พัก ที่นี่ตอบโจทย์ความต้องการของคุณได้แน่นอน เพียงแค่เสิร์ชคำว่า Dalat Twin House ก็จะขึ้นบ้านเช่าดีๆแบบนี้ให้เราค่ะ

หลังจากที่ชื่นชมกับสิ่งอำนวยความสะดวกในบ้านพออิ่มเอมใจและได้อาบน้ำชำระร่างกายที่ผ่านแดดผ่านทะเลทรายมานานให้สบายตัวแล้วนั้น เราก็ออกไปกินปิ้งย่างชื่อดังของดาลัตอย่าง CHU BBQ ใครที่มาแล้วไม่ได้กินร้านนี้ บอกเลยว่าคุณพลาดอย่างแรง! เข้าไปข้างในก็จะพบว่า คนมากินเยอะมาก อยากนั่งข้างนอกแต่ไม่มีที่นั่งว่างเลย จึงต้องเข้าไปนั่งกินข้างในร้าน

ระหว่างที่รอสั่งอาหาร ฉันก็สำรวจสิ่งรอบข้างบนโต๊ะเล่นๆ จะพบว่ามีข้าวเกรียบเวียดนามให้ลูกค้านั่งกินเล่นเป็นการเรียกน้ำย่อย และก็จะมีน้ำจิ้มตั้งอยู่คนละถ้วย ไว้กินกับเนื้อปิ้งย่าง สีน้ำจิ้มเหมือนน้ำจิ้มซีฟู้ดบ้านเรามาก แต่อันนี้รสชาติไม่เหมือนน้ำจิ้มซีฟู้ดเลยแม้แต่นิดเดียว ก็จะมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ไปอีกแบบ เค็มๆเปรี้ยวๆนิดๆ นี่ก็นั่งจกข้าวเกรียบจิ้มน้ำจิ้มเพลินเลยจ้าแม่ ตรงหน้าทุกคนก็จะมีเตาไฟไว้ปิ้งย่างพร้อมกับท่อดูดควันที่ห้อยลงมา เตาอันนี้เป็นเตาถ่านไม่ใช่เตาไฟฟ้า จินตนาการเลยว่าตอนที่ปิ้งย่างเนื้อก็จะได้กลิ่นหอมของเตาถ่านด้วย หูย คิดแล้วน้ำลายสอ

จำได้ว่าตอนนั้นเราสั่งไก่ หมู หมึก กุ้ง ปลา เนื้อวัว ผักแล้วก็ข้าวผัดเวียดนามไป (แดกเยอะ!) ร้านนี้ไม่ใช่ร้านบุฟเฟ่ต์ ฉะนั้นแล้วจะสั่งที เด็กเสิร์ฟก็จะให้เนื้อมาเป็นจาน แล้วบนโต๊ะก็จะเต็มไปด้วยจานสามร้อยห้าสิบล้านเนื้อตั้งอยู่จนไม่มีที่ว่าง ที่นี่มีอย่างหนึ่งที่ทำให้คนต่างชาติอย่างเราถึงกับงงงวย คือทางร้านไม่อนุญาตให้เอาเนื้อสัตว์ทะเลย่างรวมกับเตาเนื้อสัตว์บก แล้วก็ไม่อนุญาตให้เอาเนื้อสัตว์บกย่างรวมกับเตาเนื้อสัตว์ทะเล คิดแล้วสงสารเด็กเสิร์ฟที่แบกเตาร้อนๆมาเปลี่ยนให้ลูกค้าหลายล้านโต๊ะขึ้นมาทันที “ร้อนมือมั้ยลูกขา”
ด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่รู้ ผลคือจะกินเนื้อหนึ่งทีต้องเปลี่ยนเตาไปมาอยู่เรื่อย เข้าใจป่ะว่าจังหวะการกินมันไม่ลื่นไหล 
โชคดีที่ร้านนี้ไม่จำกัดเวลา ทำให้พวกเราที่อดอยากมาทั้งวันได้สวาปามอาหารอันโอชะนี้ได้อย่างเต็มที่ แล้วเราก็โดนไปเป็นล้านด่องกันเลยทีเดียว 1,017,000 VND ไปเลยจ่ะแม่ 

เสร็จแล้วเราไปกันต่อที่ Dalat Night Market 
ตลาดเปิดท้ายดาลัตนั่นเอง เป็นตลาดที่ใหญ่มากและคนเยอะมากเช่นกัน เรียกได้ว่าเป็นจัตุรัสแห่งดาลัตเลยก็ว่าได้ มีของขายสารพัดสารเพ ทั้งเสื้อผ้ากันหนาว พวงกุญแจ ต้นไม้ ของฝากและอาหารข้างทางยอดนิยม เป็นต้น พวงกุญแจเวียดนามมีแต่อะไรพีคๆทั้งนั้น แม้แต่พวงกุญแจที่ส่อแววทะลึ่งอย่างกล้วย น้องค. น้องกลีบดอกไม้ แล้วก็ไวเบรเตอร์ยังมี! แถมเป็นพวงกุญแจไวเบรเตอร์ที่สั่นได้เหมือนของจริง (ช็อคและกลัวมาก ณ จุดๆนี้) ส่วนของกินก็มีโยเกิร์ตเวียดนามรสธรรมชาติ พิซซ่าเวียดนาม แซนวิชเวียดนาม กาแฟ เป็นต้น ถ้าคุณมีโอกาสได้ไปดาลัต อยากให้ลองกินพิซซ่าเวียดนามดูสักครั้ง ถึงรูปลักษณ์ภายนอกจะแตกต่างจากพิซซ่าญี่ปุ่นหรือพิซซ่าอิตาเลียนที่คุ้นเคย แต่มันอร่อยมากจริงๆ ราคา 20000 VND เท่านั้นเอง 

ครั้งแรกที่ฉันเห็นคือภาพของคนเวียดนามและชาวต่างชาติจำนวนมากกำลังสนุกกับการจับจ่ายใช้สอย เหมือนกับที่เพื่อนของฉันกำลังพยายามต่อราคากับแม่ค้าขายหมวกกันหนาวอย่างดุเดือด ณ ตอนนี้ 
นอกจากเพื่อนฉันที่ต่อราคาเก่งแล้ว แม่ค้าก็เสนอราคาเก่งเช่นเดียวกันอีกภาพหนึ่งที่ฉันเห็นก็คือ ภาพของพ่อค้าจำนวนหนึ่งที่กำลังขายของเล่นไฟโดยการโยนมันขึ้นไปบนฟ้า เป็นดวงไฟลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าไปมา เป็นภาพที่สะท้อนถึงวิธีการขายของหนึ่งของคนเวียดนามได้เป็นอย่างดี เผลอๆเป็นสีสันของตลาดได้เลยก็เป็นได้นะ โยนอยู่นั่นแหละไอเจ้าไฟเนี่ย ถ้าร่วงหล่นบนหัวใครนี่บันเทิงเลยนะ

พอเดินตลาดเสร็จ เจ้ารุ่นน้องตัวดีอยากดื่มเบียร์คราฟต์ (เบียร์ที่ทางร้านหมักขายเอง เป็นรสชาติเฉพาะของร้าน) ขึ้นมาเสียอย่างนั้น เจ้าตัวก็พาพวกเราที่เหลือไปร้าน Dalat Beer Craft ซึ่งเดินจากตลาดเปิดท้ายไปที่ร้านใช้เวลาประมาณ 10 นาทีได้ เบียร์ของที่นี่ก็จะมีประเภทและรสชาติที่แตกต่างกันไป เริ่มต้นที่ Plisner ขมอ่อนสุด ตามด้วย Pale - Ginger - Blonde - IPA และ Dark ที่ขมสุดตีน ฉันเลือกดื่ม Blonde เพราะรสชาติขมพอดีมีความละมุน ส่วนเพื่อนก็สั่งที่อยากลองกันไป

สุดท้าย...แม่งก็ลองดื่มทุกแบบที่บอกไปแล้วโดยไม่รู้ตัว แก้วแล้วแก้วเล่า ผลคือ ฉันเมาค่ะ เมาแบบมีอารยะ มีสติอยู่อ่ะคุณ เพียงแต่ว่าจะรู้สึก Alert และพูดมากเกินไปหน่อยแค่นั้นเอง 

ถึงฉันจะเมา แต่ฉันเดินกลับที่พักอย่างปลอดภัยค่ะ ด้วยความช่วยเหลือของเพื่อนๆน่ะนะ ตอนนั้นฉันอาจเผลอแหกปากไปบ้าง แต่ได้เพื่อนรักจับปิดปากเงียบๆไป ฉันก็สร่างเมาอีกทีก็ตอนทำมาม่าผัดเวียดนามกินในบ้านของรุ่นน้องหลังจากที่เพิ่งถึงบ้านเช่าไม่กี่นาที แล้วก็หลับตายไปเลย จบ

จบไปแล้วนะคะสำหรับเรื่องราวการเดินทางไปดาลัตของเรา พวกเราสิงอยู่ที่ดาลัต 2 วันแล้วถึงจะกลับไทยไป เรื่องนี้เป็นการเล่าเรื่องราวชีวิตในดาลัตวันที่ 24 พฤษภาคม ส่วนของวันที่ 25 เราจะเขียนไว้ในภาคสองนะคะ 

ขอบคุณคุณผู้อ่านผู้ใจดีที่อุตส่าห์มาอ่านเรื่องราวของเราเป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ 😍 ไว้เจอกันภาคสองค่ะ


SHARE

Comments