“ไอ้ตุ๋ย คนใฝ่ทุกข์” - นิยายขนาดสั้น
โลกทั้งใบกำลังเดินทางไปสู่ความล้มละลาย และชีวิตก็เป็นเพียงธุรกิจที่ไม่คุ้มค่ากับรายจ่าย
   ไอ้ตุ๋ยเป็นคนไทยคนหนึ่ง กำลังมีอนาคตที่สดใส เขาเพิ่งเรียนจบด้วยผลการเรียนอันดับต้นๆของรุ่น และกำลังจะหางานทำ โดยส่วนตัวเขาเป็นนักอ่านตัวยง แนวหนังสือที่ไอ้ตุ๋ยซื้อมาอ่านมักจะเป็น หนังสือ how to หนังสือคิดบวก หนังสือพัฒนาตัวเองทั้งภาษาไทยและภาษาฝรั่ง ไอ้ตุ๋ยจึงเป็นคนที่เปี่ยมไปด้วยพลัง ความกระฉับกระเฉง ความกระตือรือร้นอย่างสูง ด้วยการมองโลกที่แสนจะเต็มไปด้วยความสดใส ความหวัง ความสวยงาม โลกนี้มันน่าอยู่อะไรเช่นนี้ ชีวิตของไอ้ตุ๋ยถูกสร้างขึ้นมาจากหนังสือพวกนี้นั่นเอง ไอ้ตุ๋ยไม่เคยให้ความคิดลบอะไรมาครอบงำมันได้เลยสักครั้งเดียว ไอ้ตุ๋ยมีความฝันว่าจะต้องได้งานที่ดี มีอนาคตสดใส และร่ำรวย มีครอบครัวที่ดีสมบูรณ์แบบ เรียกว่าต้องการจะไปได้สวย
.
   ในที่สุดวันหนึ่งไอ้ตุ๋ยก็ถูกเรียกไปสัมภาษณ์โดยบริษัทที่ไอ้ตุ๋ยใฝ่ฝันที่สุด ไอ้ตุ๋ยคิดว่าทุกอย่างจะงดงามและผ่านฉลุย ไอ้ตุ๋ยผ่านด่านสัมภาษณ์แสนโหดรอบแล้วรอบเล่า แต่แล้ว...ไอ้ตุ๋ยสอบตกในรอบสุดท้ายของการสัมภาษณ์ ไอ้ตุ๋ยผิดหวังอย่างหนัก มันคิดว่ามันต้องได้รับสิ่งที่ดีที่สุด โลกต้องคอยโอบแขนต้อนรับมันเสมอ แต่คราวนี้โลกไม่ทำเช่นนั้น หนังสือแนวคิดบวกและพัฒนาตัวเองเล่มต่างๆที่ไอ้ตุ๋ยซื้อมาอ่านและสะสมเป็นเวลาหลายปีฉุดความรู้สึกเสียใจอย่างหนักของไอ้ตุ๋ยไว้ไม่ได้ และมันเริ่มสติแตกจนหันมากัดกร่อนจิตวิญญาณตัวเอง ไอ้ตุ๋ยตะโกนออกมาว่า “สัตว์เอ้ย กูจะเผาหนังสือที่บ้านให้เรียบเลยคอยดู”
.
   ไอ้ตุ๋ยเริ่มปล่อยตัว และอยู่ไปวันๆจากความผิดหวังเรื่องงานที่แสนจะหนักอึ้ง ทำตัวห่างเหินจากคนในครอบครัว ไอ้ตุ๋ยไม่ถึงกับเอาหนังสือของมันมาเผาทิ้ง แต่มันเอาไปบริจาคจนหมดทุกเล่ม ตอนนี้ไอ้ตุ๋ยเหลือเพียงชีวิตที่ว่างเปล่าที่ิอยู่กับความผิดหวังของคนที่เรียนรู้โลกแต่เพียงด้านเดียว นั่นคือด้านที่ไม่เคยผิดหวัง ด้านที่สำเร็จเสมอตามที่ตั้งใจไว้ ด้านที่สวยงามโรยด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อเริ่มเจอความจริงอีกด้านจากโลกภายนอก ไอ้ตุ๋ยรับมือไม่เป็น ไอ้ตุ๋ยล้มแล้วลุกไม่ขึ้นเสียดื้อๆ ไอ้ตุ๋ยไม่ยอมรับความสำเร็จในการได้ทำงานในบริษัทอื่นๆ ต้องเป็นบริษัทนี้เท่านั้น ดังนั้นในสายตาของมัน ชีวิตนั้นทำร้ายมันอย่างจังเข้าให้แล้ว
.
   วันหนึ่งไอ้ตุ๋ยเริ่มอยากลองของแปลกใหม่ มันเริ่มคิดถึงการคิดขั้วตรงข้ามกับขั้วบวก นั่นคือการคิดลบหรือมองโลกในแง่ร้าย ไอ้ตุ๋ยเริ่มเปิดใจอีกครั้ง แต่คราวนี้ “สำหรับความทุกข์เท่านั้น” ไอ้ตุ๋ยต้องการจะเข้าถึงการมองโลกในแง่ร้ายอย่างฮาร์ดคอร์ เมื่อมันใช้ google ค้นหาสิ่งต่างๆที่มันกำลังมุ่งค้นหา มันไม่เจออะไรเลยในรูปของสื่อภาษาไทย มันเจอแต่เรื่องของการคิดบวก ปลุกยักษ์ ปลุกพลังภายใน ซึ่งไอ้ตุ๋ยเอียนเต็มที “วัฒนธรรมของประเทศและโลกไม่มีที่ยืนให้การมองโลกในแง่ร้ายและความชั่วร้าย หรือความทุกข์ เขาเสนอแต่ด้านที่สวยงามของโลกที่แสนจะโหดร้าย” ไอ้ตุ๋ยเลยลองค้นหาในรูปของภาษาอังกฤษ นั่นแหละ มันจึงเข้าถึงแหล่งอันสุนทรของการมองโลกในแง่ร้าย ( Pessimism) ในทุกดีกรี ชีวิตใฝ่ทุกข์ของไอ้ตุ๋ยจึงเปิดฉาก ณ บัดนาว
.
   ไอ้ตุ๋ยเริ่มเรียนรู้โลกใหม่ซึ่งสร้างมาจากจุดยืนพื้นฐานคือความทุกข์และความไร้สาระที่แท้จริงของชีวิต ไอ้ตุ๋ยสลัดไอดอลเก่าๆทิ้งไปและเริ่มมีไอดอลคนใหม่เป็นชาวเยอรมันผู้โดดเดี่ยวและลาลับจากโลกนี้ไปนานแล้ว เขาชื่อโชเปนฮาวเออร์ ไอ้ตุ๋ยมีความกระตือรือร้นให้เพื่อนใหม่คนนี้ิอย่างยิ่ง ไอ้ตุ๋ยบอกว่า “นี่แหละเพื่อนกู นี่แหละอาจารย์ของกู” ไอ้ตุ๋ยเริ่มใคร่ครวญชีวิตอย่างจริงจัง ไอ้ตุ๋ยเริ่มคิดถึงการมีชีวิตอยู่และความหมายของชีวิต มีหรือไม่? ถ้ามีแล้วมันคืออะไร? เกิด เล่น เรียน หาความบันเทิงเพื่อฆ่าความเบื่อหน่าย ทำงาน สร้างครอบครัว แก่ เจ็บ ตาย มันมีความหมายอะไรหรือ หรือชีวิตจริงๆแล้วไม่มีความหมายที่แท้อะไรเลย ไม่มีจุดประสงค์ที่แท้ใดๆเลย อยู่กันไป ใช้ชีวิตรอวันตายเท่านั้น ความหมายของชีวิต การกล่าวว่าผู้นั้นผู้นี้เป็นผู้ประสบความสำเร็จ เป็นเรื่องที่คิดกันไปเองและต่างจิตต่างใจ .......ทำไมพระพุทธเจ้าต้องสละโลกแสวงทางที่จะได้ไม่ต้องมาเกิดใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า พระเยซูเสนอคริสตศาสนาในรูปของผู้ที่มีใจกว้างขวาง อหิงสา ปฏิเสธการต่อสู้ ยอมทรมานเพื่อรับบาปของปวงชน และปราถนาชีวิตนิรันดร์ที่เป็นอาณาจักรแห่งพระเจ้า ไม่ใช่โลกที่โสมมใบนี้ พระเยซูอยู่เคียงข้างคนจน คนตกต่ำเสมอ “ให้อูฐลอดเข้าไปในรูเข็ม ยังง่ายกว่าการที่คนรวยจะมีสิทธิเข้าถึงดินแดนของพระเจ้า”
.
   ไอ้ตุ๋ยเริ่มอ่านงานและคำพูดต่างๆของเพื่อนใหม่ต่างวัยต่างเผ่าพันธุ์ที่ไม่เคยได้เห็นหน้าคนนี้ที่มอบมรดกแห่งความทุกข์เอาไว้บนโลกเมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว จนเสพติดเข้าไปในส่วนที่ลึกที่สุดของจิตวิญญาณอย่างคึกคะนอง .... อาจารย์คนนี้กล่าวว่า “จงคิดถึงความทุกข์ของสัตว์ที่เขมืิอบสัตว์อีกตัว เราพบว่าความสุขของสัตว์ที่เป็นผู้เขมือบนั้นเทียบไม่ได้เลยกับดีกรีความทุกข์ทรมานของตัวที่โดนเขมือบ” ไอ้ตุ๋ยเริ่มคิดถึงอาหารในแต่ละมื้อที่มันซัดเข้าไปด้วยความเอร็ดอร่อย ว่ามีเบื้องหลังอย่างไร ชีวิตของสัตว์ที่ถูกสังเวยตัวแล้วตัวเล่าเพียงเพืี่อมาบรรเทาความต้องการพื้นฐานของมนุษย์แต่ละคน ในแต่ละวัน จำนวนมหาศาล ไอ้ตุ๋ยรู้สึกผิดและสะอิดสะเอียนไปชั่วครู่ แต่อย่างไรก็ดีไอ้ตุ๋ยก็ไม่คิดจะหันมาสมาทานลัทธิมังสวิรัติ (Vegan) หรอกนะ.... ไอ้ตุ๋ยมันแค่สะท้อนใจในข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าสัตว์จำนวนมากมายหลายสปีชี่ที่มีประสาทสัมผัสที่พัฒนาสูงแล้วจนสามารถรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดจากการโดนฆ่าเหล่านั้นผิดอะไรที่ต้องถูกสังเวยให้มนุษย์แบบนี้ อาจารย์กล่าวว่า “โลกนี้คือแดนทรมานของสัตว์ทั้งปวง และ ผู้ทำการทรมานคือมนุษย์” ...ไอ้ตุ๋ยถอนหายใจแล้วบอกกับตัวเองว่ามันโชคดีแค่ไหนที่ไม่ต้องเกิดเป็นสัตว์ที่กินได้เหล่านั้นให้เค้าเชือดเพื่อจะนำซากศพมาปรุงแต่งให้หอมหวานอร่อยลิ้นมนุษย์ อย่างไรก็ดีไอ้ตุ๋ยก็ยังคงทานเนื้อต่อไป 
.
   ไอ้ตุ๋ยตามรอยของอาจารย์ของมันไปไกลขึ้นเรื่ิอยๆ “ทุกหนทุกแห่งเราเห็นการแก่งแย่ง แข่งขัน เพื่อจะแย่งชิงวัตถุ กาละและเทศะของผู้อื่นมาเป็นของตน สัตว์กินพืช คนกินสัตว์ โลกนี้มีพลังที่จะกลืนกินตัวเอง” ช่างเหมาะเหม็งกับโลกที่มันอยู่จริงๆ มันเกิดมาในยุคที่สรรเสริญการแข่งขันและความสำเร็จอันน่าเบื่ิอหน่าย มีคนหัวเราะ แล้วก็มีคนร้องไห้คร่ำครวญในสนามแข่งของชีวิต ไอ้ตุ๋ยคิดว่าทำไมโลกต้องถูกออกแบบมาเช่นนี้ด้วยนะ ช่างทรมานจริงๆ นี่หรือคือชะตากรรมของมนุษยชาติ คนชนะเหยียบคนแพ้ขึ้นไปข้างบน .... “ชีวิตนั้นเหมือนดั่งลูกตุ้มที่แกว่งไปมาระหว่างความเบื่อหน่ายกับความทุกข์” ไอ้ตุ๋ยงงไปพักใหญ่ ความสุขก็มีจริงมิใช่หรือ แต่สุดท้ายก็เข้าใจในคำสอนของอาจารย์ จุดยืนของอาจารย์คือ “ชีวิตมีมูลฐานคืิอความทุกข์” เหมือนที่พระพุทธเจ้าสอน “ความสุขเกิดจากการหายไปของความทุกข์เท่านั้น” ดังนั้นสรุปลงได้ว่าความสุขเป็นสมบัติในเชิงปฏิเสธ เพราะเราจะได้รับความสุขก็ต่อเมื่อสมบัติมูลฐานคือความทุกข์นั้นจางหายไปและสิ่งต่อมาที่จะตามต่อมาหลังความสุขก็คือความเบื่ิอหน่ายที่เหมือนนกล่าเหยื่อบินว่อนอยู่บนหัวเราทุกคนอยู่แล้วและพร้อมโจมตีเมืี่อมีโอกาสเหมาะๆ
.
   “โลกทั้งใบกำลังเดินทางไปสู่ความล้มละลาย และชีวิตก็เป็นเพียงธุรกิจที่ไม่คุ้มค่ากับรายจ่าย” .... ไอ้ตุ๋ยสะท้อนใจ.... ในอดีตเราลงแรงไปเท่าไรเพื่อไขว่คว้าสิ่งต่างๆ เพียงเพื่อสุดท้ายแล้วกลับมาพบว่ามันไม่ได้ให้ความสุขกับเราอย่างที่หวังไว้ แล้วสุดท้ายก็ผ่านเลยไปเหมือนความฝัน..... “โลกทั้งใบกำลังเดินทางไปสู่ความล้มละลาย” ช่างจริงเสียนี่กระไร ไอ้ตุ๋ยนั่งวาดภาพในหัว นั่งคิดถึง การแก่งแย่งแข่งขันระหว่างมนุษย์รอบๆตัว การโอ้อวด การที่มนุษย์ฆ่ากันเองและฆ่าสัตว์ ความชั่วร้ายนับร้อยนับพันชนิดทั่วทุกหัวระแหงของมุมโลก ความเจริญของวัตถุและเทคโนโลยี แต่จิตใจและวัฒนธรรมของมนุษย์กลับเสื่อมลง ภาวะโลกร้อน น้ำแข็งละลาย ระดับน้ำสูงขึ้น น้ำท่วมโลก สงครามนิวเคลียร์ สงครามโลก การเขม่นกันของประเทศมหาอำนาจ การก่อการร้าย อะตอมมิกส์บอมบ์ ฮิโรชิมา นางาซากิ ความอดอยากแร้นแค้นของคนหมู่มากที่ไร้คนสนใจ ความฟุ่มเฟือย ยาเสพติดที่ไม่มีวันหมด ธรรมชาติที่ถูกมนุษย์ทำลายอย่างรวดเร็วและกว้างขวางอย่างไม่เคยมีมาก่อนในยุคก่อนๆจนทำให้สุขภาพของธรรมชาติแย่ลงทุกวัน การหลอกลวงอันแยบยลระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง การเสี่ยงต่อการสูญเผ่าพันธุ์ของมนุษย์เพราะหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ การเทิดทูนความรวย ความหรูหราฟุ่มเฟือย การคิดครอบครองวัตถุเป็นสรณะของพวกมีอันจะกินและชนชั้นกลาง การที่เทคโนโลยีเข้าครอบงำและแปลงโฉมหน้าของโลกรวมทั้งมนุษย์จนทำให้มนุษย์หลงลืมการใช้ชีวิตอย่างเหมาะสม อย่างที่ควรจะเป็น และลืมความหมายของการมีชีวิตอยู่ การระบาดของโรคทางจิตเวชในหมู่มนุษย์ซึ่งนับวันยิ่งขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวางและลึกซึ้งยิ่งขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อนในวันเก่าๆ ศตวรรษเก่าๆที่โลกยังหมุนช้าและไม่บีบคั้นมนุษย์อย่างนี้ โลกถูกมนุษย์ผู้เชี่ยวชาญแปลงโฉมครั้งแล้วครั้งเล่า และแต่ละครั้งระยะเวลาการคงสภาพเดิมของมันก็จะหดสั้นลงเรื่อยๆ จนเหมือนกับว่าอัตราการหมุนของมันสูงขึ้นทุกวันจนพวกเราเวียนหัว เราหยุดเชยชมโลกที่เพิ่งศัลยกรรมแปลงโฉมมาได้ประเดี๋ยวเดียว พวกคนข้างบนเหล่านั้นก็ดัดแปลงโฉมหน้าของมันไปอีก Big Data, Disruption ยุค 4.0 5.0 6.0 อะไรของมันกันวะ? เรากำลังจะไปสู่ที่ไหนกัน? ทุกๆครั้งที่โลกเปลี่ยนแปลงโฉมหน้า พวกเราก็จะต้องเริ่มต้นกันใหม่อีกครั้ง พวกเราต้องคอยวิ่งตามการหมุนเร็วขึ้นเรื่อยๆของมันอย่างเหน็ดเหนื่อย การหยุดอยู่กับที่และการหยุดวิ่งถือเป็นความชั่วร้ายและตกต่ำ ไอ้ตุ๋ยคิดถึงวันเก่าๆที่เทคโนโลยียังไม่เจริญมากเท่าวันนี้ มันรู้สึกว่ามันสามารถสัมผัสชีวิตได้โดยตรงและเรียบง่ายกว่านี้ มันมีความสุขได้ง่ายกว่าทุกวันนี้
.
   “ความสุขของมนุษย์ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เขาเป็นและมีในหัวของเขา มากกว่าสมบัติที่เขาครอบครอง หรือวัตถุที่เขามี” ...... “เป็นความจริงว่ามนุษย์ตั้งใจที่จะเป็นคนรวยมากกว่าเป็นคนที่มีวัฒนธรรมและปัญญา  ทั้งที่ข้อเท็จจริงคือความสุขของมนุษย์ขึ้นกับสิ่งที่เขาเป็นยิ่งกว่าเงินหรือวัตถุที่เขามี” ....... ไอ้ตุ๋ยนั่งพิจารณาคำสอนของอาจารย์ต่อไป แต่บางครั้งมันก็ยากเกินไปสำหรับสติปัญญาของไอ้ตุ๋ย สุดท้ายแล้วไอ้ตุ๋ยหันมาสมาทานลัทธิมองโลกในแง่ร้ายอย่างเต็มตัว ไอ้ตุ๋ยลอกคราบสลัดทิ้งการมองโลกที่สวยงามออกทุกวัน และถาโถมเข้าไปสู่วังวนการแก่งแย่งแห่งโลกอันชั่วร้ายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไอ้ตุ๋ยเริ่มลุกขึ้นสู้ชีวิตอีกครั้งอย่างมีพลัง เพราะมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ มันน่าตลกที่ไอ้ตุ๋ยกลับมามีพลังชีวิตเพราะการคิดลบ และยอมรับความจริงอย่างที่มันเป็นอย่างกล้าหาญ..... “ชีวิตคือการต่อสู้และการนอนหลับ” ...... “ชีวิตคือการดิ้นรนต่อสู้อย่างไม่หยุดยั้งเพื่อตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่แน่นอนว่าในที่สุดสิ่งที่เราได้มารวมทั้งชีวิตของเราก็จะต้องคืนให้โลกไปทั้งหมด”


SHARE
Writer
Elan_Vital
Wannabe Philosopher
I write in order to console my soul.

Comments