Why choose? when you can have them all
ฉันขมวดคิ้วตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ยินประโยคนี้

รู้สึกตะหงิดๆมาตลอด แต่ก็หาคำตอบไม่ได้ว่าทำไม

จนวันนี้รู้แล้วว่า อ๋อออ ก็เพราะมันไม่จริงไง

เราเข้าใจใน sense ที่ว่า ‘ฉันรวย ฉันอยากได้ทุกอย่างที่อยากได้ ทำไมต้องเลือกด้วยล่ะ มีเงินพออยู่แล้ว’

There’s no problem if you can afford all you want.

เราไม่ได้มีปัญหาอะไรในแง่นั้นจริงๆ

แต่เรามีอีกมุมนึงที่อยากนำเสนอ เรามองว่าจริงๆแล้ว เราไม่สามารถเลือกทุกอย่างได้ เราต่างถูกบังคับให้ “เลือก” ตลอดเวลา

ถ้าคุณเลือกซื้อนาฬิกา 10 เรือน เป็นเงิน 1 ล้านบาท ก็เท่ากับว่าคุณเลือกแล้วว่าจะใช้เงิน 1 ล้านบาทสำหรับสิ่งนี้ ไม่ใช่เสื้อผ้า กระเป๋า ของกิน การลงทุน หรืออีกมากมายนับไม่ถ้วน

หรือต่อให้คุณมีเงินพอสำหรับทุกอย่างจริงๆ ก็ยังมีสิ่งนึงที่คอยจำกัดเราอยู่เสมอ


สิ่งนั้นคือ เวลา

เวลาบีบคั้นให้เราไม่สามารถทำทุกอย่างได้ ต่อให้คุณจะบอกว่าตัวเองจัดการเวลาได้ดีแค่ไหนก็ตาม

เราก็จะมีอายุขัย หรือความเสื่อมต่างๆตามกาลเวลามาตามไล่บี้อยู่ดี

เพราะเราไม่ได้ถูกสร้างมาให้เป็นอมตะบนโลกใบนี้

เพราะฉะนั้น ทุกอย่างที่เราเลือก หรือไม่ได้เลือก จะมีผลกระทบต่ออย่างอื่นเสมอ

เราเลยมองว่า การไม่เลือก คือการเลือกอย่างนึง... เลือกที่จะไม่ทำอะไร เลือกจะให้สิ่งต่างๆผ่านไปโดยการเพิกเฉย

และบางที ผลของการเพิกเฉยก็อาจจะรุนแรงกว่าที่เราคิดก็ได้

แต่ถ้าเราเข้าใจแล้วว่า ไม่ว่ายังไง เราก็ต้องเลือก

ก็อยากจะชวนมองว่า ทำไมถึงไม่เลือกที่จะพิจารณาทุกตัวเลือกอย่างถี่ถ้วนก่อนทุกครั้ง

เพราะไม่ว่าผลที่ออกมาจะเป็นอย่างไร อย่างน้อย เราจะได้ภูมิใจว่าเราได้คิดและเลือกอย่างดีที่สุดแล้ว

SHARE

Comments