ขอพบคุณมากกว่าหนึ่งครั้ง Give Me A Shot At The Night บทที่ 5
บทที่5 ท้องฟ้าจำลอง

ผมและฝ้าย เรากำลังเดินไปตามทางเดินลอยฟ้าเหนือถนนสายหลักของย่านการค้ากลางมหานครใหญ่ ผู้คนที่เดินสวนกันไปมามีจำนวนลดหลั่นลงไปเรื่อยๆ สวนทางกับเข็มสั้นของนาฬิกาที่กำลังเดินจากเลขสิบเอ็ดเข้าสู่เลขสิบสองบนหน้าปัด ความรู้สึกเหมือนผมกำลังเร่งแหวกว่ายอยู่ในน้ำทะเลสีขุ่น ท่ามกลางฝูงปลาหลากชนิดพร้อมคำนวณออกซิเจนในถังดำน้ำ ที่กำลังค่อยๆหมดลงไปเรื่อยๆ

“ทำไมคุณถึงดูเวลาบ่อยจังเลยละคะ?” หญิงสาวคนที่เดินตามหลังผมมาติดๆพูดขึ้น

“เรายังไม่ถึงที่ที่ผมกำลังจะพาคุณไป แล้วก็...”

“…อีกประมาณยี่สิบนาทีจะถึงเวลารถไฟฟ้าเที่ยวสุดท้ายแล้วน่ะครับ ผมไม่อยากให้คุณตกรถ”

“ถ้างั้นไม่เป็นไรค่ะ”

“ไม่เป็นไร? คุณฝ้ายจะกลับแล้วหรือครับ?” ผมหยุดเดิน

“ใครบอกว่าฉันจะรีบกลับกัน ก็โรงแรมที่ฉันพักมันอยู่ไม่ไกลจากที่นี่เท่าไหร่ อีกอย่างแท็กซี่ก็ไม่มีเวลาหมดบริการหนิคะ”

“ผมลืมเรื่องนั้นไปเสียสนิทเลยละครับ”

เธอเดินเข้ามาจับมือผม

“ใช้เวลาคืนนี้ได้ตามสบายเลยค่ะ คิดเสียว่าแนวคิดเรื่องเวลาเป็นเพียงภาพลวง”

“นี่ผมคิดดังขนาดนั้นเลยหรือครับ?”

“คุณแมลงปอนี่ช่างไม่รู้อะไรเลยนะคะ” เธอพูดแล้วยิ้มให้ผม

ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนฉ่ำใส ยังคงสะท้อนประกายของค่ำคืนและใบหน้าของผม เพียงแต่คราวนี้อยู่ใกล้กว่าตอนที่ผมเห็นในรถไฟมากนัก จึงทำให้ผมสังเกตเห็นสีพิเศษบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายใน สีสันที่ดวงตามนุษย์ที่มีเซลล์รับแสงได้แค่สามสีไม่อาจมองเห็น รวมถึงผมที่ไม่เคยรับรู้ถึงการมีอยู่ของ สิ่งอัศจรรย์ ตรงหน้ามาก่อน บัดนี้ถูกเธอปลุกจากการหลับใหล ผ่านกลไกถ่ายเทความอบอุ่นภายในฝ่ามือ ดวงตาของเธอทำให้กาลเวลาที่เคลื่อนที่รอบตัวผม หยุดนิ่งชั่วขณะเพียงแค่ประสานตากัน

ฝ้ายอาจยังไม่รู้ตัวว่าเธอครอบครองพลังดังกล่าว อีกอย่าง...เธออาจเผลอทำให้เวลากลายเป็นภาพลวง โดยไม่รู้ตัวไปแล้วจริงๆก็ได้



ผมพาเธอมาหยุดยืนอยู่บนกึ่งกลางทางเดินลอยฟ้า บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าที่พาดข้ามเชื่อมต่อสองฝั่งของถนนใหญ่เข้าด้วยกัน ถนนกว้างใหญ่เบื้องล่าง ที่แออัดไปด้วยรถยนต์และรถจักรยานยนต์มากมาย ต่อแถวเรียงกันเป็นขบวนยาวไปจนสุดสายตา ยานพาหนะซึ่งเดินด้วยกำลังเครื่องยนต์พลังมหาศาลที่มนุษย์ไม่อาจเทียบเทียม ถูกสะกดด้วยดวงไฟเล็กๆสีแดงไม่กี่ดวง เสียงกระหึ่มของเครื่องยนต์ที่คร่ำครวญเหมือนหมดความอดทนกับสภาพจราจรดังอึกทึกไปทั่วบริเวณ กลิ่นไม่พึงประสงค์จากเขม่าควันของท่อไอเสียแทรกตัวอยู่ในทุกท่วงทำนองลมหายใจ

เอกลักษณ์เฉพาะตัวของกรุงเทพ...รถติด

“ถึงแล้วครับ”

“ที่นี่...” เธอพูดพลางมองไปรอบๆทางเดินลอยฟ้า

“…ที่นี่มีอะไรหรือคะ?”

ภาพที่เห็นบนทางเดินลอยฟ้ามีเพียง ผู้คนเดินสวนกันไปมา เสาเหล็กสูงเชื่อมต่อหลังคาเว้นระยะห่างเรียงแถวทั้งสองฟากทางเดินจากด้านหนึ่งไปจนสุดอีกด้านหนึ่ง ถัดเข้ามาจากแนวเสาเหล็กมีราวกระจกกันตกเชื่อมติดกันมองทะลุผ่านลงไปเบื้องล่างได้ทั้งสองข้างทางเดิน

“ก่อนอื่น ช่วยผ่อนจุดสนใจของดวงตาสวยๆของคุณครู่หนึ่ง...”

“คิดว่าน่าจะเข้าใจค่ะ” เธองุนงงเล็กน้อยแล้วปรับสายตาตามที่ผมบอก

“...แล้วเดินมาทางนี้ครับ” ผมพาเธอเดินมายืนใกล้ๆขอบราวกันตกฝั่งหนึ่ง หันหน้ามองไปทางเดียวกับที่ถนนใหญ่ที่มีรถติดแออัดนำพาการจราจรมุ่งไป

ภาพที่เห็นคือ แสงไฟท้ายรถยนต์หลายดวงที่ทำหน้าที่แตกต่างกันไปไม่ว่าจะ ไฟเลี้ยว ไฟเบรคและไฟชี้บอก เกลื่อนระยิบไปตามท้องถนน ดวงไฟเกลื่อนกลาดนับร้อยดวงถูกทำให้กลายเป็นวงสีพร่าเลือนจากการไม่เพ่งมองที่จุดใดจุดหนึ่งเป็นสำคัญ เสริมด้วยพื้นหลังมืดๆของค่ำคืน กลายเป็นดวงดาวน้อยใหญ่ลอยอยู่เหนือพื้นผิวของโลก แทนที่จะอยู่ในชั้นบรรยากาศสูง

แม้แสงสีในเมืองใหญ่จะแผ่ออกไปบดบัง ทำให้แสงดาวบนท้องฟ้าด้อยลง อันทำให้ผู้คนไม่สามารถชื่นชมการมีอยู่ของดวงดาวที่ซุกซ่อนอยู่ ผมรู้ดีว่าไม่สามารถหาหรือนำสิ่งใดมาแทนภาพ ดวงดาวระยิบระยับบนท้องฟ้าอันแสนโรแมนติก ให้เธอได้ในเวลาและสถานการณ์เช่นนี้ แต่ถ้าเป็นท้องฟ้าจำลองในโลกที่ผมพาเธอเข้ามา...ภาพเบื้องล่างของผมกับฝ้ายที่ถูกสร้างและประกอบรวมกันจากผ้าใบวาดรูปยี่ห้อ‘ท้องถนน’ พู่กันยี่ห้อ‘รถยนต์’ และสีน้ำมันยี่ห้อ‘ไฟสัญญาณ’ อาจจะเป็นภาพแห่งความประทับใจร่วมกันที่ดีที่สุดที่ผมจะพอหาให้เธอได้ในเวลาเช่นนี้แล้ว

“ผมไม่แน่ใจว่าคุณจะมองเห็นในแบบที่ผมเห็นหรือเปล่า-”

“สวยจริงๆค่ะ” เธอพูดขึ้นมาก่อนที่ผมจะพูดจบประโยค มือของฝ้ายที่จับผมอยู่ กระชับแน่นขึ้นเป็นความหมายว่าเธอเข้าใจและไม่ต้องการคำอธิบายใดๆเพิ่มเติมอีก เธอรู้สึกเหมือนที่ผมรู้สึก เข้าใจสิ่งที่ผมคิดและต้องการจะบอก และมองในมุมมองเดียวกันกับผม

ฝ้ายไม่ได้เข้ามาอยู่ในโลกของผม โลกของเรารวมเป็นหนึ่งอย่างสมบูรณ์ต่างหาก

...ไม่ใช่ภายในเวลาเพียงชั่วคืน อาจจะเป็นเหมือนที่พนักงานเสิร์ฟสาวสวยบอกไว้ “เวลามักจะทำงานตลกๆแบบนี้” บางทีการที่ผมมาเจอฝ้ายในคืนนี้ ได้ทำให้ภาพลวงที่ชื่อว่า‘เวลา’ที่มนุษย์ใช้เป็นหน่วยบอกลำดับเหตุการณ์ ได้เปลี่ยนแปลงวิธีทำงานไปในทิศทางที่เกินกว่ามนุษย์จะทำความเข้าใจได้

ผมรู้สึกราวกับว่าเหตุการณ์บนรถไฟฟ้าที่ทำให้ผมได้เจอกับเธอนั้น เกิดขึ้นในอดีตอันไกลโพ้นมากกว่าจะเป็นเวลาไม่กี่ชั่วโมงก่อน คุณค่าของบทสนทนาระหว่างเราสองคนไม่กี่ประโยคที่ผ่านมา กลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจบอกเล่าได้ในค่ำคืนเดียว และความรู้สึกที่มีต่อกัน เกินกว่าจะเรียกว่าเป็นความสัมพันธ์

“เหตุผลที่ฉันหนีออกมาจากบ้าน ฉันพอจะพูดได้บ้างแล้วล่ะค่ะ...”

“…ฉันรู้สึกว่าฉันจะไม่สามารถมีความสุขอีกต่อไป ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ฉันเดินบนทางที่คนอื่นขีดไว้ให้ฉัน ถ้าเดินออกนอกลู่แม้แต่เพียงก้าวเดียว บทลงโทษก็จะเป็นการถูกเหยียดหยามดูถูกว่าเป็นจุดอ่อนจุดด้อย ทั้งๆที่ ถ้าขาดฉันไปสักคนก็ไม่มีใครจะเป็นอะไรเลยเสียด้วยซ้ำ แต่ทำไมถึงต้องการให้ฉันเป็นคนอื่นที่ฉันไม่อยากเป็น ทำอะไรที่ฉันไม่ได้ต้องการจะทำ ไม่มีใครได้รับประโยชน์จากสิ่งที่ฉันประสบพบเจอ แต่ก็ยังยืนยันให้ฉันสวมใส่เปลือกนอกของคนที่พวกเขาอยากรู้จัก พร้อมให้เหตุผลว่าฉันจะมีความสุขหากเดินไปตามทางที่พวกเขาขีดให้ฉัน ทั้งๆที่ความสุขจริงๆ มันไม่ได้มีชีวิตอยู่เพียงแค่ปลายทางเส้นชัยนี่คะ ฉันรู้ดีค่ะว่าทุกคนต้องประสบพบเจอกับความยากลำบาก แต่ฉันรู้สึกอิจฉาคุณ คุณทีเจ และคุณแนนจริงๆ ที่อย่างน้อยก็ได้ใช้ชีวิตในแบบของตนเอง มีความสุขในทุกๆวันของชีวิต ไม่ใช่แค่เพียงชั่วขณะที่บรรลุจุดหมาย”

“ชีวิตที่ผ่านมายี่สิบเก้าปีของผม อาจจะเป็นเวลาไม่น้อย แต่ผมจะไม่โกหกคุณ ว่าผมนั้นแทบจะไม่รู้ถึงคำตอบที่ถูกต้องว่าความสุขที่แท้จริงมันมีรูปร่างหน้าตาแบบไหน ต้องใช้วิธีใดเสาะแสวงหา ผมไม่รู้ว่าระหว่างการถูกกำหนดชีวิตด้วยปัจจัยภายนอก หรือการได้ใช้ชีวิตตามแต่ที่ใจตนต้องการ สิ่งไหนเป็นหนทางที่ชอบธรรมในการนำไปสู่ความสุขมากกว่ากัน แต่ความเชื่อที่ผมเลือกที่จะเชื่อก็คือ ถ้าหากมีคนอยู่หนึ่งร้อยคน คำตอบที่ถูกต้องเรื่องความสุขก็จะมีถึงหนึ่งร้อยแบบ เพราะงั้นคุณช่วยอยู่ข้างๆผมได้ไหมครับในระหว่างที่ผมกำลังเดินทางตามหาคำตอบให้กับคุณ สิ่งเล็กน้อยที่ผมรู้นั้นมีเพียงแค่ว่า…ความสุขนั้นแบ่งปันกันได้และผมอยากจะแบ่งปันมันกับคุณตลอดไปครับ”

“คุณฝ้าย” ผมหันไปคุยกับฝ้าย แต่กลับต้องอ้าปากค้างเมื่อเห็นว่าน้ำตากำลังไหลซึมออกมาจากดวงตาคู่สวยของเธออยู่ เธอยกมือซ้ายขึ้นมาปาดน้ำตาที่นองอยู่บนแก้ม

“อ๋อ ขอโทษค่ะ คือฉัน...” เธอพูดแล้วยิ้มทั้งๆที่น้ำตายังไหลอยู่

“…มีความสุขสุดๆ ฉันไม่ได้รู้สึกแบบนี้มานานมากแล้วก็เลย-”

“ตอนที่สัญญากัน คุณบอกว่าให้ผมถือความสุขของผมเป็นอันดับแรกใช่ไหมครับ?”

“...คุณไม่จำเป็นต้องขอโทษ หรือรู้สึกผิดกับน้ำตาที่มาจากความสุขของคุณ คุณสามารถร้องไห้ได้ตามที่คุณต้องการไม่ใช่เพียงน้ำตาที่มาจากความสุขเท่านั้นนะครับ น้ำตาแห่งความเศร้าหรือการพบเจอความยากลำบากที่ผ่านๆมา แม้น้ำตาเหล่านั้นจะมาจากอารมณ์ที่อ่อนไหวแต่มันไม่ได้ทำให้คุณเป็นคนอ่อนแอ อีกอย่างหนึ่งคนเราจะอ่อนแอก็ไม่ได้เป็นความผิดอะไรเลยนี่ครับ ที่ผมอยากจะสื่อก็คือคุณแข็งแกร่งที่คุณยอมรับว่าตัวเองอ่อนแอ ผมนับถือในจุดนั้นของคุณมากๆเลยละครับ”

“อาจจะฟังดูน้ำเน่าไปหน่อยแต่...ความสุขของผมคือการได้เห็นคุณมีความสุข”

“น้ำเน่าในทางที่ดีนะคะ” เธอยิ้มแล้วขยับเข้ามาใกล้ๆเพื่อเอนหัวของเธอมาพิงไหล่ของผม

“คุณคือความสุขของฉันค่ะ” เธอกระซิบ

“เกมนั่น...ถึงตาผมแล้วสินะครับ”

“จะเล่นอีกหรือคะ?”

“ข้อหนึ่งผมขอพบคุณมากกว่าหนึ่งครั้ง ข้อสองผมขอพบคุณมากกว่าหนึ่งครั้ง ข้อสามผม...”

“…ขอพบคุณมากกว่าหนึ่งครั้ง”



“ขอ...”

“...ขอพบฉันอีกครั้งหรือคะ?”



ผมตื่นขึ้นมาจากความฝันในเช้ามืดวันถัดมา พร้อมกลิ่นเบียร์และถั่วลิสงในลมหายใจ รู้สึกปวดขมับเล็กน้อยอย่างไม่ทราบสาเหตุ ผมนอนเอามือก่ายหน้าผาก สะลึมสะลือมองเพดานมืดๆอยู่นานกว่าจะเริ่มคิดปะติดปะต่อเรื่องราว

“หรือว่ามันเป็นแค่ความฝัน?” ผมพูดกับตัวเอง

ผมสำรวจตัวเองพบว่ายังใส่เชิ้ตและกางเกงตัวเดียวกันกับที่ใส่เมื่อคืน พบโทรศัพท์มือถือและกระเป๋าสตางค์ในกางเกงแสล็คที่ใส่อยู่

ผมเปิดโทรศัพท์ดูประวัติการโทรเข้าออกและเบอร์ที่บันทึกไว้ เพื่อเสาะหาหลักฐานยืนยันการมีตัวตนของฝ้าย ไร้ร่องรอย อาจเป็นเพราะว่าผมไม่ได้บันทึกไว้หรือเธออาจจะไม่มีตัวตนอยู่ตั้งแต่แรก เป็นเพียงตัวละครในฝันแปลกประหลาด หรือไม่ก็...ผมปฏิเสธความจริงที่ว่าเธอได้จากผมไปตลอดกาลแล้ว

ลองโทรหาทีเจดูละกัน ผมเสนอความคิดกับตัวเอง

ทีเจรับโทรศัพท์ผมแต่เงียบไม่พูดอะไร คงรอจนกว่าผมจะเป็นฝ่ายเปิดบทสนทนา

“เมื่อคืน...เราได้คุยกันเรื่องผู้หญิงที่ชื่อฝ้ายหรือเปล่า?”

ทีเจวางหูใส่ผมทันทีที่ได้ยินประโยคดังกล่าว

ผมหลับตาลงอีกครั้ง แต่ก่อนที่จะได้คิดอะไรต่อผมได้ยินเสียงกดชักโครกดังขึ้นที่มุมห้อง

“หืม?”

ห้องน้ำของเราปกติมันใกล้ห้องนอนขนาดนี้เลยหรือ?

“เฮ้ย”

ผมลืมตาดีดตัวขึ้นมาจากเตียง เพื่อมองสภาพรอบๆห้องนอนที่ผมนอนอยู่ ดวงตาที่ปรับสายตากับความมืดหลังจากตื่นนอนทำให้ผมเห็นรายละเอียดที่ไม่เคยเห็นมาก่อนมากมายรอบๆตัว

สี่เหลี่ยมมืดๆ ที่มีตัวผมนั่งประจำอยู่ตรงกลางนี้ไม่ใช่ห้องของผม

“ห้องของฝ้าย?”

ผมพลิกตัว มองหมอนอีกใบที่อยู่ข้างหมอนของผม

“หรือว่า...เราทำไปแล้ว?” ผมหน้าแดงขณะพูดกับตัวเอง

ทันใดนั้น ประตูห้องน้ำที่คาดว่าจะเป็นที่มาของเสียงชักโครกเมื่อสักครู่ เปิดขึ้นพร้อมแสงที่ส่องออกมา ตาของผมที่ชินกับความมืดถูกแสงจ้าของห้องน้ำสาดเข้าใส่เต็มๆทำให้ต้องรีบเอามือยกขึ้นมาบังแสง

“ฝ้าย” ผมเรียกชื่อเจ้าของเงาที่กำลังเดินออกมา

“ข้าเองโว้ย” เจ้าของเงาตะโกนบอกผมด้วยน้ำเสียงที่คุ้นเคย

“ไอ้ทีเจ” ผมกล่าวอย่างตกใจ

“เออสิ เข้าห้องน้ำแป๊ปเดียว จะโทรมาทำไมวะ?”

“แล้วฝ้าย ฝ้ายไหน? เด็กใหม่แกหรือ?” ทีเจถาม

“เฮ้ย ถามจริง? ฝ้ายที่แกเสิร์ฟมาร์ตินี่ให้อาทิตย์ก่อนน่ะ จำไม่ได้หรือ?”

“ข้าทำมาร์ตินี่ให้ลูกค้าเยอะแยะไป ไม่มีเวลามาจำชื่อหรอก”

“คนที่ข้านั่งคุยด้วยทั้งคืนน่ะ”

“ไม่รู้ว่าแกเป็นอะไรนะ แต่ข้าไม่รู้จักคนชื่อฝ้ายโว้ย”

“นอนต่อละ เพิ่งจะหกโมงเอง” ทีเจพูดจบแล้วเดินมานอนข้างๆผม

ผมนั่งชันเข่ามองดูทีเจที่กำลังนอนหลับอยู่

ถ้าฝ้ายไม่มีตัวตนจริงๆ แล้วความรู้สึกข้างในตัวผมนี้ มันคืออะไร? ทำไมมันถึงได้รู้สึกว่างเปล่าแบบนี้ ผมนำมือมากุมไว้ที่หน้าอก รู้สึกเจ็บปวดอย่างบอกไม่ถูก

“ขอ...พบคุณมากกว่าหนึ่งครั้ง” ผมได้ยินเสียงมาจากที่ไหนสักแห่งใกล้ๆ ผมมองไปรอบๆมีเพียงแต่ความมืดว่างเปล่าไร้ผู้ใด

“ขอพบคุณมากกว่าหนึ่งครั้ง…ถ้าส่งไปถึงคุณได้ก็คงจะดี” คราวนี้ผมพูดกับตัวเอง

“เมื่อตะกี๊เสียงข้าเองโว้ย…” ทีเจลุกขึ้นมาเฉลย

“…ก็ข้าได้ยินแกละเมอพูดแต่ประโยคนี้ทั้งคืน”

“อีกอย่าง ถึงข้าไม่รู้จักคนชื่อฝ้าย แต่ข้ารู้จักคนชื่อสองนะ เธอไปเจอแกนอนอยู่ริมถนนเลยโทรมาที่ร้านเพื่อให้ข้าออกไปรับแกมาที่นี่น่ะ”

“เธอบอกว่าถ้าแกตื่นแล้ว ให้ไปเจอเธอบ่ายนี้ที่ท้องฟ้าจำลอง ในกระเป๋าเสื้อแกน่าจะมีเบอร์ของเธอใส่ไว้อยู่...”





“...เป็นสาวพิลึกจริงๆ ชวนไปท้องฟ้าจำลอง”



The end.
SHARE
Writer
coldscriptedline
Writer
And though I write them by the light of day, Please read them by the light of the moon

Comments