01/09/2019 เมื่อแม่บอกว่าอยากส่งเราเข้ารพ.บ้า
แม่เรารับไม่ไหวกับการมีเราเป็นลูกแล้ว เพราะเราทำร้ายน้องสาวเรา ลูกรักของแม่เสมอ แม้ว่าเราจะไม่เคยอิจฉาในความรักนี้ แต่ในฐานะคนที่พยายามทำอะไรทุกอย่างเพื่อพ่อและแม่ เราเสียใจมากนะ

เรื่องรพ.นี้ เราเคยคิดมาตั้งแต่เริ่มรักษาโรคซึมเศร้าใหม่ๆ เรามีความคิดอยากตายวนเข้ามาให้ต้องสู้กับมันด้วยสติบ่อยครั้ง มันทรมานจนเราถามกับจิตแพทย์ว่า "หมอคะ หนูไม่สมควรต้องแอดมิดเหรอ?" สิ่งที่หมอตอบมาคือเราอาจจะมีความคิดอยากตายในระดับรุนแรง แต่เรามีสติที่จะต่อสู้ค่อนข้างมาก ดังนั้นอาการเรายังไม่แย่ขนาดต้องอยู่ในการควบคุม

ใจเราอยากอยู่รพ.นะ มันอาจจะน่าเบื่อหน่อย แต่เราไม่ต้องเจอกับสภาวะความเครียดต่างๆ เราใช้ชีวิตผ่านพ้นไปอย่างคลีนๆ แต่ก็นะ ไม่ได้ก็คือไม่ได้ จนวันนี้ที่แม่โมโหพูดขึ้นมาว่า "ชั้นจะเอาแกเข้ารพ.บ้า" ที่เราตอบได้เลยคือ "เอาที่แม่สบายใจ"

เรื่องมันเริ่มต้นมาจากเรื่องงี่เง่าบางอย่าง แม่และน้องที่ปกติก็โพสต์เฟซบุ๊คด่าญาติทุกคนแม้แต่คนที่เคยให้เงินช่วยเหลือบ่อยๆ กลับเดือดร้อนกับสถานะที่เราพูดถึงอดีตเกี่ยวกับบ้าน เรามีสินทรัพย์อย่างเดียวคือที่ดินบ้านที่ซุกหัวนอนตรงนี้ เราได้มาจากมรดกแบบเร่งด่วน ช่วงฟองสบู่แตก แม่เรามีหนี้หลักล้าน เอาที่ดินของตัวเองและของป้าไปจำนอง สุดท้ายจะเสียไปทั้งสองที่ ก๋งเลยเข้ามาช่วยไถ่คืนและโอนให้เป็นสมบัติของหลาน เพราะคิดว่า "อย่างน้อยหลานจะต้องมีบ้านอยู่ในอนาคต"

การที่เราพิมพ์ไปแค่ว่าเพราะเศรษฐกิจทำให้แม่มีหนี้ นั่นคือการประจานแม่ตัวเองเฉยเลย เราก็ไม่อยากพูดหรอก ถ้าไม่เพราะแม่จะเอาเงินชดเชยจากกองทุนหนึ่งที่ต้องได้มาแบ่งกันกับลูกๆ ไปทำบ้านใหม่ ในขณะที่เราอยากเอาเงินส่วนของตัวเองไปใช้หนี้ทุนการศึกษา แม่ด่าเราว่าเราเห็นแก่ตัว และไล่เราที่เป็นเจ้าบ้านไปอยู่ที่อื่นถ้าจะทำแบบนี้

บอกตรงๆ ในใจคิดว่า "เหี้ยไรเนี่ย" การมีหนี้และจะใช้หนี้ก่อนมันร้ายแรงขนาดต้องไล่กันเลยเหรอ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่แม่ไล่เราออกจากบ้านเพราะความไม่พอใจ เหตุผลแย่กว่านี้ก็มี เช่น ไม่อ่านหนังสือก็ออกจากบ้านไปเลยนะ เป็นต้น (เราเขียนเล่าไปในบล็อกก่อนหน้าแล้ว) อีกอย่างถ้าลำดับความเร่งด่วน บ้านเราก็ไม่ได้โทรมขนาดอยู่ไม่ได้ แต่หนี้เราเนี่ยมันต้องใช้ คนอื่นจะทำอะไรกับเงินตัวเองก็แล้วแต่ แค่ของเราเราจะใช้หนี้ก่อน

กลายเป็นว่าเราถูกน้องสาวตำหนิว่าโพสต์แบบนั้นเพื่อแสดงความเป็นนางเอก เป็นผู้ถูกกระทำ การที่เราสำนึกบุญคุณและความสัมพันธ์ของคนอื่นนี่มันนางเอกมากเลยเหรอ ก๋งให้เรามา ให้ที่ดินที่พวกญาติๆ เติบโตกันขึ้น ที่ดินที่ก๋งสร้างตัวเองจากเสื่อผืนหมอนใบ เราแค่อยากรักษามันเอาไว้เท่านั้นเอง เพราะถ้าเจ้าหนี้เกิดฟ้องร้องยึดทรัพย์ขึ้นมา เราอาจจะไม่เหลือบ้านให้สร้างต่อเติมอะไรอีก เราคือลูกเนรคุณที่ประจานแม่

เราพยายามนิ่ง ข่มใจ คิดซะว่าคนที่กำลังด่าเราคือคนป่วยทั้งกายและใจ เขาไม่สามารถเข้าใจได้ก็ปล่อยไป แต่มันไม่หยุด น้องสาวเราเริ่มลามปามด่าไปถึงเรื่องงานเรื่องแฟนเก่า อวดอ้างว่าตัวเองได้เงินจากผู้ชายมาสองแสนเพื่อปิดคดีพรากผู้เยาว์และยกมันให้แม่ทั้งหมด ในขณะที่เรามีเงินให้แม่แค่สี่หมื่น สี่หมื่นที่มีความหมายแค่เราหามาด้วยหยาดเหงื่อตัวเองเท่านั้น เราโกรธ แน่สิ เราต้องแบกรับภาระความเป็นพี่ที่ต้องทนทุกอย่าง ทนแม่ ทนน้อง ทนดราม่าที่ทั้งสองคนขยันเพิ่ม ทนการผลาญเงินแม่แบบชิบหายแต่บอกว่ารักแม่ ทนเห็นแม่ถูกว่าไม่ได้ แต่ตัวเองโพสต์ด่าแม่ตัวเองและแม่คนอื่นอย่างบ่อย

เราต่อยน้องที่หน้าเน้นๆ ยิ่งมันหันสู้มาด่าเรา เราก็ต่อยซ้ำไป สิริรวมสี่ครั้ง เราคว้าคอเสื้อน้องจนมันขาด ไม่ได้แตะต้องส่วนอื่นใดนอกจากคอเสื้อและแก้มน้อง อวัยวะที่น้องมีปัญหาป่วยอยู่เราไม่ได้เฉียดกรายเลย ถามว่าทำไมจำได้ เพราะเรามีสติตลอดเวลาที่คิดทำไง เราถือว่าเราทนมากว่าสิบห้าปีแล้่ว น้องเรามีแต่หางานและดูถูกเรา น้องเอาลำโพงบลูทูธฟาดหัวเรา กรามเราเจ็บร้าวดีทีเดียว ร้าวมาตั้งแต่ขมับ แต่มันไม่แตก โอเค เราไม่สาหัส น้องเราในแวบแรกก็เช่นกัน ยังคงด่าทอเราได้และข่มขู่ให้เราปล่อย เราได้ตัดสินใจพูดว่าน้องเราจิตและความคิดไม่โอเคแล้วนะ คิดแต่ว่าคนอื่นจะร้ายกับตัว คิดแต่เรื่องแย่ๆ ระแวงว่าแฟนเก่าที่ทิ้งตัวเองไปยังพยายามเข้ามาแฮคเฟซและส่องชีวิตมัน ทั้งที่ตัวมันเองนี่แหละไปคอยหาเรื่องส่องและหยิบมาด่าเป็นระยะ แม้ว่าจะผ่านมาสามปีแล้ว เราพูดไปแรงๆ "เค้ามีแฟนใหม่ไปแล้ว เค้าทิ้งมึงไปแล้ว เค้าไม่มาเสียเวลาดูชีวิตมึงหรอก"

น้องเราหมดเรื่องจะโวยวายต่อล้อต่อเถียงในตอนนั้น เมื่อเราเห็นมันพูดได้แค่ว่าให้ปล่อย เราก็ปล่อย สิ่งน่ากลัวที่เราไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นกับชีวิตคนจริงๆ โดยเฉพาะชีวิตเราก็คือการที่น้องลงไปดิ้นถีบขาใช้มือทึ้งหัวตัวเองแล้วกรีดร้อง เออ...เหมือนคนบ้าอ่ะ ความคิดเราในตอนนั้นคือแม่งต้องเสียสติไปแล้วแน่ๆ มันทำแบบบนั้นเสร็จก็ลุกขึ้นไปคว้ามือถือโทรแจ้งตำรวจ เราก็เฉยๆ กล้าทำก็กล้ารับ ยืนรอฟังเลยจ้า นางดูสะใจที่ตำรวจให้ความสนใจ แต่พอตำรวจรู้ว่าเป็นฝีมือพี่สาว เสียงเขาก็ดูอ่อนลงและบอกให้นางไปรพ.แทน ตอนนั้นเองเราถึงรู้ว่าตำรวจไม่ได้อยากใส่ใจ ขั้นตอนปกติคือต้องไปสถานีก่อนแล้วค่อยนำหมายไปตรวจร่างกาย แต่น้องเราสะใจขนาดหันมาพูดกับเราว่า "มึงเจอดีแน่ ตำรวจให้กูไปรพ." นี่ก็ยักไหล่และพูดกลับไปอย่างไม่แคร์ว่า "อย่าลืมโทรหาพ่อแม่ให้เขาเป็นธุระล่ะ"

เราไม่คิดหรอกว่าพ่อแม่จะแคร์อะไรเรา แน่นอนว่าต้องมาตำหนิเราโดยไม่ถามอะไรทั้งสิ้น ใช่ล่ะ เราคือคนปกติ คนที่เคยทำได้ดีตลอด คนที่พลาดไม่ได้ ดังนั้นเมื่อเราทำเรื่องที่ควบคุมอารมณ์ไม่ได้แบบนี้เราจะถูกประนาม ตามคาด พ่อกลับมาบ้านก่อนก็ต่อว่าเราโดยมีน้องสาวยืนเป็นลูกคอคอยพูดแทรกข้างหลัง เราไม่มีอะไรจะพูดแก้ตัวนอกจากถามไปไม่กี่คำ

"ครั้งสุดท้ายที่หนูตีน้องคืออายุเท่าไหร่?"
"หนูเคยมีปัญหาอะไรแบบนี้ที่พ่อแม่ต้องมาคอยแก้ไขอะไรให้ไหม
หนูเคยทะเลาะแบบนี้กับใครไหมในชีวิตของหนู?"  
คำตอบแบบไม่สปอยล์คือ...เมื่อเกือบสิบห้าปีก่อนน้องป่วย กับ "ไม่เคย" เราไม่เคยทะเลาะกับใครจนมีเรื่องราวรุนแรงขนาดพ่อแม่ต้องมารับผิดชอบ ในขณะที่น้องๆ ของเรามีอยู่เนืองๆ เราถามไปเพราะอยากให้พ่อตั้งสติคิดดูเอาตามเหตุผล และอยากที่จะบอกพ่อไปว่า "หนูก็มีความรู้สึกนะ"

แต่กลายเป็นการพูดความรู้สึกต่างๆ กลับเป็นการทำร้ายพ่อแม่ ทำให้เขาเสียน้ำตาเมื่อเราพูดถึงความลำบาก เข้าใจไปเองว่าเรารังเกียจความยากจนที่พ่อแม่มี บางทีเราก็สงสัยนะ ทำไมเขาคิดแบบนั้น เราคือคนที่แทบไม่ซื้อของมีราคาเลย (ยกเว้นหนังสือ) น้องสาวมีทั้งเสื้อผ้าแบรนด์ กระเป๋าแบรนด์ เราไม่ได้อิจฉานะ เราแค่คิดว่ามันคือการซื้อของเกินตัวมากๆ บ้านเราจน เรารับสภาพความจนของที่บ้านได้มานานแล้ว และเลือกที่จะหาทางช่วยเหลือตัวเองให้ได้มากที่สุด การเลือกจะขอความช่วยเหลือจากบ้านนั่นคือทางออกสุดท้ายเมื่อเราไม่เหลืออะไรแล้ว บอกตามตรงถึงจะเป็นแบบนั้น บ้านก็ช่วยให้ปัญหาเราคลี่คลายได้ยากจนแทบไม่มีที่จะทำให้มันจบลงหรือหายไป

เรายอมรับผิดเองทุกอย่าง เราไม่เสียเวลาเล่าในสิ่งที่เขาไม่คิดถาม ในขณะที่คนถามคิือญาติๆ นอกบ้าน ไม่มีใครว่าเราทำถูก เราได้รับคำตำหนิ ก็ถูกต้องแล้ว เราทำร้ายคนอื่นก็สมควร แต่อย่างน้อยเขาก็ถามเหตุผล แค่ถามก็มีความหมายแล้ว อย่างน้อยก็เห็นว่าความอึดอัดใจของเรามีคนรับฟังบ้าง เพราะพ่อกับแม่ไม่ถามอะไรเลย ทุกคนโฟกัสที่น้องโดนต่อย แต่เหมือนที่เราโดนฟาดหัวจะไม่มีใครรู้ 

เรื่องมันควรจะแค่เล็กๆ สำหรับพี่น้องทะเลาะกัน สิ่งที่จะเล่าต่อไปนี้เราเองก็ไม่คิดอ่ะว่าคนที่เติบโตมาพร้อมกันจะเป็นได้ขนาดนี้ เรายังคิดว่ามันนิยายเลย ขนาดเราเขียนนิยายเองยังไม่เคยน้ำเน่าขนาดนี้ น้องสาวเราส่งภาพที่มีเลือดออกตรงปากให้ญาติๆ ดู ฟ้องว่าโดนเราทำร้าย อ้างว่ามีญาติคนอื่นเป็นคนพูดทำให้น้องสาวต้องโดนทำร้าย ซึ่ง...โอ๊ย อีเหี้ย ขออุทานหยาบๆ กูต่อยมึงเพราะปากมึงเองล้วนๆ และกูทนมาเป็นสิบปีแล้วสัสกับอีปากนี้ มึงเป็นคนป่วยทางกายและใจ แต่ใช่ว่ามึงจะใช้คำว่าป่วยเป็นข้ออ้างในการทำส้นตีนกับคนอื่นได้นะ

เรื่องมันขยายไปเรื่อยๆ โดยน้องสาว เพราะเราไม่พูดอะไรมากเลยถ้าไม่มีคนถาม (แต่น้องนี่ทั้ง Facebook ทั้ง Line เก่งมาก) และเรื่องราวก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่การพูดว่าน้องต้องแกล้งเป็นลมเราถึงหยุดตี ซึ่งในความเป็นจริงคือมันไม่ได้เป็นลม มันยังกรี๊ดได้ตั้งนาน เลือดที่ปากนี่ก็งง เพราะอยู่เป็นชม.ก็ยังเห็นมาเถียงฉอดๆ อยู่หลังพ่อ ไม่มีแม้แต่จะซึม ถ้าอมในปาก ทำไมมันพูดได้อ่ะ มันต้องไหลแล้ว ไปกว่านั้นคืิอเราทำร้ายแต่หน้าเขา ไม่ได้แตะต้องแขน ซึ่งแขนเนี่ยน้องมีการทำเส้นเลือดเพื่อสำหรับฟอกไตเอาไว้ แพงจะตาย กลายเป็นบอกว่าจะฟอกเลือดไม่ได้ เพราะโดนตีที่แขนด้วย เราแบบ...เหี้ยไรเนี่ย

เราผู้กระทำนี่ถึงกับอึ้งไปเลย เราต่อยแค่สี่ทีจริงๆ มีสติดีที่ทำเพราะรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว อยากให้ปากดีๆ ของมันหยุดพล่ามสักที เลิกพยายามเอาความชั่วเข้าใส่เราและเย้ยหยัน การที่น้องสาวป่วยมากมายไม่ใช่ข้ออ้างจริงๆ ที่จะไม่เห็นหัวคนอื่น เราทำแล้วยืดอกยอมรับความผิดเลยตลอดเวลา รับฟังทุกคำตำหนิจากทุกคนโดยไม่เถียงอะไรเลย ส่วนน้องสาวเรา เมื่อมีการพาดพิงว่ามีคนอื่นพูดให้ร้ายจนเราต้องทำรุนแรงกับเค้า คนที่โดนอ้างถึงรีบคุยปรับความเข้าใจ คนนี้เองเป็นญาติเหมือนกัน เคยช่วยเหลือหลายอย่างกับน้องสาว ให้เงินไปเรียน ออกค่าอุปกรณ์การเรียนบางอย่างให้ และเมื่อเขาพูดให้คิดทำนองว่า "ถ้าเขาเกลียด เขาจะมาช่วยเหลือเหรอ?" กลายเป็นว่าน้องสาวโพสต์ Facebook พาดพิงต่อไปว่า "อย่ามาทวงบุญคุณ"

โอ้โห ตอนที่รู้เรื่องเราได้แต่คิดว่าพ่อกับแม่เราเลี้ยงตัวอะไรมาเนี่ย คนเราเมื่อได้รับความช่วยเหลือหรือเมตตาจากใคร เราควรจะที่จะตระหนักและซาบซึ้งกับมันสิ ไม่ใช่แค่กับญาติคนนี้อย่างเดียว แต่กับคนอื่นๆ น้องสาวเราก็เคยด่า เช่น ในตอนเด็กมากนอนป่วยอยู่รพ. ต้องการรับบริจาคเลือดมากๆ ป้าเราคนนึงไปนอนให้เลือดนาง นางก็ยังมาด่าเขาทีหลังได้หลายอย่าง เราเข้าใจว่าป้าคนนี้เค้าปากร้าย แต่เขาก็ยังให้ความช่วยเหลือเอ็นดูนะ ไปจนถึงบางคนที่สงสาร ให้เงิน ให้ของ อุ้มชูกันมาตลอด ก็ไม่เคยมีการชื่นชมออกสื่อเลย น้องสาวเราสามารถโพสต์ขอบคุณคนอื่นที่ไม่ใช่ญาติได้เพื่อเงินไม่กี่พัน ซาบซึ้งมากกว่าญาติที่คอยดูแลและถามไถ่ พอเขาพูดถึงความช่วยเหลือในอดีตก็หาว่าเขาทวงบุญคุณ

เรื่องของน้องสาวที่เปลี่ยนเรื่องไปทุกวันและพร้อมจะด่ากราดทุกคนนี้เองเป็นชนวนให้มีประเด็นร้อนรนจนแม่เราโวยวายว่าจะส่งเราเข้ารพ.บ้า เพราะน้องสาวอ้างว่าปวดหัว ต้องสแกน MRI แม่โทรมาจากหน้าห้องฉุกเฉิน โวยวายให้เราหาเงินสามพันกว่าๆ ไปจ่าย เราตอบอย่างง่ายๆ เลยว่า "ไม่มี และหายืมไม่ได้ด้วย เพื่อนไม่มีให้ยืมแล้ว" แม่เลยกระแหนะกระแหนมาอีกว่า "อ๋อ ใช่ซี้ ก็เธอไปต้มตุ๋นหลอกคนอื่นเค้าหมดแล้วไง" นี่ถึงกับนั่งคิด โอ๊ยยยย กูเกิดมาจะสามสิบปี เพิ่งรู้ว่ามีอาชีพเสริมร้ายกาจขนาดนี้ แต่ท่าทางจะกากนะกับงานนี้ ชีวิตยังไม่เคยรวยจนมีเสื้อผ้าแพงๆ ใส่เลย รองเท้าอีก ต้มตุ๋นยังไงให้ชีวิตแย่ขนาดนี้นะ ไม่รู้แม่ไปเอาสตอรี่นี้จากไหนมา แต่มันเจ็บปวดมากนะ เพราะเรามีหนี้สิน และหนี้เหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นเพราะครอบครัวแท้ๆ พูดเลย เราพึ่งพาครอบครัวไม่ได้ ครอบครัวมีแต่พยายามเหนี่ยวรั้งเราให้ต้องพยายามลากพวกเขาไปข้างหน้าด้วย โดยที่พวกเขาไม่เคยให้ความอบอุ่นเย็นใจอะไรแก่เราเลย และตอนนี้แม่แท้ๆ ของเราเรียกเราว่านักต้มตุ๋น

ต่อมาเมื่อเราไม่เถียงอะไรมาก ก็อ้างว่าจะส่งเข้ารพ.บ้า พูดว่าเราน่ะบ้าไปแล้วทำขนาดนี้ ทำขนาดนี้? นี่ยังน้อยไปนะเมื่อคิดว่าที่ผ่านมาต้องทนเดือดร้อนอะไรกับอีคนป่วยที่ไม่เคยเห็นหัวคนอื่นแบบนี้ ถ้ารู้ว่าจะมาเล่นใหญ่ถึง MRI นี่คงไปหาเก้าอี้มาฟาดให้ตายห่าตรงนั้นเลย จะได้คุ้มเงิน แต่เอาเหอะ ความพีคคือรพ.นั้นไม่มีเครื่อง MRI และค่า X-ray ก็ไม่ถึงพัน จะเอาเงินสามพันกว่าไปทำอะไรก็ไม่ทราบนะ แรกเริ่มแม่ยังรายงานมาว่าน้องเบ้าตาแตก แต่พอกลับบ้านก็ดูปกติดี ดูเหมือนว่าเรื่องสแกนหัวของมันจะจบลงแค่การฉีดยาแก้ปวดแล้วก็หาย เอวัง

เราปล่อยให้น้องพ่นด่าอะไรเราต่อไป ส่วนตัวเราเลือกจะพูดถึงชีวิตที่ผ่านมาสามสิบปีในฐานะลูก ความหนักใจและกังวลทั้งหมดในสถานะเดียว เพราะต้องการบอกกับคนอื่นว่าเราพอแล้วกับบทบาทนี้ เราพยายามอย่างมากที่จะเป็นลูกที่ดีจนแทบไม่ได้ทำอะไรที่ตัวเองอยากทำมากจริงๆ หรือต้องเลือกทางที่โอเคกันสองฝ่าย เรากลับถูกมองว่าเอาแต่ใจ ได้ทุกอย่าง มีแต่คนชื่นชม อะไรก็เราๆๆๆ บางทีมันเหนื่อยนะ เหนื่อยจนรู้สึกว่าเรายังเป็นคนอยู่ไหม เป็นลูกของพ่อแม่จริงๆ หรือเปล่า บางครั้งแม้แต่ใบเกิดเราก็ยังไม่อยากเชื่อ เราพ่นความในใจลงไปยาวเหยียดเพื่อสุดท้ายจะบอกว่า "เราพอแล้วกับการเป็นลูก" 

ไม่มีใครลาออกจากความเป็นลูกได้หรอก แต่เรายุติบทบาทบางอย่างได้ ในแง่ของความรับผิดชอบ เราในหน้าที่ของลูกบ้านนี้คือเลี้ยงตัวเองได้ มีเงินให้เค้า แค่นั้น เรื่องทางอารมณ์ที่เราโหยหา คำถามที่ต้องการคำตอบไม่จำเป็นอีกต่อไป เราเป็นแค่คนอาศัยอยู่ในหลังคาเดียวกันเท่านั้น  เราโกรธยิ่งกว่าการเลิกกับแฟน เราโกรธมากขนาดที่แม้แต่ความภูมิใจที่สุดอย่างปริญญาเราก็พร้อมฉีกทึ้งมัน โกรธจนอยากลงไปคว้ารูปความสำเร็จเหล่านั้นที่ห้องนั่งเล่น ฟาดให้กรอบแตกกระจาย ฉีกมันออก ไม่มีความหมาย และคนในบ้านนี้ไม่มีสิทธิที่จะเคลมความสำเร็จตรงนี้ของเรา เออ คือตอนกูเรียน กูแบกทุกอย่างคนเดียว กูเหนื่อย กูทนหลายอย่าง กูพยายามอย่างบ้าคลั่ง แม้แต่บ่นก็ไม่มีใครรับฟัง ไม่มีใครเคียงข้าง ปริญญานี้คือของกูคนเดียว!

เราตั้งใจว่าถ้าเราเป็นลูกเหี้ยและไม่ว่าทำยังไงก็ไม่ดี งั้นจงอยู่กับลูกดีๆ ของเค้าอีกสองคนแล้วกัน พ่อแม่เราโชคดีมากที่มีลูกเยอะ เราเหี้ยไปคนเดียวคงไม่ตาย พูดตามตรง...เขาทนลูกแสนดีคนที่เราต่อยไม่ได้นานนักหรอก ก็ด้วยปากดีๆ กับวิถีชีวิตของมันนี่แหละที่จะพาให้แม่ต้องหวนมาหาเราอย่างเลี่ยงไม่ได้ และก็จริง เพียงแค่สองวันพวกนางก็เหวี่ยงใส่กันเองแล้ว และคราวนี้ไม่มีเรามาคอยรับฟังรับใช้อีก ก็...สะใจอยู่นะกับการได้เห็นและได้ยิน

ข้อความท้ายๆ ที่เราบอกแม่คือต่างคนต่างอยู่ เราจะไม่พล่ามอะไรมากมายด้วย และจะไม่ช่วยเหลือกิจกรรมของบ้านอีกต่อไป เราทำทั้งงานบ้าน งานตัวเอง และช่วยงานพ่อแม่ด้วย แต่เราก็เป็นลูกเหี้ย ดังนั้นเราจะทำอะไรที่เราพอใจ เราบอกไปตรงๆ ว่าเราคงจะเหมือนเดิมไม่ได้ แม่ทำร้ายเราทั้งวาจาและการกระทำ แต่แม่ไม่เคยขอโทษหรือแสดงความเสียใจที่เคยทำร้ายเราสักครั้ง

แน่นอนว่าไม่นานนักแม่ก็ต้องมาพยายามคุยกับเรา สองวันเท่านั้นแหละ เพราะน้องสาวเริ่มมีความเยอะและเหวี่ยงใส่ แม่ขอโทษเราเป็นครั้งแรกในชีวิต แต่อนิจจา...มันเป็นคำที่รอคอยแต่เรากลับไม่รู้สึกอะไรเลย ใจเราไม่มีความสั่นไหว มันราบเรียบ เราไม่อาจซาบซึ้งกับมันได้อย่างที่ควร มันเหมือนใจเราเป็นก้อนหินไปแล้ว เราไม่รู้สึกอะไรแล้วจริงๆ
หรือเป็นเพราะเราอยากมีชีวิตรอดต่อไป
ก็เลยเปลี่ยนตัวเองให้เป็นหิน
แทนที่จะหายใจและเปราะบางอย่างมนุษย์ต่อไปกันนะ? 

ป.ล.เรื่องมันผ่านมาสักพักแล้วล่ะ และความเจ็บที่โดนฟาดหัวทุเลาลงไปมากแล้ว ไม่ได้น่ากลัวเท่าไรนัก

SHARE
Written in this book
บันทึกลูกกวาดบนถนนสีเทา 
รวมไดอารี่สำหรับปี 2019 ตั้งใจว่าไม่เขียนเยอะขึ้น ก็จะเขียนน้อยลง การเขียนน้อยลงในนี้ แสดงว่าอาการดีขึ้นมากๆ แล้่ว
Writer
LILITU
Vampire
Prof. of Being Dead insides. A Girl who obsessed with Death, Crime, Cat and Night Creatures. Nothing more...nothing less. [http://fb.com/lilith.in.the.moon]

Comments

famname123
3 months ago
เป็นกำลังใจให้นะครับ :)
Reply
Irenekamp
3 months ago
ขอเป็นกำลังใจให้นะคะ ♥
Reply
Cyclown
3 months ago
ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้นะคะ
ขอให้ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี
Reply