เรื่องของการฝึกงานในหน่วยงานราชการ และ เอกชน ในมุมของคนอายุเลข2
เราเป็นมนุษย์คนเดียวในภาควิชาที่ได้ฝึกงาน 2 แห่ง  มันก็มีทั้งข้อดี และข้อเสียนะ ข้อดีคือ เราจะได้ประสบการณ์ในการทำงานหลากหลายรูปแบบ เจอผู้คนหลายประเภท แต่ข้อเสียก็คือ ค่าใช้จ่ายมากกว่าคนอื่นถึง 2 เท่า และการบ้านก็มากกว่าคนอื่นด้วยเช่นกัน แต่เมื่อมองข้อดีแล้ว เรายอมรับข้อเสียที่ตามมาได้

ที่ฝึกงานเอกชน
ที่่ฝึกงานของเรา(ไม่รู้ที่อื่นเป็นมั้ย) เริ่มงาน 8.00น. เลิกงาน 17.00น. เวลาพักเที่ยงไม่แน่นอน แล้วแต่ลักษณะงานที่ได้รับมอบหมายในวันนั้น  เมื่อทานข้าวเสร็จแล้ว ในกรณีที่มีงานจำนวนมาก ควรกลับไปทำงานต่อทันที ไม่ต้องรอให้ครบชั่วโมงพักแล้วค่อยเริ่มทำงาน พนักงาน เจ้าหน้าที่ รวมถึงพนักงานที่อยู่ในระหว่างทดลองงาน มีความกระตือรือร้นในการทำงานมาก  การสั่งงานเป็นแบบวันต่อวัน ไม่มีเอกสารประกอบ เราต้องถามเค้าเองเพื่อประกอบความเข้าใจ และนำไปทำรายงาน 

การเรียนรู้ที่นี่เรียนแบบเชิงรุก เราต้องมีโจทย์ในใจ เช่น...
ชื่อหัวข้ออะไร
ทำงานนี้ไปเพื่ออะไร
ใครได้ประโยชน์จากงานนี้บ้าง

เรายอมรับว่าเราไม่คุ้นกับการเรียนรู้แบบเชิงรุก ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เราเรียนแบบเชิงรับมาโดยตลอด มีคนโยนหนังสือมาให้ อ่านแนวนี้ แบบนี้ นี่คือข้อสอบนะ ไปจำมาสิ....
เมื่อมาเจอการเรียนรูปแบบที่ไม่คุ้นเคย เราถึงกับไปไม่เป็นเลยทีเดียว
ไม่มีแม้แต่ข้อสงสัย... อีกนัยคือ สงสัยไม่เป็น
พี่ๆในที่ฝึกงานถึงกับต้องไกด์คำถามกันเลย เช่น น้องๆไม่สงสัยกันหรอว่าสารนี้ใส่ไปทำไป ทำไมต้องทำแบบนี้ ฯลฯ เราถึงได้รู้ว่าเราควรจะถามคำถามแบบไหน

ความจริง คำถามมันมีอยู่ในหัวเราแล้วแหละ แต่เราไม่รู้อาการของเราว่านั่นคือความสงสัย อาการนั้นของเราจะส่งผ่านมาทาง ... ความมึน ตาลอยๆ ปรือๆ ง่วงๆ ของเรานั่นแหละ

ที่นี่ เน้นการทำงานร่วมกัน มีข้อสงสัยอะไรถามเพื่อนร่วมทีมได้เลย ใครถนัดอะไรก็ช่วยอธิบายสิ่งนั้นให้เพื่อนๆ เราซึ่งเป็นคนบอดเรื่อง Social skill อย่างแรง ถึงกับเอ๋อ เราเคยชินกับการทำอะไรคนเดียว ทำให้เวลาทำงานร่วมกับคนอื่น เราทำตัวไม่ถูก ว่าต้องปฏิบัติตัวยังไง ลงท้ายด้วยการยืนเอ๋อ แล้วให้เพื่อนสั่งงานต่อจากพี่ด็อกเตอร์อีกที

หน่วยงานราชการ
หน่วยงานที่เราฝึกงาน เริ่มงาน 8.30น. เลิกงาน 16.30น. 
แต่ส่วนมากแล้ว เข้างาน 8.30 เซ็นชื่อลงสมุด แล้วไปกินข้าว... เริ่มงานจริง 9โมง
หน่วยงานราชการจะมีหนังสือคู่มือการทำงาน เป็นสื่อกลางในการทำงานระหว่างฝ่าย เวลาสั่งงาน ก็จะ เปิดเอกสารหน้า XX แก้ไขสารที่ใส่เป็น X มิลลิลิตร

แน่นอน...การฝึกงานที่นี่เป็นแบบเชิงรับ

แต่ด้วยความที่เราฝึกงานจากหน่วยงานเอกชนมาก่อน จึงมีข้อสงสัยเกี่ยวกับงานบ้างพอสังเขป เช่น พี่คะ.... ทำไมเราต้องใส่น้ำเท่านี้คะ?  ถ้าเราเปลี่ยนการทดลองจะมีผลอะไรมั้ย? ฯลฯ คำถามสารพัด ซึ่งพี่ก็เอ็นดูในความ 'เจ้าหนูจำไม' ของเรามาก

ทักษะการเรียนรู้ในเชิงรุกของเราเริ่มพัฒนาแล้วแหละ :D

ที่ชอบมาก คือพี่ในที่ฝึกงาน สอนพื้นฐานการคำนวณสาร ก่อนการทดลองให้หมดเลย ทำให้เราผู้อ่อนเคมี ม.4 เข้าใจการคำนวณสารมากขึ้น

และการที่มีเอกสารประกอบการทดลอง ทำให้เราเข้าใจถึงหลักการของการถามคำถามในที่ฝึกงานเอกชน ว่าควรถามคำถามโดยล้อกับเอกสารประกอบการทดลอง จะช่วยให้เข้าใจลักษณะงานอย่างชัดเจนมากๆ

ในการฝึกงานที่หน่วยงานราชการ เรามาฝึกงานคนเดียว ไม่มีเพื่อนร่วมฝึกงานจากภาควิชาเลยการที่เราทำแลปคนเดียว ไม่มีเพื่อนช่วยทำ และมีแค่พี่ที่ฝึกงานมาช่วยทำการทดลอง ทำให้เราได้เข้าใจถึงกระบวนการทำการทดลองตั้งแต่ต้นจนจบมากกว่าเดิม เข้าใจในการปฏิบัติตัวในการทำแลปร่วมกับผู้อื่นมากกว่าเดิม 

การที่เราได้อยู่กับตัวเอง ทำให้เราได้คิด ได้ไตร่ตรองสิ่งต่างๆได้มากกว่าเดิม

เมื่อกลับไปมหาลัย เราถึงเข้าใจ เข้าถึงการทำงานร่วมกับผู้อื่นมากกว่าเดิม

ขอขอบคุณที่ฝึกงานทั้งสองแห่ง ที่สอนให้เรารู้จัก และเข้าใจตัวเองมากกว่าเดิม ว่าเรามีจุดแข็ง จุดอ่อน ข้อดี ข้อเสีย อย่างไรบ้าง และรู้วิธีการแก้ไขข้อบกพร่อง อย่างเป็นรูปธรรม เข้าใจง่าย ทำได้จริง
SHARE
Written in this book
มนุษย์ช่างโม้
เรื่องราวที่พบเจอในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต และตะกอนความคิดที่แวบเข้ามาในหัว
Writer
Mildmo
มายด์โม้
มนุษย์วัยรุ่นผู้ถูกกองpaperทับตาย วิ่งหนีการทำงานผิดปกติของhistamine ศิษย์สำนักหุบเขาตะนาวศรีในดินแดนที่มีแต่ลิง

Comments