วันวาน 🌱
“ธ..เธอ รู้สึกอะไรกับเราบ้างไหม”
เราทั้งสองต่างเงียบ ผมเห็นเธอยืนนิ่ง ดวงตากลมโตคู่นั้นจ้องมองมาที่ผม ส่วนผมน่ะหรอ ก็เอาแต่ยืนเกร็ง พยายามข่มทุกความรู้สึกที่พร้อมจะพลุ่งพล่านออกมา มันเป็นความรู้สึกที่ประหม่าและตื่นเต้นอยู่ภายในใจ

1

ย้อนเวลากลับไปเมื่อ2ปีที่แล้ว จะว่านานก็นาน จะว่าไม่นานก็ไม่นาน ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ผมถึงจำช่วงเวลานั้นได้ดี มันเป็นเหมือนความรู้สึกที่ตราเข้าไปในหัวใจและสมองของผม อาจจะเป็นเพราะเธอคนนั้นล่ะมั้ง
“เธอๆข้อนี้ตอบอะไรเหรอ” เสียงห้าวดังมาจากฝั่งขวามือ
“ไม่รู้ ขอไข่ มั้ง” ผมตอบปัดไปอย่างรำคาญ เพราะกำลังวุ่นอยู่กับการคิดหาคำตอบ
“ขอดูข้อก่อนหน้านี้ได้ไหม เราจดตามครูไม่ทัน”
“เดี๋ยวก่อน”
“โอเค ไม่เป็นไร” คราวนี้เสียงเงียบไป แทนที่ผมจะสบายใจ แต่กลับรู้สึกผิดเอามากกว่า
“ข้อไหนนะ” คราวนี้ผมเป็นคนหันไปถามเธอด้วยตัวเอง
“ข้อ35”
เธอหันมาตอบผม
และมันก็เป็นจังหวะเดียวกับที่
เราได้สบตากันเป็นครั้งแรก

“ข้อ35 แทนสูตรในหน้า4” ผมตอบเธอไป
“อ๋อ” เธอพลิกกลับไปที่หน้า4 “ขอบคุณนะ”
เวลา2ชั่วโมงที่นั่งเรียน ไม่รู้ทำไม ผมถึงใจเต้นแรง และเสียดายในเวลาเดียวกัน เพราะวันนี้เป็นการเรียนปรับพื้นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะเปิดเรียนจริง
และเราก็อาจจะไม่ได้พบกันอีก

2

ผมลืมไม่ได้เลย เด็กสาวผมสั้นประบ่า ดวงตากลมโต ยังคงโลดแล่นอยู่ในหัวใจผมนับจากวันนั้น แต่เราก็แทบไม่ได้เจอกันอีก เพราะโรงเรียนที่ค่อนข้างใหญ่ และมีหลายตึกเรียน แม้แต่ชื่อของเธอผมก็ไม่รู้ เฟซบุ๊ก ไอจีก็ไม่มี
โชคชะตาคงพัดพาเราให้มาเจอกันเพียงชั่วครู่ และก็พัดเราสองคนให้ห่างออกไป ผมคิดอย่างนั้นมาเสมอ จนกระทั่งวันหนึ่งในเดือนสิงหาคม
ฝนตกลงมาอย่างหนัก ลมแรงพัดต้นไม้โอนเอนไปมา เสียงฟ้าร้องดัง เมฆครึ้มเทาปกคลุมทั่วบริเวณ

“ชิบหายแล้วมึง กลับไงดีวะ สภาพนี้น่าจะต้องหลบฝนในตึกก่อน” เพื่อนคนหนึ่งของผมพูดขึ้น
“มึง แล้วกระเป๋าอะ”
“อยู่อีกตึก”
“ตึกนั้นมันปิดเร็วไม่ใช่หรอวะ”
“เราคงต้องฝ่าฝนข้ามสนามหญ้าไป...” ผมพูดขึ้น
“หวัดแดกแน่ แต่เอาวะ แปปเดียวเอง”
ทุกคนลุกขึ้นพร้อมกัน เว้นแต่ไอ้บอลเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่ม
“ร่มคันนี้วางอยู่บนชั้นอะ เราเอาไปใช้ก่อนแล้วกัน”
ว่าแล้วไอ้บอลก็หยิบร่มสีชมพูคันนั้นมากาง มันมีขนาดเล็กไม่พอกับคน4คน แต่ก็ดีกว่าไม่มีอะไรกำบังพวกเราเลย ทุกคนคงคิดแบบนั้น
“มึงกลับทางไหนวะ”เพื่อนอีกคนหันมาถามผม
“กูไปเอากระเป๋าแล้วต้องกลับมาที่เดิมนี่แหละ ประตูตึกนี้สะดวกกว่า”ผมตอบ
“เออ พวกกู3คนกลับอีกทาง งั้นมึงเอาร่มมาวางคืนนะ ไหนๆก็ผ่านพอดี”
ผมพยักหน้ารับคำ หลังจากหยิบกระเป๋าแล้ว ผมก็เอาร่มกลับไปวางไว้ที่ชั้นตามเดิม
จะว่าพรหมลิขิตหรือเปล่า
เพราะเธอคนนั้นกำลังเดินลงบันไดมาพอดี
และเราสองคน ก็ได้สบตากันเป็นครั้งที่สอง พร้อมๆกับสภาพของผมที่เปียกโชกดูไม่ได้
“ว...หวัดดี” ผมยืนตัวแข็งทื่อ ทำอะไรไม่ถูก
เธอทำหน้างงๆ พร้อมกับโบกมือมาให้ผมเบา
ใจเต้นแรงชิบหายเลยโว้ย
ผมไม่รู้ว่าเธอจำผมได้ไหม แต่ผมดีใจที่ได้เจอเธอ อย่างน้อยก็รู้ว่าเธอเรียนอยู่ตึกนี้
“ตึกนี้ปิดเร็ว รีบกลับนะ” เธอหันมาบอกผม ทอดสายตามองสายฝนที่โหมกระหน่ำ ก่อนจะเอากระเป๋าบังหัวไว้
“เดี๋ยว...เธอชื่...”
ผมตะโกนออกไป เป็นจังหวะเดียวกับที่เธอวิ่งฝ่าสายฝนไปพร้อมกับกระเป๋าใบเดียว

3

“แก้มน้องนางนั้นแดงกว่าใคร ใจพี่จมแทบพสุธา”
ผมเพิ่งได้ยินเพลงนี้ครั้งแรก ตอนที่รุ่นพี่ในตึกเล่นเพลงนี้พร้อมกับดีดกีตาร์ในห้อง และผมก็บังเอิญเดินผ่านพอดี
“เขินเนอะ ถ้ามีใครมาเล่นให้เราฟังแบบนี้ก็คงดี” ผมได้ยินเสียงเด็กผู้หญิงรุ่นเดียวกับผมคุยกัน และดูท่าทีของพวกเธอจะเขินเอาไม่น้อย
ผมตั้งใจเดินผ่านห้องนั้นอีกหลายๆรอบ เพื่อฟังเพลงเพลงนั้น
“อะไรวะมึง ปกติไม่ค่อยอินกับเพลงไม่ใช่หรอ”
เพื่อนของผมแปลกใจ เพราะใครๆก็รู้ว่าผมไม่ค่อยชอบดนตรี ไม่ค่อยชอบเพลง วันๆเอาแต่ขลุกอยู่กับกองหนังสือ ไม่ก็ออกไปเล่นบาสกับเพื่อน
ใครจะไปรู้ว่าระหว่างทางกลับบ้านในเย็นวันนั้น ผมเดินใส่หูฟัง ฟังเพลงนี้ซ้ำไปซ้ำมา
ตกดึกวันนั้น ผมให้น้องชายสอนกีตาร์ให้ผม ทั้งๆที่ผมไม่เคยคิดที่จะแตะกีตาร์ตัวนั้น และไม่เคยคิดจะเล่นดนตรีให้ใครเลย
ทั้งหมดนี่ก็ทำเพื่อคนๆเดียวนั่นแหละ


4

วันนี้โรงเรียนคึกคักเป็นพิเศษ เสียงดนตรีจากคอนเสิร์ตของวงดนตรีโรงเรียนดังมาจากเวทีกลาง พร้อมกับนักเรียนจำนวนมากที่มุงอยู่หน้าเวที และเดินอยู่ทั่วไปตามบริเวณต่างๆ ผมได้ยินเสียงตะโกนแข่งกันเรียกลูกค้าจากบูทขายของต่างๆ เสียงคนโห่ร้องกันอย่างสนุกสนาน เสียงปาลูกโป่ง เสียงเกม และเสียงหัวเราะ

ในใจลึกๆ ผมก็หวังจะได้เดินสวนกับเธอ
ผมถือถ้วยราเมงชามโตเดินวนดูแต่ละบูทพร้อมๆกับเพื่อนในกลุ่ม เราแวะเล่นเกม แวะชิงโชค และแวะซื้ออาหารที่อยากกิน แต่ที่ผมสะดุดตามากที่สุด คงจะเป็นบูทที่ตกแต่งด้วยลูกโป่งหลากสี ทั้งแบบกลมและรูปหัวใจ ทาสีด้วยสีชมพูอ่อน ดูจะเป็นบูทที่มีคนเข้าเยอะที่สุด ผมเบียดคนที่มุงเข้าไปดู ก่อนจะเหลือบเห็นป้าย
“คณะกรรมการนักเรียน”
บนโต๊ะเต็มไปด้วยแก้วขนาดต่างๆ น้ำโซดาหลากสีสัน เครื่องปั่น และอุปกรณ์ทำเครื่องดื่มอื่นๆ
“ขายอะไรบ้างครับ”
“ดูเมนูเลยน้อง อยากให้พี่เขียนอะไรบนแก้วก็บอกนะ บอกพี่ที่ถือปากกาด้านนั้นเลย”
ผมไม่รอช้า รีบเดินไปทางด้านซ้ายสุด
“เอาลิ้นจี่โซดาไซส์mครับ”ผมบอก
“เขียนข้อความว่าอะไรดีคะ”
ผมบอกรุ่นพี่คนเขียนไปตามที่ผมคิดได้ในตอนนั้น บอกเสร็จผมจึงรีบเดินไปตรงจุดรอรับเครื่องดื่ม
“เดี๋ยวค่ะน้อง จะเขียนชื่อคนที่จะเอาไปให้ด้วยหรือเปล่า”
ผมชะงัก หันมาหารุ่นพี่คนขายที่ถือปากกาคาไว้ในมือ ผมนิ่งไปชั่วครู่ แล้วยิ้มเขินๆให้กับตัวเอง
“เขียนว่า จากคนที่แอบรักเธอตั้งแต่แรกพบ ก็ได้ครับ”


15.40น.
“มึง เราเดินวนมาหลายรอบแล้วนะ ยังไม่เจอเขาเลยหรอวะ”
“กูถอดใจแล้วว่ะ น้ำแข็งจะละลายหมดแล้ว” ผมพูดพลางถอดหายใจกับเพื่อนเบาๆ ขนาดชื่อยังไม่รู้เลย คุยกันไม่กี่คำด้วยซ้ำไป จะหวังอะไรให้มากมาย แค่คิดก็ท้อแท้แล้ว
“ไปนั่งพักโรงอาหารก่อนมั้ย” ไอ้บอลเอ่ยชวน แล้วเดินนำพวกผมไป จะว่าบังเอิญหรืออะไรก็เถอะ ระหว่างที่ผมกำลังถอดใจและกำลังจะทิ้งลิ้นจี่โซดาที่อยู่ในมือลงขยะไปนั้น ปลายตาก็เหลือบไปเห็น
ใช่...เห็นเธอ คนที่ผมตามหามาโดยตลอด
ผมรีบก้าวเท้าเดินเข้าไปหาเธอ ทำตามที่หัวใจสั่งโดยที่ไม่สนใจว่า หลังจากนั้นผมจะพูดอะไร จะทำยังไงต่อไป


“นี่” ผมเอ่ยเบาๆ เธอค่อยๆละสายตาจากจอมือถือ แล้วจ้องมองผมที่ยืนอยู่ตรงหน้า
“คือ...เอ่อ”บ้าจริง ผมตื่นเต้น คิดไม่ออกว่าจะพูดอะไรออกไป ผมประหม่า กลัว ตกใจ เป็นความรู้สึกเหมือนกับที่เจอกันวันแรกไม่มีผิด ผมบอกกับตัวเองว่า ก็แค่กล้าๆพูดออกไป ความรู้สึกที่เก็บมาตลอด ทำไมแค่นี้ป๊อดวะ 
แต่ความกล้าของผมก็สลายหายไป เมื่อปลายตาเหลือบไปเห็นลิ้นจี่โซดาอีกแก้วที่วางไว้บนโต๊ะ
คงจะมีคนเอามาให้เธอล่ะมั้ง

“เพื่อนเราฝากมาให้” ผมพูดพลางยื่นแก้วในมือให้

เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย นัยน์ตาของเธอสั่นเหมือนเก็บอะไรไว้ในใจ ผมจ้องมองเธออยู่อย่างนั้น ทั้งที่รู้ก็รู้ ว่าหน้าเริ่มแดง เลือดสูบฉีดทั่วร่างกาย หัวใจเริ่มสั่นคลอนแทบจะระเบิดออกมา


“ขอโทษนะ ฝากบอกเพื่อนแกได้มั้ย ว่าเรามีคนที่ชอบแล้ว”


สิ้นเสียงสั่นเครือนั้น ผมวิ่งออกไปอย่างบริเวณนั้นทั้งๆที่ไม่รู้ว่าจะวิ่งไปที่ไหน และไม่สนใจฟังเสียงตะโกนที่ไล่ตาม เพราะตาของผมพร่ามัว สติแตกกระเจิง ทุกความรู้สึกถาโถมเข้ามา พร้อมๆกับหัวใจที่ด้านชาและเจ็บแปลบ
ความจริงบางทีมันก็เจ็บปวด ผมได้เข้าใจคำนี้ก็วันนี้เอง

5

หลังจากวันนั้น ผมก็เลิกตามหาเธอผู้เป็นรักแรกพบ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม 


ทำไมตอนที่เราอยากเจอใครมากๆ เรากลับไม่ได้เจอ เฝ้าแต่จะคิดถึงเขา แต่ในวันที่เราไม่อยากพบหน้าใคร หรือพยายามจะลืมคนคนนั้นให้ลง เขาคนนั้นกลับมาปรากฏตัวให้เราเห็นบ่อยๆ

เหมือนกับว่า โชคชะตากลั่นแกล้งไม่ให้เราลืมใครซักคนได้จริงๆ


ผมเจอเธอบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเดินสวนกัน หรือเรียนพิเศษที่เดียวกัน มันทำให้ผมนึกถึงวันแรก ทำให้ผมนึกถึงความรู้สึกแรกที่ยากจะลืมลง
แต่ก็นะ บางทีชีวิตคนเราก็ต้องเดินต่อ เธอไม่ใช่คนผิด และผมก็ไม่ผิด เพียงแต่บางทีฟ้าก็เล่นตลกกับเรา

6

ผ่านมา2ปีแล้ว วันนี้เป็นวันสอบวันสุดท้าย และครั้งสุดท้ายในชีวิตของเด็กมัธยมอย่างผม พอมาคิดว่าจะจากกับเพื่อน กำลังจะจากชีวิตมัธยม และก้าวสู่รั้วมหาลัยอย่างเต็มตัวแล้ว ผมก็รู้สึกใจหาย
เพราะบางทีเวลาย้อนกลับไปดูเหตุการณ์เก่าๆ สถานที่เก่าๆ ความรู้สึกเก่าๆ มันก็ทำให้คิดถึงเวลาเหล่านั้น
บางทีสิ่งเหล่านี้ก็ประทับเข้าไปในใจ ความรู้สึกบางอย่างไม่มีวันหายออกไปจากใจ
“มึง พรุ่งนี้ปัจฉิมแล้ว ใจหายว่ะ จะไม่ได้เจอพวกมึงแล้ว”เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มพูดขึ้น
“อยากทำอะไรก็รีบๆทำ ก่อนที่จะไม่มีโอกาสทำอีก”
ผมรู้สึกจุกที่อก บางสิ่งบางอย่างที่ผมยังไม่ได้ทำ และถ้าไม่ทำก็คงค้างคาใจไปตลอดแน่ๆ
“เราลืมคนบางคนไม่ได้หรอก เนอะ” ใครคนหนึ่งพูดขึ้น ทำให้ผมตัดสินใจทำบางอย่าง

7

ผมจะจำกัดความของ “วันปัจฉิม” ว่าอย่างไรดี ก็ถือว่าเป็นวันสำคัญของเด็กม.6 บ้างก็ว่า เป็นวันแห่งความสุขเพราะเรียนจบมัธยมซักที แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นวันเจือด้วยความทุกข์ เพราะต่างคนต่างรู้ดีว่า มันเป็นวันสุดท้ายก่อนจะจากลากันไปตามทางของตัวเอง

นักเรียนกระจายอยู่ตามสนามหญ้าบ้าง ห้องเรียนบ้าง หรือตามตึกเรียนแต่ละตึกบ้าง ส่วนใหญ่ก็จะผลัดกันเขียนเสื้อ เขียนสมุดเฟรนด์ชิพ ถ่ายรูป ให้ของ ให้ดอกไม้หรือลูกโป่ง

ผมเดินถือถุงกระดาษใบหนึ่งเดินไปตามทาง ผ่านผู้คนมากมาย จนกระทั่งถึงตึกตึกหนึ่ง เดินขึ้นบันไดไปชั้น2 ผมไม่ค่อยเดินมาเรียนที่ตึกนี้ จึงไม่รู้ว่ามีหลายห้องเรียน ทางเดินที่ค่อนข้างแคบและคนที่ค่อนข้างแน่น ทำให้ผมต้องเดินเบียดไปตามทาง

“หวานหวานใช่มั้ย” ผมหยุดอยู่ข้างหลังผู้หญิงคนหนึ่ง เสื้อของเธอเต็มไปด้วยตัวอักษร ในมือถือดอกไม้และถุงต่างๆ ทั้งยังสะพายกล้องถ่ายรูป กำลังหาของในล็อกเกอร์

เธอหันมามอง ถึงแม้ว่าตอนนี้เธอจะไว้ผมยาว ตัดหน้าม้า และตัวสูงขึ้นกว่าเดิมมากก็ตาม
แต่ในสายตาของผม ผมยังเห็นเธอเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ผมสั้นประบ่า นันย์ตาคู่เดิมยังคงเป็นประกาย เสียงยังห้าวเหมือนกับที่ได้ยินครั้งแรก

ทุกอย่างยังคงเป็นเหมือนเดิม เหมือนกับวันแรกที่เราเจอกัน


“มีอะไรหรือเปล่า” เธอตอบพลางส่งยิ้มให้ผม
“เธอจำเราได้ใช่ไหม” ผมถาม
“จำได้สิ เราไม่เคยลืมหรอก” คำตอบของเธอทำเอาหัวใจของผมพองโต “ว่าแต่ แกรู้ชื่อเราได้ไงอะ”
“อ๋อ ก็วันนั้นเราเห็นแก้วที่แกวางอยู่บนโต๊ะ เขียนว่า ให้หวานหวาน”
เธอยิ้ม เป็นยิ้มที่ทำให้ผมแน่ใจว่า เธอยังจำเหตุการณ์วันนั้นได้ แม้จะผ่านมา2ปีแล้วก็ตาม
“เราไม่รู้ว่า แกสมหวังกับคนที่แกชอบแล้วหรือยัง แต่เราอยากจะบอกอะไรแกก่อนที่เราจะไม่ได้บอกอะ” ผมพูดเขินๆ พยายามเก็บความรู้สึกทั้งหมดเอาไว้ในใจ

“ธ..เธอ รู้สึกอะไรกับเราบ้างไหม”
เราทั้งสองต่างเงียบ ผมเห็นเธอยืนนิ่ง ดวงตากลมโตคู่นั้นจ้องมองมาที่ผม ส่วนผมน่ะหรอ ก็เอาแต่ยืนเกร็ง พยายามข่มทุกความรู้สึกที่พร้อมจะพลุ่งพล่านออกมา มันเป็นความรู้สึกที่ประหม่าและตื่นเต้นอยู่ภายในใจ


ผมค่อยๆหยิบหูฟังออกมาต่อเข้ากับมือถือ แล้วยื่นให้เธอฟัง

“แก้มน้องนางนั้นแดงกว่าใคร ใจพี่จมแทบพสุธา”
ในโทรศัพท์เป็นเพลงที่ผมฝึกเล่นกีตาร์และร้องเพลง แม้ว่ามันจะห่วยแค่ไหนก็ตาม แต่ผมก็หวังว่าเธอจะชอบ

ผมค่อยๆหยิบแก้วใบหนึ่งออกมาจากถุง ตัวอักษรที่อยู่บนแก้วค่อนข้างจาง แต่ยังพออ่านออกได้
“เราเก็บแก้วนี้ไว้ เราไม่ได้ทิ้งมันหรอก”

ผมหยิบหนังสือเรียนขึ้นมา เปิดหน้าที่คั่นเอาไว้
“โจทย์ข้อนี้ไง ที่ทำให้เราได้คุยกันเป็นครั้งแรก”
คราวนี้ผมจ้องตาเธอ ผมรวบรวมความกล้า ก่อนที่ทุกอย่างจะสายไป แม้รู้ว่าจะไม่มีทางสมหวังก็ตาม

เธอไม่ตอบ แต่หยิบร่มในกระเป๋าให้กับผม มันเป็นร่มสีชมพูขนาดเล็ก
ผมจ้องมองมันเล็กน้อย ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมามองเธออีกครั้ง
“เราเอาไปวางไว้ให้แกเลยนะ แล้วแกก็ได้ใช้มันจริงๆ” เธอยิ้มเขินๆ
แล้วเราสองคนก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน

“ทำไมแกถึงซื้อลิ้นจี่โซดาให้เราล่ะ รู้ได้ไงว่าเราชอบ”เธอถามต่อ
“ไม่รู้ดิ เราสั่งตามที่ตัวเองชอบ เราชอบลิ้นจี่โซดาอะ” ผมตอบ
“ใจตรงกันดีนะ”
เราทั้งสองต่างยิ้มให้กันอย่างเขินๆ

“แกรู้มั้ย ที่เราบอกว่าเรามีคนที่เราชอบอยู่แล้วอะ”
 เธอพูดขึ้น ทำเอาหัวใจของผมสั่นระรัวไม่เป็นจังหวะ

คนที่เราชอบ ก็หมายถึงแกนั่นแหละ
แล้วเราสองคนก็หัวเราะออกมาพร้อมกันอีกครั้งหนึ่ง


Annamel
-บุคคลสมมติผู้เป็นนิรนาม





SHARE
Writer
Annamel
One thing in your world
บุคคลสมมติผู้เป็นนิรนาม

Comments

Sahray
6 days ago
แต่ในความจริง บางสิ่งก็โหดร้ายเกินกว่าจะรับได้เนาะ อิจฉาคนที่เขาสมหวังจังค่ะ
Reply
Annamel
5 days ago
จริงค่ะ ก็หวังว่าเราจะสมหวังบ้าง :)
meSky
4 days ago
อยากให้เรื่องราวน่ารักแบบนี้เกิดขึ้นกับเราบ้าง 🙂
Reply
Annamel
3 days ago
ขอให้เกิดขึ้นนะคะ❤️