ผัดกะเพรา

"อยู่ห้องปะ?"
"อยู่"
"เดี๋ยวไปหา"
"เค มาดิ"
"เค"

เสียงเคาะประตู
บ่งบอกว่าเขามาถึงแล้ว
ฉันลุกจากเตียง
หลังจากที่ซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม
หลบอากาศหนาวมาตั้งแต่เช้า

ใช้เวลาหลังจากคุยกันเพียง30 นาที
เขาก็มายืนอยู่ตรงหน้าฉัน
พร้อมข้าวกล่องในมือ

กลิ่นอาหารลอยฟุ้งไปทั่วห้อง
แต่ไม่อาจดับกลิ่นวานิลาอ่อนๆ
จากตัวเขาได้
เป็นกลิ่นน้ำหอมที่ฉันเลือกให้เขา
ตอนที่เราไปเที่ยวด้วยกันครั้งแรก
ผ่านมา4 ปีแล้ว
ฉันไม่เคยเบื่อกลิ่นอันหอมหวานนี้
และเช่นกัน กับร่างสูงที่อยู่ตรงหน้า
ฉันก็ไม่เคยรู้สึกเบื่อเขาเลยสักครั้ง

ฉันชอบความใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ และความเป็นผู้นำในตัวเขา
เขาทำให้ฉันรู้สึกปลอดภัย
และอบอุ่นอยู่เสมอ
อีกทั้งรอยยิ้มที่หาไม่ได้จากใคร
เป็นสิ่งที่ดึงดูดฉันไม่ให้ไปไหน

"อะนี่ ซื้อข้าวมาฝาก"
เขายื่นกล่องข้าวมาตรงหน้าฉัน
กลิ่นใบกะเพราปะทะจมูกจนฉุน
ฉันเดินหนีคนขี้แกล้ง
ออกไปสูดอากาศนอกระเบียง

"กะเพรา?"
"อื้ม ของชอบคุณนี่"
"แกะดิ กินด้วยกัน หิวแล้ว"

ฉันชอบกินผัดกะเพรา
แต่ดันไม่ชอบใบกะเพรา
ปกติฉันจะห้ามแม่ค้าไม่ให้ใส่มัน
หรือไม่ก็ให้ใส่ใบโหระพาแทน
แต่ทุกครั้งที่เขาซื้อมาให้
มันก็จะมีใบกะเพราติดมาตลอด
เขาบอกว่า "อยากให้ฉันชินกับมัน
บางอย่างที่เราเลี่ยงไม่ได้
ก็ควรจะหัดเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน
ไม่ต้องชอบมันก็ได้
แค่ไม่ต้องหลีกหนีก็พอ"
เขาจะเป็นคนกินมันเอง
และเราจะได้กินข้าวด้วยกัน

น้ำเน่าจริงๆ

เขาวางข้าวลงบนโต๊ะ
ยังไม่ยอมแกะใส่จาน
และเดินมาหาฉันที่ยืนอยู่นอกระเบียง

ลมหนาวปะทะผิวหนังจนขนแขนตั้ง
ฉันยืนลูบแขนตัวเอง
หวังให้เกิดความอบอุ่น
ทิวทัศน์ตรงหน้ามีแต่ตึกสูง
เหมือนกับถูกจับจ้องด้วยสายตานับพัน
จากหน้าต่างกระจกฝั่งตรงข้าม

สองแขนถูกสอดเข้ามาจากข้างหลัง
แผ่นหลังของฉันแนบกับอกของเขา
ความเย็นเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่น
คางถูกวางอยู่ไหล่ข้างขวาของฉัน
สัมผัสแห่งความคิดถึง
กลิ่นวานิลากำลังโอบกอดฉัน
ฉันหลงรักอ้อมกอดนี้
อ้อมกอดกลิ่นวานิลา

"คิดถึง"
"อะไร? "
ฉันแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน
เวลาเขาพูดว่าคิดถึง
มันเป็นช่วงเวลาที่ฉันจะพ่ายแพ้ให้กับเขาอยู่เสมอ

"คิดถึงครับ ได้ยินมั้ย?"

ความร้อนก่อตัวขึ้น
ฉันไม่ได้รู้สึกหนาวอีกแล้ว
แม้มันจะเป็นฤดูหนาว

แต่ฤดูหนาวที่มีเขา
เป็นฤดูอบอุ่นแทน

"อื้ม คิดถึงเหมือนกัน"

ฉันแกะอ้อมกอดที่พัันธนาการออก
และหันไปเผชิญหน้ากับเขาที่ยืนทำหน้าสงสัยในสิ่งที่ฉันทำ

มือที่เย็นเฉียบของฉัน
ประคองใบหน้าที่อบอุ่นของเขา
เราจ้องตากันท่ามกลางลมหนาว
ด้วยความรู้สึกที่คิดถึงจนล้นเปี่ยม
ก่อนที่มันจะค่อยๆปิดลง
ด้วยการเข้าใกล้กันมากขึ้น

"ทำไมเวลาจูบต้องหลับตาด้วย?"
เป็นคำถามทีเขามักถามฉันเล่นๆ
"คงเพราะ เวลาจูบ เป็นช่วงเวลาที่เรา
ได้ใช้ความรู้สึกมากกว่าใช้ประสาทสัมผัสอื่่นๆมั้ง"
ฉันตอบเขาไปแบบนั้น

จูบแผ่วเบาไม่มีการรุกล้ำ
ทำให้เรารู้สึกใกล้กันมากขึ้น
และมันก็ช่วยทดแทนเวลาที่เราขาดหายไป
ช่วงเวลาที่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน
ความคิดถึง
มักจะถูกหยิบขึ้นมาคั่นกลางระหว่างเรา

เรานั่งกินข้าวด้วยกัน
ข้าว1จานที่ทำให้เราใกล้ชิดกัน
ผัดกะเพราทะเลมื้อเดิมๆ
เขาแกะกุ้งแล้ววางเอาไว้
ฉันไม่ได้ชอบความหวานที่ต้องป้อนให้กัน
แต่ชอบความใส่ใจในการช่วยกัน
เมื่อมันมีอุปสรรค

ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเรียบง่าย
เฉกเช่นปกติเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน

"ทะเลาะกันมาเหรอ?"
ฉันทำลายความเงียบด้วยคำถาม
ที่เหมือนทิ้งระเบิดเสียงดังลั่น
" อยู่ด้วยกันจะพูดถึงคนอื่นทำไม?"
เขาตอบด้วยน้ำเสียงติดจะหงุดหงิด
และก้มหน้าก้มตาแกะกุ้งให้ฉันต่อ

"อืม"
จริงๆแล้วคนอื่นที่ว่าน่ะ
มันควรจะเป็นคนที่นั่งตรงข้ามเขาตอนนี้มากกว่า

เขาวางช้อนลงและเงยหน้าขึ้นมามองฉัน
"เป็นอะไร?เราคุยกันแล้วไม่ใช่เหรอ?
ว่าจะไม่พูดถึงเขา เวลาอยู่ด้วยกัน"
"เข้าใจแล้ว"
ฉันได้แต่พยักหน้า
เวลาที่เขาส่งสายตาจริงจัง
เหมือนเป็นคำสั่งให้ฉันต้องหยุดทุกอย่าง
เพราะเขากำลังไม่พอใจ

เรานั่งกินข้าวกันต่ออย่างเงียบๆ
การสนทนาถูกพับเก็บไว้
เพราะสถานการณ์ตอนนี้
คงพูดอะไรมากไม่ได้

ฉันกับผู้หญิงคนนั้น
เหมือนดวงจันทร์กับดวงอาทิตย์
ฉันรับรู้ถึงการมีอยู่ของเขา
ในขณะเดียวกันก็แทรกซึมไปในชีวิตเขา
โดยที่เขาไม่รู้ตัว
แต่เขาไม่ได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของฉัน
เขาใช้ชีวิตรักบนความไว้ใจ
รักและเชื่อใจผู้ชายคนหนึ่ง

ผู้ชายคนที่...
ทำลายทุกความเชื่อใจของเขา
มาอยู่กับฉันในตอนนี้

ฉันออกมายืนรับลมที่หน้าระเบียงอีกครั้ง
อากาศเริ่มอบอุ่นเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น
จู่ๆน้ำตาก็ไหลออกมา
มีแต่คำถามอยู่ในหัว
ถ้าฉันมีความรัก
แต่ความรักทำให้ฉันไม่มีตัวตน
เป็นแค่เศษที่ต้องหารกับคนอื่น
ฉันยังจะต้องการมีมันอีกหรือเปล่า?

ก็มีแต่ความว่างเปล่าที่เป็นคำตอบ
ฉันอาจไม่ต้องการอะไรมากมายจากเขา
ขอแค่อิสระ
ที่จะรักกับคนที่ฉันอยากจะรัก

ฉันเดินเข้ามาในห้อง
เขานอนดูทีวีอยู่บนเตียง
ด้วยท่าทางที่สบายใจ
คงจะอารมณ์ดีขึ้นแล้ว

"มานั่งนี่ดิ"
เขาเรียกให้ฉันไปนั่งตรงที่ว่างข้างเขา
ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นมานั่งตาม

"เป็นอะไร?"
เขาเอามือประคองใบหน้าของฉัน
โยกเอียงไปมาเป็นว่าเล่น
นี่เป็นวิธีการง้อของเขาที่มักใช้ได้ผลเสมอ

"ทำแบบนี้ขี้โกงนี่"
"หื้อ ขี้โกงอะไร?"
เขาขยับมานั่งข้างหลัง
สองแขนสอดเข้ามาโอบกอดฉัน
อ้อมกอดของเขา
ทำให้ฉันรู้ว่า
ฉันจะมีตัวตนเสมอในชีวิตของเขา

"คืนนี้จะค้างที่นี่มั้ย?"
"คืนนี้คงค้างไม่ได้ ไว้โอกาสหน้านะ" 
"จะมีโอกาสหน้าอีกกี่ครั้ง?"
"ทำไมพูดงี้อ่ะ? นี่...ฟังนะ ผมจะอยู่กับคุณ อยู่จนกว่าคุณจะบอกว่าไม่ต้องอยู่แล้ว"

ฉันไม่รู้ว่าคำที่ออกมาจากปากเขา
จะเป็นความจริงหรือแค่คำพูดที่ซื้อใจ
ที่ฉันรับรู้ได้ตอนนี้ก็คือ
เหมือนมีเชือกเส้นใหญ่
พุ่งมามัดที่ข้อมือเสียจนแน่น
ฉันได้แต่เดินตามปลายเชือกเส้นนั้น
ที่ถูกชักจูงโดยเขา
มีบ้างที่เจ็บเมื่อเชือกรัดแน่นเกินไป
แต่เชือกเส้นนี้
ทำให้ฉันมีจุดมุ่งหมายที่จะเดินต่อไป







หมดเวลาไปอีกหนึ่งวัน
เวลาช่างรวดเร็ว เมื่อเราได้มีความสุข
แต่มันก็คุ้มค่าเสมอ
แลกกับการได้เติมพลังไปสู้กับเรื่องร้ายๆ

พรุ่งนี้ความทรงจำของฉัน
จะยังมีเขาเป็นส่วนประกอบ
แม้ว่าวันพรุ่งนี้
ฉันจะเป็นแค่ผู้หญิงที่ไร้ตัวตน
ในโลกของเขาทั้งสองคนก็ตาม









SHARE
Written in this book
สีเทา
เรื่องสั้นในวันที่หัวใจเป็นผุยผง

Comments