ซุ้มข้าวไข่เจียว
ขอเก็บเรื่องราวซุ้มข้าวไข่เจียวไว้หน่อยนะ
อย่างที่เคยเล่าๆไปก่อนหน้าเกี่ยวกับเรื่องออกค่าย
ตอนนี้เราก็กลายเป็นคณะกรรมการของชมรมอาสาแบบเต็มตัวแล้ว
และมันก็หมายถึงเราและเพื่อนอีกสิบคนต้องจัดค่ายเองตลอดหนึ่งปีการศึกษา
และปัจจัยหลักๆของการจัดค่ายเลยนั่นก็คือ เงิน
ถ้าถามว่าทางมหาลัยไม่มีงบให้หรอ?
ก็มีค่ะ.. แต่ไม่พอ (ยิ้มแห้ง)

ซึ่งก็เป็นหน้าที่สืบทอดรุ่นต่อรุ่น
ที่จะต้องหางบไปจัดค่ายต่างๆ ก็เลยมาเปิดซุ้มขายข้าวไข่เจียว เพื่อเอากำไรที่ได้จากตรงนั้นไปจัดค่ายให้นักศึกษาในมหาลัยได้เข้าร่วมกิจกรรมกัน
ซึ่งระยะเวลาที่เปิดซุ้มขายของก็คือช่วงรับน้อง
เริ่มตั้งแต่ 20 ก.ค. รวมๆแล้วเป็นเวลาสิบกว่าวัน

ตัวเรากลับไปอยู่หอตั้งแต่กลางเดือน มิ.ย.
กลับไปเขียนโครงการ ทำเอกสารวางแผนงานนู่นนี่นั่น
ตอนนั้นมีแค่เพื่อนสองคนที่ว่างมาช่วย ที่เหลือติดงานที่บ้านกับอีกสามคนที่เป็นพี่สันมหาลัยต้องไปซ้อมสันทั้งวัน
เป็นช่วงที่ปวดหัวเอาเรื่องเลยอะ
ไหนจะเรื่องโครงการที่กว่าจะอนุมัติ งานที่ต้องทำหลังโครงการอนุมัติ เรื่องเสื้อรุ่น ของที่จะต้องไปหายืม ค่ายแรกหลังจากจบซุ้มไข่เจียว ฯ
จากที่นัดเพื่อนให้มาอยู่ ม. พร้อมกันต้นเดือน ก.ค.
ก็ต้องขอเลื่อนมาเป็นปลาย มิ.ย. ในที่สุด

หลังจากที่ยื่นโครงการไปจนทางมหาลัยอนุมัติแล้ว
ก็ถึงเวลาเตรียมของ ไปจัดห้องชมรมใหม่เพื่อรื้อของที่ต้องใช้ในวันขายของออกมา รุ่นพี่มีตังค์ให้ยืมแค่เจ็ดพันไปบริหารกันเอาเอง หม้อหุงข้าวของชมรมก็ดันมาเสียเอารุ่นของเราพอดี ไหนจะลำโพงอีก ตอนนั้นหัวเสียเอามากๆ ตังค์ก็ได้มาแค่เจ็ดพันซ่อมลำโพงก็หมดแล้วมั้ง -_-

ช่วงเตรียมของนี่.. รายละเอียดมันเยอะมากจริงๆ
ต้องคอยจดบันทึกไว้ตลอดว่าอันไหนทำแล้วบ้าง
ลายเสื้อรุ่นที่จะต้องออกแบบ คัตเอาท์ที่จะต้องวาดเพื่อตั้งโชว์ที่ซุ้ม แบนเนอร์ที่ต้องโพสต์โปรโมทล่วงหน้าก่อนวันขายของจริง หาที่ติดต่อขอยืมของ คิดเมนูที่ต้องคำนวณถึงอะไรหลายๆอย่าง ขนของจากห้องชมรมไปที่ซุ้มอีก ไหนจะต้องประชุมเรื่องงานกันบ่อยๆ
งานแต่ละงานใช้เวลาอย่างน้อยสองวันถึงจะเสร็จ
เพราะความเหนื่อยล้ามันสะสมมากๆ
ไม่รวมขี้เกียจ ถ้าขี้เกียจสี่วันถึงเสร็จ (5555555)
แต่ยังดีที่ช่วงนั้นเพื่อนๆเริ่มทยอยกลับมากันบ้างแล้ว ก็เลยได้แบ่งปันความเหนื่อยกันไป

-หนึ่งอาทิตย์ก่อนวันเปิดซุ้ม-

ทำงานชมรมได้ ก็ต้องทำงานสาขาได้ด้วยเช่นกัน
หน้าที่อีกอย่างในงานรับน้องของเราก็คือพี่สันสาขา
ต้องไปซ้อมกับเพื่อนทุกเย็นกลับทุ่มกว่าๆ
วัฏจักรของเราตอนนั้น
ตื่นมาสายๆก็ไปจัดของที่ซุ้ม ตอนเที่ยงกินข้าว บ่ายสองเข้าไปจัดซุ้มอีก ห้าโมงเย็นซ้อมสัน ทุ่มกว่าทำงานชมรม
วนลูปอยู่แบบนี้..

-หนึ่งวันก่อนเปิดซุ้ม-
วันนั้นวุ่นวายมากกกกกกกกกกกกก เตรียมงานทั้งวัน
กลางคืนก็ไม่ได้นอน ต้องรอตีสองไปซื้อไส้กรอกที่ตลาดสดกลางคืนอีก ตอนเช้าก็ต้องตื่นหกโมงเช้าเพื่อไปเตรียมของขายของที่ซุ้มอีก

-วันเปิดซุ้มวันแรก-
ก็คือวันที่ 20-21 ใช่มั้ยล่ะ
สองวันนี้ก็คือวันขนของเข้าหอของน้องๆปีหนึ่ง
อ้อ! ลืมบอกไป ซุ้มข้าวไข่เจียวจะเปิดตั้งแต่ 17.00-22.00 น.
แต่สองวันแรกเป็นกรณีพิเศษที่ซุ้มจะเปิดตั้งแต่เช้า
ยอมรับเลยวันแรกที่เปิดบอกได้คำเดียวว่า เหนื่อย
ปัญหาก็เยอะมาก ข้าวหุงไม่ทันบ้าง ทอดไข่ทอดลูกชิ้นไม่ทันบ้าง อะไรอีกหลายอย่างที่ยังไม่ลงล็อค

แน่นอนว่าปัญหามันมีไว้แก้
หลังจากที่เปิดซุ้มขายมาได้ประมาณสี่วัน
อะไรๆก็เริ่มเข้าที่เข้าทางขึ้น
ทุกคนก็ทำหน้าที่ของตัวเองชัดเจนขึ้น
ทุกอย่างเริ่มเป็นงาน ความเหนื่อยล้าก็ลดลงไปได้บ้าง

และแน่นอนว่าวัฏจักรชีวิตเราตอนนั้น 
ได้พักผ่อนแบบกลัวงูสวัดจะถามหามากๆ ;-;

เริ่มแรกเลย
เจ็ด-แปดโมงเช้า ตื่นมาหั่นผัก เตรียมของสด
เที่ยง กลับไปจัดการธุระส่วนตัว
บ่ายสาม กลับมาจัดซุ้มพร้อมเปิดขาย
ห้าโมงเย็น เปิดซุ้มขายของ
เที่ยงคืน เริ่มทยอยเก็บซุ้ม
ตีหนึ่ง ประชุม
ตีสอง ไปซื้อลูกชิ้น
ตีสาม นอน

เป็นแบบนี้สิบกว่าวัน
ช่วงกลางวันของบางวันมีงานต้องช่วยในส่วนของ
งานมหาลัยอีก บางวันก็ต้องช่วยงานของสาขาด้วย

ในวันที่ต้องไปเป็นพี่สันสาขา
มีน้องคนนึงถามเราว่า
" พี่!! วันนี้ไม่ขายข้าวไข่เจียวหรอ "
มันเป็นความรู้สึกที่หมั่นไส้นะ แต่ก็ดีใจที่น้องจำได้
ก็เลยตอบไปว่าขาย เนี้ยเต้นเสร็จก่อนเดี๋ยวไป
" โห้ เหนื่อยแย่เลยดิ สู้ๆนะ "
เป็นประโยคที่ฟังแล้วใจชื้นมากๆ ต่อให้เพิ่งรู้จักชื่อน้องเพราะป้ายที่แขวนอยู่ก็เถอะ

ในวันที่ต้องไปเป็นพี่ฝ่ายวิชาการให้มหาลัย
ก็ยังคงเจอน้องๆมาแซวเรื่องข้าวไข่เจียวอยู่
บอกให้เลี้ยงบ้าง จะไปช่วยซื้อบ้าง จะไปช่วยขายบ้าง น้องเบื่อขี้หน้าก็ยังมีเลยบ่นว่าไปไหนก็เจอ
แต่มันก็จริงๆนั่นแหละ ..

ทางมหาลัยของเราจะมีกิจกรรมที่เรียกว่ารับน้องซุ้ม ซึ่งคืนก่อนวันรับน้องซุ้ม น้องปีหนึ่งไม่รู้ว่าไปว่างกันมาจากไหนนั่งดีดกีต้าร์พูดคุยกันเกือบตีหนึ่ง
ส่วนเราเก็บร้านเสร็จก็เกือบตีสองแล้วแล้วไหนจะต้องประชุมอีก
คืนนั้นได้นอนตีสี่ และต้องตื่นตีห้าครึ่งเพื่อเตรียมตัวไปรับน้องซุ้ม ใช่ค่ะ.. เราเป็นพี่สันสาขา ต้องตื่นไปแต่งตัวแต่งหน้าทำผมในสภาพที่ได้นอนแค่หนึ่งชั่วโมง
กว่าๆ กลางวันทั้งวันก็ต้องไปเต้นอีก
เสร็จจากตรงนั้นก็บ่ายโมงกว่าแล้ว ต้องรีบอาบน้ำไปอยู่ซุ้มอีก ภาวนาให้ตัวเองเป็นลมจะได้ไปพัก
แต่สุดท้ายก็ไม่เป็น...

ช่วงเวลาตอนนั้นมันหลายมู้ดมาก
เหนื่อยแต่สนุกเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือได้รู้จักน้องๆ
ก็ยังสงสัยอยู่ว่าตัวเองไปเอาแรงจากที่ไหนมานักหนา
ได้หลับเหมือนกระพริบตา ชาร์จแบตโทรศัพท์ก็ยังไม่เต็ม ขี้ตาก็ยังไม่ขึ้น ปากก็ยังไม่ทันเหม็น ก็ต้องตื่นสะแล้ว


คนอื่นๆ ปิดเทอมตั้งแต่กลางเดือน พ.ค.
แต่ช่วงนั้นเราไปค่าย กลับจากค่ายก็ปลายเดือน พ.ค.
ได้พักแค่ช่วงต้นเดือน มิ.ย. แค่ไม่กี่วัน
หลังปิดซุ้มก็วันเปิดเทอมเลยอีก
แต่ถ้าให้เลือกระหว่างพักกับทำงานแบบนี้ 
เราก็ยังจะขอเลือกทำงานแบบนี้นี่แหละ
แลกกับสิ่งที่ได้มาเราว่ามันก็คุ้มอยู่นะ ยอมเหนื่อยแต่ได้เรียนรู้งาน ได้รู้คน และอีกหลายอย่าง

ชีวิตคอมพรีทไปอีกเรื่องหนึ่ง
ก็คือการได้มาเป็นสมาชิกของชมรมอาสาของมหาลัย
อีกอย่างที่อยากบอกหลายๆคนคือ
การที่ใครสักคนคิดจะทำอะไรแบบนี้ ไม่ใช่เพราะว่าเขาเป็นคนดีอะไรมากมายหรอก ทุกคนต่างมีเหตุผลส่วนตัว เราตัดสินใจมาทำตรงนี้เพราะคำว่า 'อยาก'
เราอยากเป็นผู้ให้ อยากไปดูโลกให้กว้างขึ้น อยากรู้จักคน อยากทำสิ่งที่ไม่เคยทำ อยากท้าทายตัวเอง

พูดได้เลยว่าไม่มีใครเป็นคนดีร้อยเปอร์เซ็นต์
แต่เขาแค่รู้จักวิธีการที่ทำให้คนอื่นไม่เดือดร้อนแค่นั้น

ตอนนี้ก็จบซุ้มแล้ว
กำลังยื่นโครงการเรื่องค่ายแรกที่กำลังจะจัด
ไว้จะมาเล่าให้ฟังอีกนะ

#ด้วยความเต็มใจอาสาพัฒนา


















SHARE
Written in this book
Writer
Umbrellrain
แล้วแต่อารมณ์
รับบทเป็นอินโทรเวิร์ทที่หลงรักคนติสท์

Comments