11/08/2019 ขอโทษ,ถึงมีแม่แต่เราไม่อินวันแม่
ฟังดูเย็นชาและเอาแต่ใจ สำหรับคนอื่นๆ คงมองว่ามันพิเศษล่ะ แต่ถ้าต้องมาเจอแม่แบบที่เราเจอ คงอาจจะคิดไปอีกแบบก็ได้ หรืออาจจะยังรักแม่อยู่ก็แล้วแต่จริต เราเลือกไม่มีแม่ดีกว่าที่จะมีและต้องรับบทลูกที่ดีมาทั้งชีวิต

ใครที่มีแม่ที่อบอุ่น ดูแลเอาใจใส่ทุกด้าน มอบความรักและที่พักพิงยามยาก โปรดรักแม่ให้มากๆ ตระหนักถึงความสำคัญของเขาให้มากๆ เถอะ เราไม่เคยคิดร้ายกับคนที่รักแม่นะ คุณมีแม่ที่ดี โชคดีของคุณ แต่ช่วยอย่าเอาชีวิตดีๆ มายัดเยียดให้คนอื่นนะ

ถามว่าทำไมเราถึงไม่เคยอินวันแม่ มันเริ่มตั้งแต่ประถมเชียว เราโตมากับแม่เลี้ยงที่เป็นป้าจนถึงระยะเวลาหนึ่งแล้วกลับมาอยู่บ้านกับแม่แท้ๆ นั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของนรก เราขอเรียกมันแบบนั้น เพราะตอนอายุเล็กๆ ความสุขเดียวของเราคือการได้ไปโรงเรียน เพราะเราจะไม่ต้องเจอแม่ เราทำทุกอย่างในเวลาเรียนเพื่อข่มใจไม่ให้ต้องคิดถึงความเจ็บปวดของที่บ้าน นั่นคือสิ่งที่พอจะทำได้ในตอนนั้น

แม่ของเราเคยเป็นโรคประสาท มีอาการคลั่งและโมโหร้ายได้ง่าย ต้องอาศัยกินยาช่วยกดอาการก้าวร้าวรุนแรง บางทียังไม่ทันกินยาแม่ก็เหวี่ยงใส่เราและน้อง เราอาจเจอเยอะหน่อย เพราะเรารู้ความมากกว่าใครเพราะเป็นพี่คนโต เราถูกบังคับให้อยู่แต่ในบ้านไม่ได้รับอนุญาตให้ไปเล่นกับเด็กคนอื่นหลายปีจนเรารู้สึกเกลียดประตูรั้วบ้านตัวเอง มันไม่ใช่แค่ประตูรั้ว แต่มันคือกรงขังเราจากโลกภายนอก เราจะออกไปได้ก็ต่อเมื่อมีพี่เลี้ยงไปด้วยเท่านั้น

แม่เรามักจะโกรธเรื่องเล็กน้อย แม้แต่การกวาดถูบ้านไม่สะอาดถูกใจแม่ แม่โกรธคนอื่น โกรธพ่อแล้วมาลงกับเรา บางครั้งเพียงขว้างปาสิ่งของใส่ ฟาดด้วยไม้กวาด แต่ที่บ่อยมากคือการทุบตีด้วยมือของเขา ทุบและด่าทอสลับกันไป เราไม่ยอมหนีไปไหน เราอดทนเพราะคิดว่านี่คือแม่ของเรา แม่ทำร้ายเราเพราะมีเหตุผล เราทนเพราะคิดว่าแม่ป่วย เราทนเพราะในเมื่อแม่แท้ๆ ของเราลงมือเอง เราจะไปหนีได้ไงกัน เรามีสิทธิแบบนั้นเหรอ

เราบอกตัวเองที่โดนทุบทุกครั้งว่า
แม่แค่ป่วยนะ ถ้าแม่กินยาแล้วแม่จะหาย
ถ้าแม่กินยาแล้วแม่จะอารมณ์ดี
แม่ไม่ได้อยากทำร้ายเรา โรคของแม่ต่างหากที่เลวร้าย 

บางครั้งแม่ก็น่าสงสาร เพราะโดนพ่อซ้อมเวลาโกรธจัด พ่อของเราปกติเป็นคนเงียบขรึม ใจดีนะ แม้ว่าจะไม่ค่อยแสดงออก แต่ไม่ใช่คนโหดเหี้ยมอะไรเลย แต่พ่อก็ตีแม่ เราไม่เคยเข้าใจว่าทำไมพ่อกับแม่ต้องทะเลาะกันแบบนี้เรื่อยๆ ที่เราทำได้ตอนนั้นคือเรียกน้องสาวให้เข้ามาอยู่ในห้อง ปิดประตูแล้วบอกน้องว่าไม่มีอะไร เดี๋ยวก็จบ เราเห็นใจแม่นะ ถึงแม่จะเลวร้ายยังไง แต่พ่อจะซ้อมแม่จนบาดเจ็บก็ไม่ถูกต้อง 

แม้ว่าหลังจากนั้นแม่ก็จะมาพาลเราแทน เราก็ยังทน เราเจ็บปวดนะ การโดนคนใกล้ตัวทำร้ายมันเจ็บมากกว่าโดนใครไม่รู้ทำซะอีก แล้วนี่คือแม่เราแท้ๆ แม่ที่คลอดเราออกมา เคยให้นม แต่เด็กไม่ได้ต้องการแค่นี้ เด็กต้องการความรักด้วยนะ และเรามองหาความรักไม่เจอจากการกระทำเหล่านั้นเลย ในขณะที่เรารู้สึกถึงความรักจากป้าของเราที่ช่วยเลี้ยงเราตอนเล็กๆ มากกว่า เราเรียกเขาว่าแม่ใหญ่ เป็นแม่อีกคน แม่ใหญ่แค่ตีเราเพราะเราซน แม่ยังร้องไห้เสียใจที่ต้องทำร้ายเรา แต่กับแม่แท้ๆ เขาไม่เคยร้องไห้เสียใจกับสิ่งที่เขาทำกับเราเลย

เราถูกบังคับให้ต้องโตตามความพอใจของแม่เสมอ คงเพราะแม่คงถือคติเหมือนแม่อีกหลายคนคือสิ่งที่แม่เลือกให้ย่อมดีที่สุด บางอย่างก็ดีจริงแหละ เช่นการอัดเรียนพิเศษเพิ่มเติมหลังเลิกเรียนและวันเสาร์อาทิตย์ เราเรียนจนผ่านเนื้อหาเกินวัยไปเยอะ เอาจริงๆ เราสนุกกับการเรียนเลยไม่คิดว่ามันหนักนะ แต่พอย้อนคิดไป...ทั้งกับการขังเราในบ้านและให้เราเรียนอย่างเดียว เราขาดทักษะในด้านมนุษยสัมพันธ์ไปจริงๆ เราลำบากมากกับการต้องพยายามทำความเข้าใจการแสดงออกของคนอื่น 

เราพยายามเอาใจแม่ในตอนนั้น เราทำทุกอย่างเพื่อให้แม่รู้สึกพอใจ มีความสุข ภูมิใจที่มีเราเป็นลูก เราตั้งใจเรียน ทำกิจกรรม ประกวดสารพัด ร้องเพลงก็ทำ ทำอาหารก็ทำ แต่ที่โดดเด่นคือการวาดภาพ อาจารย์และเพื่อนๆ ชื่นชมกับการวาดภาพของเรา มีความสุขกับความสามารถตรงนี้ แรกๆ เราดีใจเพราะคิดว่าขนาดเราไม่เรียน เราก็เหมือนมีพรแสวงจนทำได้เนอะ เราไม่อยากเรียกพรสวรรค์ เพราะเราฝึกฝนถึงวาดได้ ช่วงนี้ของเดือนเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว คือตอนที่เด็กคนนี้ได้ไปประกวดวาดภาพวันแม่ แต่ทางโรงเรียนไม่สะดวกในการส่งเราด้วยรถโรงเรียน จึงขอความร่วมมือจากแม่ให้ช่วยไปส่งเราหน่อย แม่ตกลงยอมรับเงื่อนไขดิบดีกับทางโรงเรียน

ที่เราเจอในวันนั้นคือแม่โมโหเรามาก แม่โกรธและบอกว่าเราทำให้แม่ต้องเสียเวลาทำมาหากินมาส่งเราไปทำอะไรไม่ได้เรื่อง ระหว่างนั่งบนรถเรากลั้นน้ำตาสุดชีวิต เราคิดเพียงแค่ว่าแม่ควรดีใจสิ นี่ลูกแม่เป็นตัวแทนโรงเรียนเลยนะ เหมือนเราเก่งสุด แต่แม่กลับมองว่าเสียเวลา เราขาดกำลังใจสุดๆ แล้วหัวข้อวาดภาพวันนั้นเหมือนตลกร้าย มันคือหัวข้อ "วันแม่"

เราลำบากใจกับหัวข้อมาก ในสมองเราไม่มีอะไรเลย
มันมีแค่ประโยคที่แม่บอกว่าเสียเวลาอยู่แค่นั้น
เราอยากร้องไห้ อยากหนีออกไปจากสิ่งที่ต้องทำ
กระนั้นเราก็วาด เราพยายามวาดภาพแม่
พยายามที่จะวาดส่วนที่ดีออกมาให้ได้มากที่สุด
แม้ว่าแม่จะไม่รู้สึกเลยว่ามันดี 

หลังจากนั้นคำชมจากเพื่อนก็ไม่มีผลอะไรต่อใจเราเลย เรายิ่งเกลียดเข้าไปอีก เราจะเถียงเพื่อนขึ้นมาเลยว่าไม่ให้ชมเราอีก เลิกชมเราซะเรื่องวาดภาพ พอเพื่อนถามว่าทำไมต้องห้ามชม เราเลยบอกไปว่า "ก็แม้แต่แม่เรายังไม่เคยชมเลยสักครั้ง" นอกจากเรื่องวาดภาพแล้ว มันเคยมีช่วงหนึ่งที่เราเคยไปเห็นชุดบัลเล่ต์ในโรงเรียนพิเศษใกล้ๆ มันสวยงามมากจริงๆ สวยพอให้เด็กคนนึงอยากมีโอกาสสวมและเต้นรำแบบนั้นสักครั้ง แต่เรารู้ว่ามันแพง แม่ต้องไม่ยอมเอาเงินเรียนพิเศษมาจ่ายโรงเรียนสอนเต้นแบบนี้แน่นอน เศร้านะ เรามองมันทุกครั้งที่เดินผ่าน และก็ภาวนาให้สักครั้งแม่จะเสนอให้เรียนขึ้นมา แต่มันไม่มีวันนั้น

เราเขียนเก่งมาตั้งแต่เด็กและการอ่านก็เป็นสิ่งที่เราคุ้นเคยและปฏิบัติมาตลอด เรามักเขียนเรียงความยาวกว่าเพื่อน แต่ไม่มีอะไรยากเท่ากับการเขียนเรียงความวันแม่ บอกเลยว่ายากนะ เราพยายามจะคิดถึงความสุขเมื่อมีแม่ คิดว่าแม่ทำอะไรให้เราบ้าง สิ่งที่อยู่ในหัวคิือภาพความเกรี้ยวกราดของแม่ การตบตี การทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจ เราเขียนแบบนี้ไม่ได้หรอก ไม่มีใครอยากอ่านความจริงหรอกในวันดีๆ แบบนั้น เราตัดสินใจโกหก

เราเขียนความเยินยอทุกอย่างที่คิดออกในตอนนั้น
สาธยายคุณงามความดีของแม่ได้อย่างน่าอัศจรรย์
เราคิดว่าครูอยากรับรู้เรื่องแบบไหน เราก็พยายามเขียนแบบนั้น
เรียนรู้ว่าถ้อยคำแบบไหนมันซาบซึ้งและได้รับคำชม
เราเขียนตามนั้นทั้งหมดอย่างยาวด้วย
ครูชื่นชมกับเรียงความวันแม่ของเรามาก
นั่นอาจเป็นจุดที่เรารู้สึกว่าเราคงเหมาะกับการเขียนนิยายจริงๆ
ก็...สร้างเรื่องเก่งตั้งแต่ตอนนั้น โดยเฉพาะการทำเหมือนมีความสุขดีน่ะ 

ช่วงวัยนั้นของเราค่อนข้างมีปัญหามาก ธุรกิจแม่เจ๊ง มีหนี้สินมากมายจนติดเครดิตบูโร เงินค่าเทอมโรงเรียนเอกชนของเราก็ค้างเยอะ เราเข้าใจว่ามันแพง เราเลยพยายามทำทุกอย่างให้โรงเรียนเองก็รู้สึกว่าชั้นเป็นเด็กมีคุณภาพ อาจารย์แม่เคยเรียกไปคุยเรื่องค่าเทอม เขาเองก็เห็นใจ เพราะขนาดในวันที่เรียกคุย เราก็เพิ่งกลับมาจากค่ายที่เป็นตัวแทนโรงเรียนไป อาจารย์มีน้ำใจพูดขึ้นมาว่า "ก็ไม่อยากให้หนูต้องมาเจออะไรแบบนี้ นี่ก็เพิ่งไปทำประโยชน์ให้โรงเรียนมาสินะ" สุดท้ายแล้วพอเราใกล้ขึ้นมัธยม อาจารย์ใหญ่เห็นใจเราและยอมยกหนี้ค่าเทอมบางส่วนให้ ซาบซึ้งมาจนถึงทุกวันนี้

แม่อยากให้เราสอบเข้ามัธยมนึงที่มีชื่อเสียงของจังหวัด แม่เองก็เคยเรียนม.ต้นที่นี่ อยากให้เราสอบได้ แต่เราไม่อยากย้ายเลย เพื่อนของเราเรียนต่อที่นี่เกือบหมด มีบางส่วนเท่านั้นที่มาสอบด้วย เราเริ่มเอาแต่ใจด้วยการสไตร์คไม่อ่านหนังสือสอบ เราอยากอยู่ในเซฟโซนตรงนั้นที่เราพอใจกับสังคม พอเราไม่อ่านหนังสือ แม่ไล่เราออกจากบ้านอย่างเดือดดาล

เราเดินสับสนออกมาจากบ้านตัวเอง เราเดินออกมาตามคำสั่งเชื่องๆ เหมือนหมาตัวนึง รู้สึกช็อคแต่ยังไม่เศร้า ตอนนั้นจะสามทุ่มแล้ว ไม่รู้จะไปไหนหรือเอายังไงกับตัวเองเหมือนกัน เด็กอายุ 11 จะคิดอะไรได้ โชคดีที่แม่ใหญ่ยังอยู่ที่ตึกห้องเช่าของป้าซึ่งอยู่ในซอยเดียวกันกับบ้านเรา ทันทีที่แม่ใหญ่ถามว่าดึกแล้วออกมาทำไม น้ำตาเราไหลออกมาทันทีขณะบอกว่า "แม่ไล่หนูออกจากบ้านค่ะ"

เชื่อไหมว่าแม่ใหญ่กอดเราแน่น บอกเราว่าแม่น่าจะเลี้ยงหนูเอง ถ้าแม่รู้ว่าต้องเจออะไรแบบนี้แม่จะไม่คืนหนูกลับบ้าน ตอนแม่ออกมาถามหา แม่ใหญ่ก็ฟาดซะชุดใหญ่ แม่ใหญ่ไม่เคยต้องอุ้มท้องเรา ไม่ได้คลอด แม่แค่เลี้ยงเรา แต่แม่คือความรักที่ไม่มีเงื่อนไขอย่างเดียวที่เรารู้จักและทำให้เราผ่านอะไรหลายอย่างมาได้ จนกระทั่งแม่ใหญ่เสียนี่แหละ

แม้ว่าเราจะสอบไม่ได้ตามคาด แม่ก็ยัดเงินให้เราเข้าไป และจะกรอกหูบ่นเรื่องนี้เรื่อยๆ เราไม่อยากเรียนเลย และเจอปัญหาความแตกต่างของเรากับเพื่อนคนอื่น นรกของเราไม่ได้มีแค่บ้านอีกต่อไป มันคือแปดชั่วโมงกว่าในโรงเรียนด้วย เราโดนเพื่อนแบน ต้องทำงานคนเดียวบ่อยๆ ต้องพยายามมากกว่าคนอื่นที่มีเพื่อนมาช่วยกันแชร์ การโดนเมินมันแย่กว่าการเอาไม้หน้าสามฟาดหน้ากันอีก เจอโรงเรียนไม่พอ กลับบ้านมาเจอแม่ต่อ นรก...มันคือนรก

เราแค่อยากให้ทุกอย่างมันจบลง เราอยากให้ตัวเองหลุดพ้นจากโรงเรียน เราโดนว่าเรื่องเกรดที่ตกลงว่าสมัยประถม แม่จะดุด่าทุกครั้งที่เห็นสมุดพก บางครั้งหากอ.ประเมินเราในเรื่องความประพฤติได้แค่ "ดี" จากปกติที่เคยแต่ "ดีเยี่ยม" แม่ก็จะแว้ดขึ้นมาว่าเกิดปัญหาอะไร ทำไมมันแย่ลง เราแต่งตัวเรียบร้อยเสมอตามระเบียบ ไม่มีเรื่องทะเลาะตบตีกับใคร แต่เมื่อเกรดเราตกลงมาแม้จะแค่เสี้ยวนึง เช่น จาก 3.49 เป็น 3.48 แม่เคยทุบเรากลางห้องประชุมผู้ปกครองจนอ.ต้องวิ่งมาดูเลยล่ะ ทั้งเจ็บทั้งอายสุดๆ

รู้สึกเหมือนคนรอบตัวทำกับเราเหมือนแค่เป็นตุ๊กตา เป็นหุ่นยนต์ที่ต้องทำตามความคาดหวังคนอื่น เราไม่มีสิทธิรู้สึกแย่กับอะไรในชีวิต เพราะเมื่อเรารู้สึก เราจะกลายเป็นคนผิด ผิดที่เริ่มมีปัญหา เราทนทั้งเรื่องเพื่อน เรื่องครอบครัวจนไม่ไหว เราเริ่มรู้สึกว่าตัวเองตายไปซะอาจจะดีกว่า มันทรมานเกินไป อีกอย่างเราก็แค่ลูกแย่ๆ เราจะอยู่ไปทำไม นั่นคือจุดเริ่มต้นในการทำร้ายตัวเอง เราเริ่มกรีดข้อมือครั้งแรก เราแค่อยากให้ทุกอย่างจบลง 

แต่เมื่อกรีดไปแล้วเห็นเลือด เราโล่งใจ 
โล่งใจเพราะได้รับรู้แล้วว่าเราก็เป็นคนนะ
มีความรู้สึกเจ็บได้ร้องไห้เป็น เลือดก็มีเหมือนกัน
และการทำร้ายตัวเองช่วยให้เราสงบลงอย่างน่าประหลาด 
การทำร้ายตัวเองคือ "ทางหนี" ของสถานการณ์ในชีวิตของเรา ก่อนจะพัฒนามาเป็นความอุ่นใจด้วย เราซ่อนรอยกรีดซ้ำๆ พวกนั้นไว้ใต้ผ้ารัดข้อมือ เราคิดว่าการทำร้ายตัวเองไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ถ้าเราไม่ทำแบบนี้ เราอาจจะไปทำร้ายใครก็ได้ เราทำเองก็เจ็บเอง เราเริ่มดีขึ้น สามารถทนกับอะไรหลายอย่างที่โรงเรียนได้ดี จนถึงจุดที่มองว่าช่างแม่ง เกลียดเราก็คือปัญหาของพวกแก เกลียดมากก็ผูกคอตายไปนะ

ทำไมเราถึงกลัวการทำร้ายคนอื่นเข้าสักวัน คงเพราะมันมีช่วงเวลาหนึ่ง ช่วงเวลาที่เราถือมีดหรืออะไรก็ตามที่สามารถทำร้ายใครได้ และคิดว่าอยากจบความทรมานที่บ้านนี่สักที อยากให้แม่เลิกด่า ทำร้าย และกดดัน อยากจบจนถึงจุดที่คิดว่าอยากฆ่าแม่ อยากฆ่าแม่ให้ตายไปซะ แล้วทุกอย่างจะจบลง ไม่มีคำด่า ไม่มีแดกดัน ไม่มีฝ่ามือฝ่าตีน ฆ่าแม่แล้วก็ฝังศพไว้ในสวนหลังบ้าน คงไม่มีใครสนใจการหายตัวไปของแม่หรอก

อันตรายและเหี้ยพอดู ใช้คำอื่นไม่ได้จริงๆ และคนสติดีคงไม่คิดฆ่าบุพการีตัวเอง พูดกับใครไม่ได้ด้วยเรื่องนี้ เพราะถ้าพูดไปล่ะก็จะต้องถูกมองว่าน่ากลัว หัวรุนแรง ไปจนถึงเนรคุณ ใครจะมานั่งสืบเสาะดูว่าเราต้องเจออะไรบ้าง ยังไงทำร้ายหรือฆ่าแม่ก็ทรพีอยู่แล้ว ไม่มีข้อหาหรือข้ออ้างอื่นใดจะฟังขึ้นหรอก

แม่ยังคงด่าทอเราเรื่อยๆ แต่จะลดความถี่ลง เราเริ่มเก็บตัวอยู่แต่ห้องตัวเอง มองจอคอมพิวเตอร์ อ่านหนังสือ เขียนนิยาย ช่วงม.ปลายเราหลีกเลี่ยงการต้องเจอหน้าพ่อแม่ แม้แต่เงินก็ให้เขาวางเอาไว้ให้ตอนเช้า เราพบว่าแม้โลกในบ้านจะแย่ แต่เรามีทางออกเสมอ และในเมื่อพ่อแม่เป็นแบบนี้ สิ่งที่เราควรทำคืออย่ายอมแพ้และจงเติบโตมาในแบบที่ดีที่สุด เราอาจจะมีปมเรื่องพวกนี้ แต่มันอยู่ที่เราเองจะเลือกว่าจะเป็นคนแบบไหน การมีครอบครัวที่ไม่ดี เราก็ยังมีคุณภาพได้ เราเชื่อแบบนั้นและพยายามที่จะคาดหวังอะไรจากพ่อแม่น้อยลง

เราขบถกับแม่ครั้งแรกคือตอนเลือกสายการเรียน แม่อยากให้เราเรียนวิทย์-คณิต ซึ่งเราเองเรียนไม่ไหว ไม่พอยังอยากให้เราสอบเข้าคณะสถาปัตย์หรืออักษรจุฬา บอกตรงๆ มันเกินความสามารถเราพอตัว เราตัดสินใจโกหกแม่ว่าคะแนนเราแย่ เราเข้าสายนั้นไม่ได้ และไปเลือกสายศิลป์-คำนวณแทน เรามีเป้าหมายในการเรียนคณะหนึ่งในศิลปากร เราวางแผนทำการบ้านล่วงหน้าว่าเราจะสอบยังไง เรียนอะไร จบแล้วจะทำอะไรได้บ้าง เราตามใจแม่มานานจนไม่ได้ดูเลยว่าเราโอเคไหม เราเข้าใจว่าแม่มีเจตนาที่ดี แต่มันเกินตัวเรามากจริงๆ

รอบต่อมาคือตอนแอดมินชั่น แน่นอนว่าแม่ไม่โอเคกับคณะที่จะเลือก เราเกลี่ยกล่อมและดื้อสลับกันไป เกลี่ยกล่อมคือการเอาเหตุผลเข้าสู้ต่างๆ ส่วนการดื้อคือการยืนยันว่าจะยื่นแค่นี้ ที่ตลกคือพอติดขึ้นมาจริงๆ แม่กลับมาดีใจด้วย ทั้งที่ก่อนหน้านี้เราไม่มีกำลังใจอะไรเลยนอกจากการคิดว่าอนาคตของเรากำลังรออยู่นะ

ลืมเล่าไปอย่าง เราเป็นลูกหนี้ กยศ มาตั้งแต่ม.สี่ ใจเราไม่ได้อยากกู้เลย แม่เราเคยมีปัญหาเกี่ยวกับเงินกู้จนเราจะเสียบ้านไป ก๋งต้องเอาเงินมาช่วยไถ่บ้านและโอนให้เป็นสมบัติของเราเองเพื่อให้หลานมีที่ซุกหัวนอน พอแม่บอกว่าต้องกู้ เลยพูดไปว่าไม่อยากเลย ขอไม่เรียนแล้วทำงานเลยยังดีกว่า อย่างน้อยก็ไม่มีหนี้ เงินเหลือค่อยมาหาที่เรียนก็ได้ แม่ไม่ยอมและพูดว่ากู้เถอะ ถึงเวลาแม่จะช่วยเอง ไม่ต้องกังวลนะ

แม่ช่วยจริงๆ ช่วยใช้หนี้? เปล๊า ช่วยใช้เงินน่ะ เบี้ยเลี้ยงไม่กี่ร้อยแม่ก็ขอไป จนพอมหาลัยแล้วโชคดีที่ก๋งห่วงว่าบ้านเราแม่ส่งไม่ไหว เลยมาช่วยอีกในการจ่ายเบี้ยเลี้ยงและค่าหอเรา (คือกยศไม่จ่ายค่าหอเพราะวิทยาเขตเราไม่มีหอใน) แน่นอนว่าแม่จะโทรมาเป็นห่วงเราทุกต้นเดือน และจบลงด้วยการบอกว่าแม่มีปัญหาการเงิน โอนมาให้แม่ยืมใช้ก่อนนะ บางครั้งเราบอกแม่ไปว่าเราเองก็ลำบาก มีความจำเป็นต้องใช้ด้วย แม่ก็จะปลอบเราว่าแม่เคยปล่อยให้หนูลำบากเหรอ 

ใจอ่อนสิ แม่ทั้งคนอ่ะ แล้วพูดมาขนาดนี้ เราจะปฏิเสธได้ยังไง ช่วงเรียนมหาลัยเราเองก็ลำบากตลอด เรียนหนัก เรียนไม่ทันเพื่อนตอนย้ายเอกบ้าง อ่านหนังสือแยะ เงินไม่พอจะไปเรียนด้วยในบางวันและโดดเรียนไม่ใช่เพราะขี้เกียจ แต่บางทีไม่มีแม้แต่เงินจะขึ้นแค่เรือข้ามฟากไปมหาลัย เงินค่าใช้จ่ายที่นอกเหนือจากค่าเทอมและค่าบำรุงมหาลัยก็มีมาเรื่อยๆ และเราไม่อยากขอก๋ง เราเกรงใจมาก มันเหมือนเราต้องมาให้คนแก่อายุแปดสิบส่งเสีย ค่าชีท ค่าภาคสนาม เราเก็บเองเพื่อจ่ายทั้งนั้น บางทีก็ต้องทวงแม่ยิกๆ เพื่อให้มีจ่าย บางทีเราก็ลงทะเบียนของานพิเศษจากมหาลัยไปจนถึงหางานนอกทำพาร์ทไทม์ บางคนอาจจะคิดว่าแค่นี้เอง แต่เราเหนื่อยอ่ะ เหนื่อยมากจริงๆ 

แต่เราไม่มีสิทธิแม้แต่จะบ่นระบายกับแม่ แม่ทักจะโทรมาบ่นเรื่องคนอื่นให้ฟัง เราตั้งใจฟังอย่างดี เป็นห่วงและอยากแบ่งเบา ทว่าพอเราโพล่งออกไปว่า "แม่คะ หนูเหนื่อยจัง หนูเรียนเยอะมากเลย" สิ่งที่แม่ตอบกลับมาคือ "อย่าบ่น เธอเลือกเอง แล้วจะมาบ่นอะไร" คือบางทีเราก็แค่อยากอ้อนบ้าง ที่ผ่านมาเราไม่เคยพูดออกไปเลยว่าเราเหนื่อย เราเศร้า หรือเราเป็นอะไร เราพยายามดูแลตัวเองมาตลอด วันนั้นเป็นวันที่ทำให้เรารู้ว่า...เรามีบทเป็นแค่ลูก แค่ลูกในบทจริงๆ ไม่ใช่ลูกที่ต้องมีความรัก แค่บทบาทสมมติเท่านั้น

เราพยายามทำหน้าที่ลูกที่ดี แม้ว่ามันจะยาก เรากลัวพ่อแม่เสียหน้าถ้าเราเรียนได้เกรดแย่ๆ ตอนจบ กลัวว่าจบช้าแล้วคนจะนินทา กลัวกระทั่งว่าถ้าได้งานไม่ทันทีหลังจบ แม่ก็จะอายคนอื่นอีกว่าลูกคนโตตกงาน เราเลยพยายามปั่นเกรด แม้อ.จะยืนยันและแนะนำว่าย้ายเอกมาเธอจะเรียนห้าปีก็ไม่มีใครว่า แต่คือแม่เราจะว่าไง ต่อให้แม่ไม่ได้จ่ายค่าเทอมก็เถอะ พอเหลือแค่ทีสิสจบ เรารีบรับงานในองค์กรสาขาที่คนต่างพูดกันว่าเจ้านายแย่ เรารับเลย เราโอเคและคิดว่าเราทนอะไรมาเยอะ ทนทั้งมือทั้งตีนอีกต่างหาก แค่เจ้านายไม่ดีเรายังคิดว่ามันเบาๆ เอาว่ะ เหนื่อยหน่อยทั้งงานและทีสิส แต่ถ้าทำได้...คือมึงเจ๋งมากและพ่อแม่จะดีใจด้วย

ก็ทำได้แหละ แต่ความรู้สึกกลับเปลี่ยนไป เมื่อคิดว่าที่ผ่านมาเราทำมาด้วยความโดดเดี่ยว ทำไมแม่ถึงพยายามมาเคลมความสำเร็จของเรา เราเกิดความคิดร้ายๆ แอนตี้ขึ้นมาว่าพวกเขาไม่มีสิทธิ พวกเขาไม่รู้เลยว่าเราต้องผ่านความลำบากอะไรบ้าง ต้องอดมื้อกินมื้อ ต้องทำงานหนัก ความสำเร็จนี้แลกมาด้วยเหงื่อและน้ำตาของชั้นนะ ชั้นควรต้องแชร์กับคนที่แฟร์กับชั้นนั่นคือก๋งและแม่ใหญ่ แต่น่าเสียดายที่แม่ใหญ่ตายไปด้วยมะเร็ง เราทำได้แค่ใส่ครุยแล้วถือรูปแม่ใหญ่เท่านั้น

สำหรับเรา...แม่ใหญ่คือแม่ แม่ที่รักเรา แม่ที่มีอ้อมกอดให้เราเสมอ แม่ที่เจ็บปวดเมื่อลูกเจ็บปวด แม่ที่พอรู้ว่าเราอยากกินอะไรก็หามาให้ แม่ที่ห่วงเราจนนาทีท้ายๆ ของชีวิต นาทีที่แม่เพ้อถึงทุกคนก่อนที่แม่จะจากไป แม่ที่เราทำได้แค่จุดธูปบอกว่า "หนูติดมหาลัยแล้วนะแม่ หนูอยากให้แม่อยู่ตรงนี้" คิดถึงอ้อมกอดของแม่เสมอ และถ้ามีโอกาสก็อยากเกิดเป็นลูกจริงๆ ของแม่สักครั้ง

แม่แท้ๆ โกรธที่เราถ่ายรูปนั้นแล้วโพสต์บน Facebook น้อยใจว่าทำไมถึงต้องทำขนาดนี้และเขียนอะไรซึ้งๆ ถึงแม่ใหญ่ แม่คือแม่บังเกิดเกล้าทำไมไม่คิดถึงหัวอกแม่บ้าง ตอนแรกเราคิดว่าเราคงลืมรูปครอบครัวมั้ง แต่เช็คอีกทีเราก็ลงรูปพ่อแม่น้องๆไปตั้งเยอะ และความรู้สึกที่อยากบอกกับแม่ใหญ่มันไม่มีทางส่งไปถึงแล้ว และเราทำได้แค่พยายามพูดถึง ทำให้ทุกคนรู้ว่าชั้นมีแม่อีกคนที่คอยผลักดันชั้นอยู่ ถ้าไม่มีแม่ใหญ่ เราอาจตายไปแล้วก็ได้่ ใจเราคงแหลกสลายไม่เหลืออะไรเลย

ทุกวันนี้เราก็ยังต้องทำตามความคาดหวังนั้นอยู่ เราไม่สามารถที่จะล้มตัวลงได้เลย เหนื่อยหรือเจ็บแค่ไหนก็ต้องยืนหยัดให้ได้ ไม่มีใครยอมรับตัวเราที่อ่อนแอได้ และทุกครั้งที่อ่อนแอ เราจะถูกมองในแง่ลบ มันเหมือนกับว่าการเป็นลูกที่ดีของแม่คือการกดทุกความรู้สึกในใจเอาไว้ ปล่อยให้สมองโล่งเหมือนมีหมอกคลุมให้เบลอ ห้ามมีความรู้สึกใดๆ แน่นอนว่าย่อมไม่อาจเสียใจได้

เราเริ่มเอาตัวเองออกจากความรู้สึกว่าพ่อกับแม่รักเรามาสักพักแล้ว หลังจากที่เราต้องดีลกับปัญหาด้วยตัวเองลำพัง เราไม่ได้คาดหวังให้พ่อแม่รักเราแล้วนะ ขอแค่อยากทำให้เดือดเนื้อร้อนใจกันก็พอ จะรักน้องๆ ก็ได้ แล้วจะเกลียดเราก็ได้ เรายินดี มันเป็นสิ่งเดียวที่ลูกคนนี้จะทำได้จริงๆ คือการตกเป็นตัวปัญหา เป็นแกะดำของครอบครัว แม้ว่าที่ผ่านมาเราจะทำตามความคาดหวังของพ่อและแม่ได้ดีเสมอ

ไม่ต้องรักเราก็ได้ ขอแค่อย่าทำร้ายเราก็พอ ไม่ต้องมีเงินเยอะ ไม่ต้องเอาใจ ไม่ต้องพูดคำหวานๆ ขอร้องอย่าตีเรา อยากด่าทอว่าเราให้มันมากไปกว่านี้ เมินเราไปเลยก็ได้ แต่เราจะดูแลพวกเขา เราจะพยายามหายจากโรคจิตเวชบ้าๆ นี่ แล้วจะทำหน้าที่ลูกให้สมบทบาทที่สุด ไม่ได้อยากได้อะไรเลย ยืนยัน...ขอแค่อย่าทำร้ายกันอีกก็พอ

เราอยากอินกับวันแม่นะ อยากมากจริงๆ พยายามอยู่หลายครั้ง แต่มันลืมไม่ได้ จะทำยังไงมันก็ไม่ลืม เราอาจจะลืมชื่ออาจารย์ ลืมชื่อเพื่อน ลืมกิจกรรมที่เคยทำ แต่กับการที่แม่ทุบตีเรา อยากลืมเท่าไหร่มันก็ไม่เคยจางหายไป มันผ่านมาเป็นสิบกว่าปีแล้ว มันกลับชัดเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ที่เจ็บปวดคือในขณะที่ลูกไม่ลืม แต่แม่ลืมหมดสิ้นแล้วว่าเคยทำอะไรไว้ ถึงต่อให้มีการเตือนให้คิด เขาก็ทำแค่บอกว่าเรื่องมันจบไปแล้ว บางคราวถึงขนาดพูดว่าเราคิดไปเองหรือจำอะไรผิดๆ ไหม

แม้แต่ความเจ็บปวดแม่ก็ยังมองว่าเป็นปัญหาของเราไม่ใช่ของแม่ ถ้าเราแสดงออกว่าเราเจ็บ มันเหมือนเราจะทำให้อีกคนบาดหมางไปด้วย เราอยากจะเป็นลูกในแบบที่แม่ต้องการ เคยพยายามมาหลายปี เพื่อจะทำให้วันแม่ในปีต่อๆ ไปมันดูสดใสขึ้น อยากอินกับมัน แต่ก็ยังเหมือนเดิม

ทุกวันนี้เรายอมแพ้ เราศิโรราบต่อความป่วยไข้ทางจิตใจ ยอมถูกมองว่าไม่เอาไหน ยอมถูกด่าซ้ำเติมแม้เราจะต้องสู้กับคำถามที่ว่าทำไมชีวิตล้มเหลวไร้ค่าขนาดนี้ แถมยังต้องกินยาจิตเวชตั้งหลายตัว บอกตรงๆ เรากลายเป็นลูกเหี้ยได้ในบัดดล ไม่มีใครคิดถึงสิ่งที่เราพยายามทำ และหากเราพูดถึง พ่อและแม่ก็จะมองว่าเราลำเลิก ทำดีหวังผล หรือนี่มันก็เพื่ออนาคตเราแท้ๆ

ทำไมแม่ไม่เคยถามเราตรงๆ สักครั้งอย่างจริงใจว่า
"หนูโอเคไหมลูก?" 

ไม่มี และไม่คิดว่าจะมีด้วย ยืดอกรับบทบาทลูกที่แย่อย่างตรอมใจ พยายามที่จะเอาตัวรอดและไม่รู้สึกเจ็บจนต้องดิ่งลงไปในภาวะซึมเศร้าอีก ปล่อยวาง และพยายามหักห้ามความเจ็บปวดเอาไว้ กดมันให้แน่นๆ ซ่อนมันให้มิด

เพราะถ้าเราทำไม่ได้ เราก็จะต้องเจ็บปวดมากขึ้นก็แค่นั้นเอง



ป.ล.สารภาพว่าเราร้องไห้หลายครั้งกว่าจะเขียนออกมายาวขนาดนี้ ก็ไม่อยากเจ็บนะ แต่มันยากเกินไป และอยากบอกให้คนอื่นรับทราบว่า...เราเสียใจมากจริงๆ แม้ว่าเราไม่มีสิทธิก็ตาม
ป.ล.2 หวังว่าที่เราเขียนมายืดยาวจะเป็นการช่วยบอกใครที่ผ่านมาเจอและประสบสิ่งเดียวกันว่า "ไม่เป็นไรนะ ยังมีเราที่เข้าใจความเจ็บนั้น แม้อาจจะไม่เกททั้งหมดก็ตาม"

SHARE
Written in this book
บันทึกลูกกวาดบนถนนสีเทา 
รวมไดอารี่สำหรับปี 2019 ตั้งใจว่าไม่เขียนเยอะขึ้น ก็จะเขียนน้อยลง การเขียนน้อยลงในนี้ แสดงว่าอาการดีขึ้นมากๆ แล้่ว
Writer
LILITU
Vampire
Prof. of Being Dead insides. A Girl who obsessed with Death, Crime, Cat and Night Creatures. Nothing more...nothing less. [http://fb.com/lilith.in.the.moon]

Comments

BBBUN
11 months ago
เซฟโซนที่ไม่ได้มาจากครอบครัวมันมีจริงๆนะ
Reply
LILITU
11 months ago
การโตมาแบบนี้คือเด็กจะมีความฝังใจและหวาดระแวงมากกว่าปกติค่ะ นานเหมือนกันกว่าเราจะพยายามหาจุดที่สบายใจได้ แต่เรื่องราวเหล่านี้มันฝังลึกมากเกินกว่าจะแก้ไขลบล้างได้่ ตอนนี้เรามีทางออกแค่...เลิกคิดว่าเราเป็นลูกซะ เป็นคนอาศัยอยู่ร่วมกันพอ ไม่ตอบโต้เวลาถูกด่าทอประชดประชัน
Shallot
11 months ago
พ่อแม่ก็แค่คำเรียกแหละค่ะ ถ้าเขาทำตัวไม่เหมาะสม ไม่ควรค่ากับคำนั้น ก็อย่ารู้สึกผิดเลยที่จะเลิกนับถือกัน มนุษย์ทุกคนมีศักดิ์ศรีของตัวเอง คุณถูกทำร้ายมาขนาดนั้น โกรธแทนเลยค่ะ เป็นกำลังใจให้ในการเยียวยารักษานะคะ เชื่อว่าในโลกนี้มีความรักในรูปแบบอื่นๆอีกมากมายรอให้เราไปสัมผัส อย่างน้อยคุณก็เป็นคนนึงที่รักตัวเองและสู้มาตลอดเลย คนอื่นอาจไม่รู้ แต่เรารับรู้นะคะจากเรื่องราวที่คุณเขียน สู้ๆนะคะ :)
Reply
LILITU
11 months ago
บอกตรงๆ ตอนอ่านนี่น้ำตารื้นเลยค่ะ กับคนในครอบครัวไม่มีใครรู้สึกถึงสิ่งเหล่านี้เลย มีแต่ให้เราพยายามมากขึ้น เราล้มไม่ได้ ล้มแล้วมีแต่คนรอตำหนิค่ะ เราพยายามในหน้าที่นี้เต็มที่แล้ว ก็คงเหมือนเราไปแอบรักใครสักคนที่ไม่รักไม่แลเรามานาน เราก็ตัดใจ คิดซะว่าอกหักจากรักสามสิบปีเอาแล้วกัน
Shallot
11 months ago
กอดนะคะ เหมือนเวลาอกหักเราก็ยังไม่รู้มันจะหายสนิทเมื่อไหร่ แต่ถ้าเริ่มพยายามตัดใจและลุกยืนแล้วเชื่อว่าวันนึงจะยืนอย่างมั่นคงได้แน่นอนค่ะ จะติดตามเรื่องราวของคุณและคอยเอาใจช่วยเสมอนะคะ
storySu
8 months ago
เพิ่งมีโอกาศเข้ามาอ่านอ่านแล้วเข้าใจความรู้สึกจริงๆเลยมันคงโดดเดี่ยวมากในเวลานั้น เราเองก็จมอยู่กับความรู้สึกนั้น บาดแผลต่อให้นานขนาดไหนมันก็ยังคงเหลือรอยแผลเป็นหยุดดี เราเข้าใจหยุกับคนในครอบครัวที่เราไม่มีตัวตน หยุแบบไปวันๆทำอะไรก็ดูจะผิดไปหมดเราข้ามช่วงเวลาเหล่านั้นมาแบบโหดร้ายพอๆกันเลยค่ะ
Reply
LILITU
8 months ago
บางทีถ้าเราถอนความรู้สึก "อิน" กับภาพของครอบครัวที่เป็น ความรู้สึกกดดันมันจะลดน้อยลงนะคะ เราแก้ไขสิ่งที่ผ่านมาแล้วไม่ได้ เราปฏิเสธไม่ได้ว่ารอยแผลเป็นส่วนหนึ่งของเรา แต่อนาคต...ความรู้สึกของเรา เราเลือกได้ที่จะรักหรือไม่รัก รู้สึกหริือไม่รู้สึกอีกต่อไป มันอาจฟังดูแย่ แต่มันคือการเอาตัวรอดอย่างหนึ่งที่เราเพิ่งค้นพบค่ะ
Sspm
4 months ago
เราว่าคุณก็ยังโชคดีส่วนนึงนะที่แม่ของคุณเป็นโรคที่คุณว่าอย่างน่อยคุณก็ยังมีสิ่งที่เปฺ์นเหมือนคำปลอบใจตัวเองว่าแม่เป็นโรคนี้นะแตุ่าเทียบกับของเราที่แม่ไม่เป็นอะไรเลยแต่มีพฤติกรรมแบบแม่ของคุณ ทั้งด่า ทั้งทุบตี หรืออย่างการโดนเอาตีนเหยียบหน้าหรือเตะถ้าถามถึงพ่อเราถ้าตอนไม่เมามันก็จะดีีีีแต่ถ้าเมาเมื่อไหร่ก็นั่นแหละแต่ถึงพ่อเราจะเมาไม่เมาก็ทะเลาะกับแม่ทุกวันอยู่แล้ว
Reply
LILITU
4 months ago
ไม่มีใครสมควรถูกทำร้ายค่ะ ไม่ว่าจะด้วยความบกพร่องอย่างไรก็ตาม เหตุผลนั้นๆ ทำให้ดูดีขึ้นเท่านั้นเอง กลับกันถ้าเราพูดว่าคงเพราะพ่อคุณเมา เค้าเลยกระทืบคุณ มันฟังดูเจ็บปวดน้อยลงไหมคะ?