When A Hero Becomes A Victim
“ฟ้าวันนี้...ดูสดใสจัง”

ข้างหน้าของหญิงสาวตอนนี้
เห็นผืนน้ำทะเลสีคราม
ที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา
แม้เส้นขอบฟ้าจะดูเหมือนใกล้กับผิวน้ำ
แต่จริงๆแล้วก็คงห่างไกล
เกินที่จะจินตนาการได้

เธอสูดกลิ่นอายของทะเลเข้าเต็มปอด
กลิ่นของเสจ และ แซนเดิลวูดอ่อนๆ
รวมกับกลิ่นของเกล็ดเกลือทะเล
ที่ส่องประกายยามดวงตะวันทอแสง
ทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด
ก่อนจะยื่นมือออกกว้างต้านลมแผ่ว
ราวกับกำลังโอบกอดท้องทะเลด้วยสองมือนั้น
ผมเหยียดตรงสยายไปกับแรงลม
ในขณะที่เปลือกตาค่อยๆปิดลง
ดื่มด่ำช่วงเวลานี้
เวลาที่เธอได้ปล่อยให้ความคิดพัดไปตามกระแสคลื่น อย่างไม่มีวันย้อนกลับ

ในขณะเดียวกันของอีกฟากของทะเล
ริมโขดหินที่เต็มไปด้วยตะไคร่ทึบ
เธอเห็นร่างบางในชุดเดรสสีขาว
ที่ดูโซซัดโซเซไร้เรี่ยวแรง
ร่างกายดูซูบซีดราวกับถูกซับเลือดออกจนหมด
ขนาดใบหน้าของเธอนั้นขาวราวกับกระดาษ
ริมฝีปากนั้นอิ่มเต็มมีสีกลีบกุหลาบจางๆ
แต่กลับเม้มแน่นราวกับพยายามสะกดกลั้นความรู้สึกเบื้องลึกเอาไว้
นัยตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องมองไปที่วิวเบื้องหน้า
ว่างเปล่า ล่องลอยไปตามนภากว้าง
เหมือนคนตกอยู่ในภวังค์
ไม่สิ. ดูหมดหวังเสียมากกว่า

แต่ยังไม่ทันที่จะละสายตากลับมาที่วิวตรงหน้า
หญิงสาวร่างบางกลับค่อยๆเดินลงทะเลไปเงียบๆ
ตาคู่นั้นยังคงจับจ้องที่ผืนฟ้าข้างหน้าไม่วางตา

“คงแค่ไปเล่นน้ำละมั้ง..วันนี้อากาศกำลังดีด้วย”
เธอคิดในแง่บวกเสมอ 
เลยกลับมาสนใจสิ่งที่กำลังดื่มด่ำเมื่อครู่อีกครั้ง
บรรยากาศที่ดูสวยงามจนน่าใจหาย

แต่แล้วก็มีบางสิ่งสะกิดใจเบื้องลึกของเธอ
มันคงเป็นสัญชาตญาณนักช่วยของเธอ
ที่ทำให้หันไปมองสาวชุดขาวอีกครา
นัยตาสีดำเบิกกว้างด้วยความตกใจ
ภาพที่เห็นตรงหน้านั้นทำให้ลมหายใจติดขัด
น้ำสีฟ้าใสเกือบมิดที่หัวของหญิงสาว
ไม่เห็นแม้แต่ดวงหน้าไร้สีเลือดนั่น
เหมือนผืนทะเลกำลังกลืนกินเธอลงไป

เธอหันซ้ายขวาไปมา
เหงื่อผุดเต็มใบหน้า
พยายามหาความโชคดี
และหวังว่าจะมีคนผ่านไปมายื่นมือให้ความช่วยเหลือหญิงสาวที่กำลังถูกกลืนสู่ห้วงทะเล

เธอรู้ตัวดีว่าเป็นคนว่ายน้ำไม่แข็ง
ทำให้ไม่กล้าตัดสินใจในสถานการณ์คับขันเช่นนี้
ทำอย่างไรดี. ความคิดดังก้องสะท้อนวนไปมา
ถ้าเธอช่วยเขา
เธอก็ไม่รู้ว่าจะสามารถพยุงเขาพ้นผิวน้ำหรือไม่
แต่ถ้าเธอไม่ช่วยอะไรเลยในวินาทีนี้
ผลลัพธ์ก็มีค่าเท่ากับศูนย์เช่นกัน

เธอตัดสินใจสะบัดรองเท้าออก
ก่อนจะกระโจนตัวลงไปสู่ห้วงทะเลลึก
รู้ทั้งรู้ว่าตนเองว่ายได้ไม่ลึกมากพอ
แต่ก็พยายามมองหาร่างบาง
ที่ทิ้งตัวลงทะเลอย่างไม่ลังเล
ราวกับเธอตั้งใจให้มันเกิดขึ้น
ไม่อยากรับรู้ รับเห็น ภายใต้น้ำทะเลแห่งนี้

นัยตาสีดำเต็มไปด้วยความกังวล
พยายามเสาะหาชีวิตที่เหลือรอด
ในน้ำทะเลที่ใสส่องประกายจากแสงอาทิตย์
แต่ยามนี้เหมือนน้ำสีครามกลับหม่นดำขึ้นทันตา

เธอคว้าร่างบางไว้ในอ้อมแขน
ก่อนจะวางมือเย็นเยียบสัมผัสหน้าซีดนั่นเบาๆ
ให้ร่างกายที่แน่นิ่งนั้นรู้สึกตัว
ร่างบางลืมตาขึ้นเล็กน้อย
ก่อนตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้นจะจ้องกลับมาที่เธอ
ลมหายใจห่างกันเพียงเอื้อม
ในขณะนั้นเองที่เธอได้ยินเสียงเรียกหนึ่งก้องกังวาลในหัว

“เธอ.....มาช่วยฉันทำไม” 
เสียงตรงหน้าเรียกเธอนั่นเอง

“ฉัน...คิดว่าชีวิตที่เหลืออยู่ต้องการเธอนะ”
เธอตอบกลับไปและหวังให้ได้เตือนสติบ้าง

“ไม่มีใครต้องการฉันหรอก...ขนาดร่างกายยังพาฉันมาทิ้งที่นี่เลย”

“อย่าเพิ่งหมดหวังไปเลย เธอยังมีฉันไง”

“....เราไม่เคยรู้จักกัน เธอจะมาอยู่เคียงข้างฉันได้ยังไง”

“ใช่ เราไม่เคยรู้จักกัน แต่ฉันเห็นสิ่งหนึ่งในตัวเธอที่เธออาจจะไม่เคยเห็นนะ”

“เธอหมายถึงอะไร” เสียงนั้นเริ่มสับสน

“ฉันเห็นคุณค่าของเธอ และ เห็นนัยตาเป็นประกายของเธอ รอยยิ้มของเธอ ภายใต้ความรู้สึกว่างเปล่านั่น”

“.....”

“ที่สำคัญไม่ได้มีแค่ฉันคนเดียวหรอกนะที่จะอยู่เคียงข้างเธอในเวลานี้”

ปลายนิ้วเรียวชี้ที่อกร่างบาง
“นี่ไงละ คนที่รักเธอ อยู่เคียงข้างเธอมาตลอด ไม่เคยทิ้งเธอไปไหนเลยนะ เธอลืมคนนี้ไปได้ยังไง”

เสียงก้องนั้นสั่นเครือ 
เธอไม่รู้ว่านัยตาสีวอลนัทนั่นกำลังมีน้ำตารินไหลอยู่หรือไม่
แต่ที่รู้ๆเธอสัมผัสมันได้จากแววตาแดงก่ำของอีกฝ่าย ที่ตอนนี้น้ำตาของเธอคงหลอมรวมกับน้ำใสของทะเลจนหมดสิ้น

“แต่ฉันว่ายน้ำไม่เป็นหรอกนะ”
เสียงนั้นตอบกลับ

“ไม่เป็นไร.. ฉันก็ว่ายน้ำไม่แข็ง แต่เรามาพยายามกันเถอะ ฉันจะพาเธอขึ้นฝั่งให้ได้ ฉันสัญญา”

เธอคลี่ยิ้มบางๆ ให้กำลังใจอีกฝ่าย
ทั้งๆที่ร่างกายเริ่มเหนื่อยล้าจากการว่ายใต้ผิวน้ำ
เป็นเวลานาน และ ออกซิเจนก็น้อยลงเรื่อยๆ
เธอโอบเอวบางนั่นไว้อย่างระมัดระวัง
และกระชับให้แน่นพอที่จะว่ายขึ้นสู่เหนือน้ำพร้อมๆกัน

“เธอแน่ใจนะ ว่าจะพาเราทั้งสองคนขึ้นไปบนนั้นไหว” เสียงนั้นเรียกอีกครั้ง

“ฉันไหว” 
เธอไม่มั่นใจเลยแต่เธออยากพยายาม
พยายามก่อนที่จะหมดลมหายใจกันทั้งคู่
อย่างน้อยก็ต้องมีใครสักคนรอดขึ้นไป
เธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น 
ตั้งใจจนอีกฝ่ายรู้สึกได้จากวงแขนที่กระชับแน่นขึ้น
เหมือนกลัวของล้ำค่าจะหลุดมือไป
เธอเห็นคุณค่าในตัวหญิงสาวอย่างที่เธอพูดออกไปจริงๆ
ความมั่นคงนี้ส่งผ่านไปยังผู้ที่กำลังถูกช่วยเหลือ
มือเรียวซีดของหญิงสาวโอบไหล่ขาวแน่นเช่นเดียวกัน
ก่อนจะใช้แรงอันน้อยนิดช่วยอีกฝ่ายพยุงทั้งสองร่างขึ้นเหนือน้ำ

แต่ทว่าน้ำหนักชุดของเธอและอีกร่างนั้นทำให้เธอต้องใช้กำลังอย่างมากในการต้านกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวขึ้นเรื่อยๆ
เธอเหนื่อยเหลือเกิน..
แต่เมื่ออีกฝ่ายหันกลับมา เธอกลับยิ้มบางๆให้
ทั้งๆที่รับรู้ว่าใจเริ่มสั่นคลอนจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่

“ฉันรู้ว่าเธอเหนื่อย ปล่อยฉันไปเถอะและเธอก็รีบขึ้นฝั่งไปสะ ตะวันจะตกดินอยู่แล้ว เราจะมองเห็นทางยากขึ้นนะ”

เสียงนั้นท้วงขึ้นอีกครา
และใช่ จากน้ำที่เคยเป็นประกายฟ้าใสกลับเริ่มหม่นลงเรื่อยๆ
ดวงตะวันเริ่มมิดเส้นขอบฟ้าเข้าไปทุกที
เช่นเดียวกับเธอ ที่ตอนนี้ดวงไฟแห่งความหวังกำลังจะมอดดับลง

“ไม่ ฉันจับมือเธอแล้ว ฉันสัญญาแล้วว่าจะไม่ปล่อยมือนี้ไป ยังไงพยายามเข้านะ ฉันจะช่วยเธอเอง”

เธอใช้แรงเฮือกสุดท้ายที่มีอยู่ดันเอวร่างบางให้พ้นขึ้นเหนือน้ำ และ เธอก็ทำสำเร็จ..

สาวชุดขาวสำลักน้ำทันทีที่ได้รับอากาศ
ก่อนจะตะเกียกตะกายขึ้นฝั่งไปนั่งบนโขดหิน
ที่ล้อมรอบไปด้วยทรายขาว ไม่ใช่ตะไคร่ทึบหนาเกรอะกรังอีกต่อไป

เมื่อรู้สึกลมหายใจกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง
เธอหันกลับไปมองผู้ช่วยชีวิตของเธอ
หันกลับไปที่น้ำทะเลสีหม่นเพื่อหา
คนที่ให้คำมั่นสัญญาหนักแน่นกับเธอ
คนที่ดึงเธอขึ้นมาจากความรู้สึกบอบช้ำ
คนที่เชื่อมั่นในตัวเธอในเวลาที่เธอไม่เหลือใคร
และคนที่ย้ำเตือนถึงการมีตัวตนของเธอ และ ทำให้เธอเห็นคุณค่าในตัวเองอีกครั้ง


บัดนี้หญิงสาวมองไม่เห็นแม้แต่เงาของอีกฝ่าย
เธอทรุดตัวลงกับพื้นทรายอุ่น
น้ำใสไหลรินจากปลายตา
ไร้เสียง ไร้การตอบรับ
ตะวันลาลับขอบฟ้าไปแล้ว
และแสงแดดได้หมดลง
ดวงไฟที่ส่งต่อให้อีกฝ่ายก็ดับลงเช่นเดียวกัน

“ขอโทษนะ ที่รักษาสัญญาที่ให้ไว้ไม่ได้ 
รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองไม่แข็งแกร่งพอแต่ก็ยังรั้น
แต่อย่างน้อยดีใจนะที่เธอเชื่อในตัวฉัน
อย่าร้องไห้ไปเลย
ต่อไปนี้น้ำทะเลจะพัดความทุกข์ของเธอ
โดยที่ไม่ต้องกระโดดลงไปเลยนะ
แค่มองจากตรงนี้ ..
ระหว่างผืนฟ้าและน้ำทะเล
ฉันจะอยู่ตรงนั้นเสมอ”

เสียงจากสายน้ำเลือนหายไปตามกระแสคลื่น
.
.
.
“ฟ้าวันนี้...ดูหม่นหมองจัง ทำไมฝนถึงตกไม่หยุดเลยนะ”



     𝐵𝑒𝑡𝑤𝑒𝑒𝑛 𝑡𝘩𝑒 𝑠𝑘𝑦 𝑎𝑛𝑑 𝑠𝑒𝑎,
𝐼 𝑗𝑢𝑠𝑡 𝑤𝑖𝑠𝘩 𝑡𝘩𝑎𝑡 𝑖𝑡 𝑤𝑖𝑙𝑙 𝑏𝑒 𝑗𝑢𝑠𝑡 𝑦𝑜𝑢 𝑎𝑛𝑑 𝑚𝑒.

ในระหว่างผืนฟ้ากับน้ำทะเล ฉันก็แค่หวังว่ามันจะมีเพียงคุณและฉัน....



แด่ผู้รับฟังที่อ่อนแรง และ ผู้เล่าเรื่องที่ก้าวเดินต่อ

Hibernation.



















SHARE
Written in this book
𝙒𝙝𝙖𝙩 𝘼 𝙇𝙞𝙛𝙚.
These would be all deep dark stories written by a sad person. We all have to face difficulties in life, feel pain, and cry in the corner at the same old spot before we will finally see the value of happiness. Embrace your imperfection and don’t let the failure be greater than your kind heart- Hibernation (I will be your friend, your writer, your reader, and the person who always reminds you of how great you are from now on) Thank you for being a part of my story 🦋
Writer
Hibernation
whether a dreamer or a realist
-If you can’t handle it, just accept it

Comments