เพิ่งรู้แก่ใจ
เธอเพิ่งรู้แก่ใจแน่ชัด...
ที่ผ่านมานั้น ยามที่มือเธออยู่ในอุ้งมือของใครคนนั้น 
มันเหมือนเพื่อนที่จูงชวนเธอไปเที่ยวเล่นสนุกสนาน 
มากกว่าจะเป็นความรู้สึกอื่นใด... 
เขาอาจรู้ชัดแก่ใจตนเสมอมาจึงปล่อยมือเธอได้เร็วกว่า 
ต่างจากเธอที่กว่าจะรู้... เวลาก็ผ่านมาเนิ่นนานหลายปีดีดัก 
แม้ว่าความสัมพันธ์นั้นจะจบลงไปเป็นปีแล้วก็ตาม
เมฆครึ้มแผ่ตัวเต็มผืนฟ้า ลมก็พัดแรงจนเธอหวั่นใจเกรงว่าสายฝนจะทิ้งตัวลงมา

เธอไม่มีอุปกรณ์ป้องกันใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งร่มหรือเสื้อกันฝน ถุงพลาสติกสักใบเพื่อจะใส่โทรศัพท์มือถือก็ไม่มี กระเป๋าใบใหญ่ติดตัวนั้นก็เป็นกระเป๋าผ้าใบใหญ่ ที่ต่อให้ยกขึ้นบังฝนก็คงเปียกชุ่มในเวลาไม่กี่นาที

ขณะที่เธอกำลังมองฟ้าแล้วกังวลใจนั้น คนร่างสูงโปร่งข้างกายกลับไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับเธอเลย เขามองฟ้าแล้วยิ้มๆ มองคนข้างกายที่กังวลแล้วแหย่กระเซ้า

“ฝนไม่ตกหรอกเธอ กลัวอะไรไป อยู่ใต้ฟ้าอย่ากลัวฝนสิ”

เธอหันไปมองค้อนขวับ “ไม่ได้กลัวเปียก แต่กลัวโทรศัพท์เจ๊ง ไม่รู้หรือไงว่าถ้าเจ๊งขึ้นมามันซ่อมแพง”

เขาหัวเราะขำกับความหงุดหงิดของเธอ พลางชี้ชวนให้เธอสังเกต

“เชื่อผมสิ ฝนไม่ตกหรอก ลมมันพัดเมฆไปทางนู้นหมดแล้ว” เขาพยักพเยิดให้เธอมองผืนแพเมฆที่เคลื่อนตัวไปอีกฟากฟ้าตาม แม้ท้องฟ้าเหนือหัวเธอจะดูโปร่งขึ้น กระนั้นเธอก็ยังไม่ใคร่จะมั่นใจได้นักแต่ก็ไม่อยากจะต่อคำให้มากความ

“ไป... ไปหาอะไรกินกันดีกว่า... เธอก็น่าจะหิวแล้วเหมือนกันใช่มั้ยล่ะ” เขาว่าพลางยื่นมาหนามาให้ เป็นการชวน... และหมายให้เธอส่งมือไปให้เขาได้จับจูง

ไม่ใช่ความลังเลใจที่ทำให้เธอไม่ยอมยื่นส่งมือไป... แต่เป็นความรู้สึกอะไรบางอย่างที่เธอก็ตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกัน... ว่าเหตุใดจึงไม่กล้าจะยื่นมือออกไป

ทว่าเขากลับมองเห็นความรู้สึกนั้น... ที่ฉายชัดบนแววตาได้ชัดเจน
ความไม่มั่นใจ ความขลาดกลัว ทำให้เธอไม่กล้าเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ ... รวมไปถึงความสัมพันธ์

“ผมไม่ใช่เขานะ... ไม่ต้องกลัวหรอก...
เชื่อผมได้... ผมไม่ทำอย่างที่เขาทำกับคุณหรอก”
แม้จะอยากพูดออกไปแบบนั้น แต่เขาก็ได้แต่เก็บมันไว้ในใจ...
ยังไม่ถึงเวลา... เขาบอกกับตัวเอง

เมื่อวันนั้นมาถึง เขาจะบอกให้เธอได้ยิน ให้เธอได้มั่นใจ ว่า “เขา” ไม่ใช่ “ใครคนนั้น” คนที่ทำให้เธอผิดหวังเสียใจซ้ำๆ กับเรื่องเดิมๆ เสมอมา

เขาถือวิสาสะคว้ามือเธอไปกอบกุม จับจูง ลากพาไปไหนต่อไหน

ชี้ชวนให้ดูแมวอ้วนขี้เซาที่นอนขดตัวสบายบนริมทางเดินไม่สนใจใคร
เอ่ยกล่าวอธิบายเมื่อยินเสียงนกร้องเซ็งแซ่ยามพลบค่ำกลับรังจนน่ารำคาญ 

หญิงสาวก้มมองลงมือตัวเองที่อยู่ในอุ้งมือใหญ่... หนา... อบอุ่น... น้ำตารื้นจนไหลลงอาบแก้มทั้งสองข้าง 

เขายังคงไม่รู้ตัว ว่าความอุ่นของมือเขานั้นอุ่นไปถึงใจเธอจนละลายน้ำแข็งแห่งความเฉยชา จนกลายเป็นน้ำตาอุ่นที่ไหลหลากอยู่ตอนนี้ จนเมื่อเธอหยุดเดิน... ฉุดรั้งเขาไว้ให้หยุดตาม ได้หันกลับมามองสบ แล้วพบว่าหญิงสาวร่างบอบบางกำลังร้องไห้อย่างหนักหน่วง 

โผเข้าหาเขาอย่างที่เขาไม่ทันได้ตั้งตัว โอบกอดเขาแนบแน่นแล้วกล่าวย้ำพร่ำเอ่ยคำขอบคุณ 
เขาทำได้แค่ตกใจและโอบกอดเธอไว้ มือหนาลูบปลอบแผ่นหลังบอบบางอย่างปลอบประโลม

สิ่งใดกันที่ทำให้คนที่ดูเย็นชา นิ่งเฉยอย่างเธอ ร่ำไห้ได้ถึงเพียงนี้ เขาไม่เข้าใจเลย... หรือเพราะเขาทำสิ่งใด พูดอะไรกระทบใจเธอกัน... เขาสงสัย

กระนั้น... อ้อมกอด... และคำขอบคุณที่เจือด้วยความกระจ่างใสในอะไรบางอย่าง ก็ทำให้เขาไม่นึกกังวลและคิดมากอย่างที่ควรจะเป็น

“ไม่เป็นไรนะ ผมอยู่ตรงนี้กับคุณนะ... อยู่กับคุณเสมอ...” เขาปลอบ กดหัวทุยเล็กไว้แนบอก

หญิงสาวกอดเขาแน่นกว่าเดิม... ใช่... เขาอยู่เคียงข้างเธอเสมอมา... มีแต่เธอคนเดียวนั่นแหละ ที่ไม่เคยรับรู้อะไรเลย...

ตลอดทางเดินที่ถูกจับจูงนั้น แม้จะเป็นระยะทางไม่กี่สิบเมตร 
ทว่ากลับทำให้เธอนึกย้อนทบทวนไปยังอดีตที่เคยถูกใครคนหนึ่งจับจูงเสมอมา
ตอนนั้น... ไม่เคยเลยสักครั้งที่เธอจะรู้สึกอบอุ่นอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้เลยสักเวลา
เธอเพิ่งรู้แก่ใจแน่ชัด... ที่ผ่านมานั้น ยามที่มือเธออยู่ในอุ้งมือของใครคนนั้น
มันเหมือนเพื่อนที่จูงชวนเธอไปเที่ยวเล่นสนุกสนาน
มากกว่าจะเป็นความรู้สึกอื่นใด...

เขาอาจรู้ชัดแก่ใจตนเสมอมาจึงปล่อยมือเธอได้เร็วกว่า
ต่างจากเธอที่กว่าจะรู้... เวลาก็ผ่านมาเนิ่นนานหลายปีดีดัก
แม้ว่าความสัมพันธ์นั้นจะจบลงไปเป็นปีแล้วก็ตาม

เธอเองก็เพิ่งจะรู้ตัว... ว่าหัวใจเธอเต็มตื้นไม่เปล่ากลวง... เพราะใคร...


Image by freestocks-photos from Pixabay
SHARE

Comments