ทฤษฎีว่าด้วยเหตุที่พระคเนศมีเศียรเป็นช้าง
เรื่องราวของพระคเนศว่าทำไมเขาถึงมีเศียรเป็นช้างนั้นมีหลายทฤษฎี (ขอใช้คำนี้ละกัน ดูวิชาการดี) ที่กล่าวถึง ซึ่งก็มีทั้งยาวบ้างสั้นบ้าง ซึ่งก็จะขอยกมาเฉพาะที่เป็นที่แพร่หลายก็แล้วกันครับ

1. ศิวปุราณะ : เป็นทฤษฎีที่ได้รับความนิยมที่สุด เรื่องก็คือพระคเนศเกิดจากการปั้นขี้ไคลของปารวตี ต่อมาปารวตีมอบหมายให้คเนศเฝ้าประตูปราสาทไม่ให้ใครเข้ามาได้หากไม่ได้รับอนุญาต เผอิญพระศิวะก็อยากจะไปหาปารวตีที่ปราสาท แต่ก็ถูกกุมารคเนศ (ซึ่งตอนนั้นต่างฝ่ายต่างไม่รู้จักกัน) ขวางไว้ เหตุการณ์บานปลายจนถึงการสู้รบกัน ซึ่งผลก็คือพระศิวะใช้ตรีศูลตัดหัวกุมารคเนศทิ้ง ปารวตีพอรู้เข้าก็โกรธมาก จนอยากจะทำลายโลกทิ้งเสีย พระศิวะจึงขอให้พระนารายณ์ไปหาสัตว์สิ่งแรกที่ตายแล้วหันศีรษะไปทางทิศเหนือ ซึ่งพระนารายณ์ก็พบช้างเชือกหนึ่งล้ม (ในที่นี้คือตาย) แล้วศีรษะหันไปทางทิศเหนือ จึงตัดหัวช้างเชือกนั้นมา พระศิวะจึงต่อศีรษะช้างกับร่างเดิมและชุบชีวิตให้ และได้ให้พรกับพระคเนศว่าจะได้รับการบูชาเป็นปฐมเสมอ หากใครไม่บูชาพระคเนศก่อน การบูชาจะไม่สำเร็จ อีกทั้งยังได้รับพรจากเทพต่างๆอีกด้วย

2. คัมภีร์ไวยวณัสอาคม : เหตุเกิดจากพระศิวะกับปารวตีเขียนอักษรโอมและบำเพ็ญสมาธิด้วยกัน ทำให้อักษรโอมกำเนิดเป็นเทพที่มีเศียรเป็นช้างทันที บ้างก็ว่าพระศิวะบำเพ็ญสมาธิโดยเพ่งไปยังปรมาตมัน (เป็นภาวะอันสูงสุดในศาสนาฮินดู เป็นต้นกำเนิดของทุกสรรพสิ่ง รวมไปถึงมหาเทพด้วย) และเกิดนิมิตเป็นเทพที่มีเศียรเป็นช้าง พระศิวะจึงขอกับปรมาตมันว่าให้ปรมาตมันมาเป็นลูกชายของตนด้วยนิมิตที่เห็นนี้ ปรมาตมันตอบรับ ต่อมาพระศิวะก็มีลูกชายที่มีเศียรเป็นช้างตามนิมิตที่ว่า ซึ่งในส่วนหลังที่เล่านี้จะเป็นของนิกายที่นับถือพระคเนศเป็นเทพเจ้าสูงสุด โดยถือว่าพระคเนศเป็นปรมาตมันนั่นเอง

3. ลูกพระแม่คงคา : เกิดเหตุขณะที่ปารวตีกำลังอาบน้ำอยู่ เธอก็นึกสนุกโดยการนำขี้ไคลของเธอมาปั้นเป็นเด็กชายที่มีเศียรเป็นช้าง จากนั้นก็ปล่อยให้รูปปั้นนั้นลอยไปตามกระแสแม่น้ำคงคา พระแม่คงคาเห็นเข้สก็นึกเสียดาย จึงเนรมิตให้รูปปั้นนั้นมีชีวิต และนำไปมอบให้กับปารวตีและพระศิวะให้เป็นลูก ทำให้พระคเนศจึงได้ชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า “คางเคยะ” ซึ่งแปลว่า บุตรแห่งพระแม่คงคา ซึ่งทฤษฎีนี้จะเชื่อมโยงกับพิธีคเนศจตุรถี ซึ่งจะมีธรรมเนียมการปล่อยรูปปั้นของพระคเนศลอยน้ำไปด้วยนั่นเอง

4. พรหมไววัตปุราณะ : เหตุเกิดจากปารวตีเกิดอยากมีลูก พระศิวะจึงแนะนำให้ปารวตีทำพิธีปัญญากพรตเพื่อบูชาพระนารายณ์ตั้งแต่วันขึ้น 13 ค่ำเดือน 3 จนครบ 1 ปี โดยต้องถวายดอกไม้ อาหาร ทักษิณาต่างๆ แก่ฤาษีทุกวัน ต้องสำรวมกายใจ และระลึกถึงพระนารายณ์เสมอ แต่เวลาผ่านไป ปารวตีเกิดท้อจนจะเลิกล้มพิธี แต่มีเสียงบอกว่าให้กลับไปยังตำหนักก็จะพบกับกุมารน้อยที่เป็นอวตารของพระกฤษณะ เมื่อปารวตีพบกับกุมารน้อยก็ดีใจมาก และได้เชื้อเชิญให้เหล่าเทพมาชื่นชมลูกชายของตน แต่ทว่า พระเสาร์นั้นไม่มองหน้าลูกชายของปารวตีเพราะถูกสาปจากภรรยาว่าหากมองหน้าใคร ผู้นั้นจะต้องพินาศไป ปารวตีก็รบเร้าให้พระเสาร์มอง พอพระเสาร์มองหน้ากุมารเข้าก็ทำให้เศียรของกุมารหายไปทันที ปารวตีโกรธมากจึงสาปให้พระเสาร์ขาพิการ ด้านพระนารายณ์ก็ได้นำเศียรช้างที่พบที่แม่น้ำบุษปพัสมาต่อและชุบชีวิตให้กับกุมารในเวลาต่อมา

5. วิฆเนศวร : เหตุเกิดจากบรรดาอสูรทั้งหลายต่างบูชาพระศิวะและได้รับพรจากเขา และได้ก่อความเดือดร้อนแก่มนุษย์และเทวดาทั้งหลายอยู่บ่อยครั้ง พระอินทร์จึงเข้าไปขอร้องให้พระศิวะช่วยเหลือ พระศิวะจึงอวตารเป็นเทพบุตรมีเศียรเป็นช้างแต่กำเนิด มีนามว่า “วิฆเนศวร” (คนไทยจะเรียกว่า “พิฆเนศวร”) แปลว่า เจ้าแห่งอุปสรรค มีหน้าที่ในการบันดาลอุปสรรคหรือขัดขวางไม่ให้อสูรทำพิธีบูชาพระศิวะจนก่อความเดือดร้อนแก่โลกได้ จึงกลายเป็นธรรมเนียมของการบูชาพระคเนศเป็นปฐมเสมอ เพื่อขจัดอุปสรรคในการประกอบพิธีต่างๆ

6. สกัณฑปุราณะ : ทฤษฎีนี้จะคล้ายๆกับข้อที่แล้วครับ เรื่องเกิดในทวาปรยุค เมื่อเหล่าคนชั่วประกอบพิธีบูชาศิวลึงค์ที่เทวาลัยโสมนาถ ทำให้คนชั่วได้ขึ้นสวรรค์จนก่อความวุ่นวายบนสวรรค์ พระอินทร์จึงขอความช่วยเหลือจากพระศิวะและปารวตี ด้านปารวตีจึงใช้น้ำมันผสมกับธุลีจากกายของเธอและไปยังแม่น้ำคงคา เผอิญว่ามีนางอสูรช้างชื่อ “มาลินี” ปรากฎตัวพอดี ปารวตีจึงนำน้ำมันที่ว่าให้มาลินีกิน ต่อให้มาลินีก็ให้กำเนิดเทพบุตรมีเศียรเป็นช้าง 5 เศียร ต่อมาพระศิวะใช้ฤทธิ์ทำให้เหลือเศีรยเดียว ให้นามว่าวิฆเนศวร มีหน้าที่ขัดขวางการบูชาที่เทวลัยโสมนาถนั่นเอง

7. คัมภีร์สุภเพทอาคม : อันนี้สั้นๆเลยครับ คือครั้งหนึ่งพระศิวะและปารวตีไปเที่ยวป่า แล้วบังเอิญเห็นช้างตัวผู้ตัวเมียกำลังโซเดมาคอมกัน ทั้งคู่ก็เลยนึกสนุก แปลงเป็นช้างแล้วโซเดมาคอมบ้าง จึงได้ลูกชายที่มีเศียรเป็นช้างด้วยประการฉะนี้

8. Thailand only : อันนี้คือคติไทยๆเลยครับ เรื่องก็คือมีเทพอัปสรที่เคยเป็นบริวารของพระสรัสวตี แต่เกิดมิจฉาทิฎฐิจึงเกิดเป็นอสูรช้างน้ำชื่อ “อสุรภังคี” คอยสร้างความเดือดร้อนแก่โลก พระอิศวร (aka พระศิวะ) จึงจะส่งพระขันธกุมารไปปราบ แต่ก่อนหน้านั้นจะทำพิธีโสกันต์ก่อน เหล่าเทพทั้งหลายก็มาประชุมยกเว้นพระนารายณ์ พระอิศวรจึงให้พระอินทร์ไปตามให้เข้าร่วมพิธี ซึ่งตอนนั้นพระนารายณ์กำลังบรรทมอยู่ พระอินทร์จึงปลุกด้วยมหาสังข์พิชัยยุทธ พระนารายณ์จึงตื่นขึ้นและถามว่าปลุกทำไม พระอินทร์จึงบอกให้ไปร่วมพิธีโสกันต์ของลูกของพระอิศวร พระนารายณ์ก็เผลอพลั้งปากด้วยความงัวเงียว่า “ไอ้ลูกหัวหาย จะนอนหลับให้สบายหน่อยไม่ได้หรือไงวะ?” ด้วยเหตุนั้น ทำให้เศียรของพระขันธกุมารหายไปทันที (วันที่เกิดเหตุเป็นวันอังคาร จึงไม่นิยมให้โกนจุกในวันดังกล่าว) พระอิศวรมอบหมายให้พระเวสสุกรรม (เทพแห่งการช่าง) ไปหาศีรษะมนุษย์ที่ตายแล้วมาต่อให้ แต่ในวันนั้นดันไม่มีมนุษย์ตายเลย พระอิศวรก็เลยให้หาเศียรของสิ่งใดก็ได้ที่นอนหันศีรษะไปทางทิศตะวันตก ซึ่งพระเวสสุกรรมก็เจอช้างเชือกหนึ่งที่นอนหันศีรษะไปทางทิศตะวันตก จึงตัดหัวช้างและนำมาต่อกับร่างของขันธกุมาร และตั้งชื่อให้ใหม่ว่า “มหาวิฆเนศ” และไปปราบอสุรภังคีในที่สุด ต่อมาพระอิศวรจึงให้พรว่าหากใครบูชาพระวิฆเนศจะเป็นมงคล

และนี่ก็คือบรรดาทฤษฎีต่างๆว่าด้วยเหตุที่พระคเนศมีเศียรเป็นช้างครับ จะเห็นได้ต่างผู้แต่ง ก็จะต่างด้วย story นั่นแหละ แต่หลังๆมาในบรรดาซีรี่ส์อินเดียที่เกี่ยวกับเทพเจ้าก็มักจะจับเอาเรื่องโน้นนิดเรื่องนี้หน่อยมาผสมปนเปกันเพื่อความสนุกสนานของซีรี่ส์ ดังนั้น การที่เราหันมาศึกษาทฤษฎีตามตำนานจริงๆก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีนะครับ
SHARE
Writer
BenzKaweewut
Storyteller
ไม่ถนัดเล่าเรื่องตัวเอง ถนัดเล่าเรื่องอื่นมากกว่า #เล่าไปเรื่อยวรรณคดีอินเดีย

Comments