กรรมของเด็กไทย
สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่รัก
เนื่องจากผู้เขียนเป็นคนหนึ่งที่มีลูกสาวเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเป็นปีแรก (ปี1) ภายใต้กฏเกณฑ์การคัดเลือกเข้าเรียนแบบใหม่ (ปีการศึกษา 2562) และภายใต้มหาวิทยาลัยที่มีอยู่มากมายหลาย 100 มหาวิทยาลัย และการแข่งขันเพื่อแย่งเด็กเพื่อให้ไปเรียนในมหาวิทยาลัยของตัวเอง โดยใช้กลยุทธเช่น เปิดสาขาใหม่ๆ โดยอ้างว่าเป็นที่สนใจของตลาดแรงงาน สาขาที่เรียนเป็นภาคภาษาอังกฤษ เพื่อให้เห็นว่าภาษาอังกฤษมีความจำเป็นต่อการทำงานในปัจจุบัน ต่อจากนี้ไปผู้เขียนจะขอพูดถึงหัวข้อต่างๆโดยแบ่งเป็นที่ละประเด็นดังนี้
1. การคัดเลือกนักศึกษาเข้าเรียนแบบใหม่ ระบบ TCAS62 ที่ผ่านมาแบ่งการคัดเลือกนักศึกษาออกเป็น 5 รอบ
รอบที่ 1 รอบใช้แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio)
รอบที่ 2 รอบรับแบบโควตา
รอบที่ 3 รอบรับตรงร่วมกัน
รอบที่ 4 รอบแอดมิชชั่น
รอบที่ 5 รอบรับตรงอิสระ
รายละเอียดผู้เขียนจะไม่พูดถึง เพราะเข้าใจว่าปีต่อไปก็คงมีการเปลี่ยนแปลงอีกอย่างแน่นอน สรุปว่าผลสุดท้ายแม้ว่าความสับสนของการคัดเลือกจะน้อยลงกว่าปีที่แล้วอย่างมากแต่สุดท้ายพอถึงรอบที่ 5 รอบสุดท้ายจำนวนที่นั่งเรียนของทุกมหาวิทยาลัยกลับเหลือมากกว่าครึ่งของจำนวนนักศึกษาที่ แอดมิชชั่นทั้งหมด

2. ทางด้านมหาวิทยาลัยเอง เมื่อไม่มีนักศึกษามากพอที่จะเปิดในคณะนั้นสาขาวิชานั้นก็ทำให้เกิดปัญหาจนต้องมีการปิดตัวเองลง
ปัญหาทั้งหมดเกิดจากตัวมหาวิทยาลัยเอง ที่ต้องการเงินมากกว่าการที่จะให้การศึกษาที่ถูกต้องและตรงตามเป้าหมายของตลาดแรงงานที่แท้จริง เพราะว่ามหาวิทยาลัยรัฐส่วนใหม่ออกนอกระบบหมดแล้ว ต้องหาเงินเพื่อมาเลี้ยงตัวเอง ที่เหลือก็เป็นมหาวิทยาลัยเอกชน แน่นอนเงินที่ได้ต้องมาจากค่าเทอมของเด็กแน่นอน ผลที่ตามมาคือ ค่าเทอมที่แข่งกันขึ้น จนปัจจุบัน มหาวิทยาลัยของรัฐกับของเอกชนค่าเทอมไม่ได้แตกต่างกันเลยหน่ำซ้ำมหาวิทยาลัยรัฐบางแห่งยังแพงกว่าเอกชนอีก นี้ยังไม่นับรวมโครงการที่เป็นนานาชาติ ที่ค่าเทอม หลักแสนบาท แน่นอนพ่อแม่ผู้ปกครองก็ต้องการจะให้ลูกของตัวเองได้ที่เรียนที่ที่ดีมีชื่อเสียง แต่ต้องแลกมาด้วยเงินที่มากมาย ถ้าผู้ปกครองท่านใดมีฐานะดีก็คงไม่ใช้ปัญหาแต่อย่าลืมว่า สังคมไทยชนชั้นกลางมีสัดส่วนที่มากที่สุดในจำนวนประชากรของประเทศ คนพวกนี้คือพวกที่ทำงานกินเงินเดือน บางคนมีลูกหลายคนอยู่ในวัยเรียนทั้งนั้น นี้ยังไม่รวมพวกที่หาเช้ากินค่ำแต่ก็อยากที่จะให้ลูกของตัวเองได้ที่เรียนที่ดีๆมีชื่อเสียงเหมือนกัน ก็ต้องไปกู้หนี้ยืมสินเขามากเพื่อให้ลูกได้เรียน นี้คือปัญหาที่รัฐบาลที่ผ่านมาไม่ได้เห็นคุณค่าของการศึกษาของชาติอย่างจริงจังปล่อยให้ มหาวิทยาลัยของรัฐออกนอกระบบ ผลที่ตามมาก็คือ มหาวิทยาลัยแข่งกันหาเงิน เงินที่ต้องการจะมาจากไหนถ้าไม่ได้มาจากค่าเทอมของเด็ก การศึกษาจึงกลายเป็นการค้า คนที่รวยก็คือ มหาวิทยาลัย และอาจารย์ในมหาวิทยาลัยนั้นเอง ส่วนคนที่ต้องรับกรรมคือเด็กและผู้ปกครอง ในเมื่อการศึกษากลายเป็นการค้าเด็กที่จบออกมาจึงแข่งขันกันหาเงินให้ได้มากที่สุดหาอาชีพที่ทำเงินให้ได้มากที่สุด โดยไม่สนใจว่าจะต้องมีคุณธรรม ตัวอย่างเช่นแพทย์ที่จบออกมา ก็แข่งกันหาเงินโดยไม่สนใจว่าจะผิดจรรยาบรรณแต่อย่างใด... ขอจบบทความแค่นี้ก่อน บทความต่อไปจะพูดถึง รพ. ที่ทุกวันนี้ค่ารักษาพยาบาลทำไมถึงแพงนักหนา

ขอบคุณท่านทีเสียสละเวลาอ่านบทความนี้ผิดพลาดประการใดผู้เขียนก็ขออภัยไว้นะที่นี้ด้วย

เข็มทิศ

SHARE

Comments