CHAPTER 4 Just enjoy the show
พระอาทิตย์เริ่มลาลับขอบฟ้า แสงสีส้มจางๆ พาดผ่านท้องฟ้า ความมืดเริ่มเข้ามาแทนที่บ่งบอกว่าเป็นเข้าเวลาหัวค่ำ ผมยืนอยู่หน้ารั้วสีเขียวมิ้นต์ที่คุ้นตา มือข้างซ้ายถือถ้วยแกงเขียวหวานที่อุ่นไปจนเกือบๆจะร้อน มือขวาจดจ้องอยู่ที่กริ่งประตูรั้วเบื้องหน้า

เพราะคำสั่งของคุณแม่ผู้ใจดีทำให้ผมต้องเอาแกงมาฝากบ้านข้างๆ

“เปา เอาแกงไปให้อิฐกับปูนหน่อยนะ วันนี้อยู่กันสองคนเดี๋ยวจะไม่มีอะไรกินกัน”

แม่ส่งเสียงออกมาจากในครัว ความจริงสองคนนั้นก็โตพอจะหาอะไรกินเองได้แล้วนะ แต่ผมก็ขี้เกียจจะขัดเพราะคงขัดไม่ได้อยู่แล้ว ใครจะใช้แม่ไปส่งข้าวส่งแกงแทนได้ลงคอ ทำให้ผมต้องมายืนเก้ๆ กังๆ อยู่หน้ารั้ว และรู้สึกประหม่าเพราะตั้งแต่เหตุการณ์นั้นผมก็ไม่ได้เจอหน้าใครมาร่วมสองอาทิตย์

ครืด~

เสียงประตูรั้วเปิดออกก่อนที่ผมจะได้กดกริ่ง หน้าหวานใสก็โผล่พ้นรั้วออกมา

“พี่เปาาา มาพอดีเลยว่าจะไปตามสักหน่อย”

ปูนพูดน้ำเสียงดีใจจนผมแอบใจสั่นเล็กๆ

“ว่าไง เออ นี่แม่พี่ให้เอาแกงมาให้กลัวคนแถวนี้จะผอมซะก่อน”

“โถ่ พี่เปา ตอนนี้กินอะไรไม่ลงหรอกค่ะ เจ้ามะลิหายไป พี่เปามาช่วยหาหน่อยสิคะ” ปูนพูดหลังรับถ้วยแกงไป ผมจึงเดินตามเข้าไปในบ้าน

“หาในบ้านทั่วหรือยังคงไปเล่นแถวนี้แหละ”

“ปูนว่าจะหาอีกรอบนึงค่ะ พี่เปาช่วยไปดูชั้น 2 ให้หน่อยนะคะ เดี๋ยวปูนจะดูชั้นล่างอีกรอบ”

ผมอยากจะปฏิเสธเพราะชั้นสองมีห้องนอนของไอ้อิฐอยู่ด้วยและผมไม่อยากเจอมัน มันทำให้ผมสับสนและไม่มั่นใจในตัวเอง ถึงผมจะคิดถึงช่วงเวลาที่เคยมีมันอยู่ก็เถอะ ผมไม่อยากยอมรับตรงนั้น ผมได้แต่บอกตัวเองซ้ำๆ ว่าผมชอบผู้หญิง ไม่ได้ชอบผู้ชายสักหน่อย

“แล้วไอ้อิฐไม่อยู่หรอ” ผมถามลองเชิงก่อนที่จะตัดสินใจต่อว่าจะช่วยขึ้นไปดูชั้นสองรึป่าว

“อืม ไม่อยู่นะคะไฟห้องยังปิดอยู่เลย” ปูนพยักเพยิดไปทางชั้นสอง

“งั้นเดี๋ยวพี่ไปดูให้ก็ได้”

“เย้ ช่วยไปดูหน่อยนะคะ”

ปูนส่งเสียงดีใจผิดปกติ แต่พอผมหันไปมองก็ทำท่าเศร้าเช็ดน้ำตา

ผมสำรวจจนทั่วเหลือห้องไอ้อิฐเป็นที่สุดท้าย พรางตะโกนเรียกเจ้ามะลิจอมยุ่งไปด้วย ผมเดินเข้าไปในห้องไอ้อิฐจนได้ กลิ่นลาเวนเดอร์อ่อนๆ ที่คุ้นเคยทำให้ผมชะงักไปเล็กน้อย ยังไม่ทันที่มือจะเอื้อมไปถึงสวิตซ์ไฟ ประตูห้องก็ปิดลงดัง ปั้ง ผมรีบพุ่งไปเปิดก็ไม่ออก ได้ยินเสียงตอบกลับมาเบาๆ ว่า

“พี่เปา ปูนขอโทษนะ ปูนอยากให้พี่ทั้งสองคนดีกันค่ะ อย่าตีกันนะคะเดี๋ยวจะมาเปิดให้”

หลังจากนั้นก็มีเสียงปึงปังลงบันไดไป

ยัยปูนตัวแสบงั้นก็แสดงว่า ไอ้อิฐอยู่ในห้องน่ะสิ

“ปูน เปิดให้พี่เดี๋ยวนี้ พี่ไม่เล่นแบบนี้นะ”

ขณะที่ผมโวยวายก็รู้สึกถึงสัมผัสที่อุ่นๆ เหมือนมีใครมายืนซ้อนข้างหลัง

“ปูนเขาอยากให้เราคืนดีกันน่ะ”

อิฐกระซิบที่ข้างหูผมอย่างแผ่วเบาจนผมต้องหันหลังกลับอัตโนมัติทำให้ตอนนี้ใบหน้าของผมแทบจะติดกับหน้าอกของไอ้อิฐแต่ความมืดเป็นเครื่องมืออย่างดีที่ช่วยไม่ให้อีกฝ่ายเห็นความรู้สึกที่แท้จริง

“ทำอะไรมืดๆ วะไม่เปิดไฟ”

พรึ่บ แสงไฟสว่างขึ้น พอดีกับที่ผมพูดจบประโยค

อิฐก้มมองหน้าผม ดวงตาาแฝงความนัยลึกซึ้งบางอย่าง ที่ทำให้ใบหน้าผมรู้สึกร้อนวูบวาบ

“กูคิดถึง...เมิง” อิฐพูดจบและก้มลงจูบผมอย่างรวดเร็ว จูบที่โหยหาและเป็นไปอย่างธรรมชาติ ความหวาบหวามที่พร้อมจะหลอมละลายคนที่ได้สัมผัส รสจูบที่เหมือนน้ำหวานรสเลิศที่ดื่มเข้าไปเท่าไหร่ก็ไม่พอ

สติผมกลับมาอีกครั้งเมื่อหลังของผมสัมผัสกับเตียงนุ่ม อิฐถอนจูบและจ้องมองผมอย่างค้นหาคำตอบ ผมรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งร่างกายและตัวสั่น แขนทั้งสองข้างของอิฐยังคงวางกักตัวตัวผมไว้ใต้ร่างไม่มีทางให้หนี พอมองหน้าของอิฐให้ดี ทำให้ผมพบว่ายังมีรอยช้ำอยู่ที่แก้มจางๆ

“แก รู้สึกยังไงกันแน่วะ”

อิฐจ้องมองผม แววตาแฝงความเจ็บปวด อึดอัดและโหยหา ผมหลับตาลงหายใจลึกๆ

“ถ้าเมิงไม่ตอบ กรูก็จะไม่หยุด” พูดจบอิฐก็จูบผมอีกครั้ง แต่คราวนี้มือข้างนึงของอิฐเริ่มสำรวจไปทั่วร่างกายของผม ผมได้แต่นอนนิ่ง และสะดุ้งเฮือก เมื่อมือข้างนั้นเริ่มล้วงเข้าไปในกางเกงของผม

“พอ! พอได้แล้ว ยอมแล้ว ยอมแล้วว้อย”

ผมพูดออกไปในที่สุด อิฐยอมถอนตัวออกไปและนั่งลงข้างๆ โดยที่ผมยังนอนอยู่ ต่างคนต่างเงียบไปพักใหญ่ ผมนอนมองเพดาน ที่มีพัดลมสีเทาหมุนช้าๆ ไม่ได้ให้ความเย็นเท่าไหร่นัก

“กูสับสน” ผมพูดออกไปได้ในที่สุด

“กรูไม่ทันตั้งตัว ไม่รู้สึกตัวมาก่อนว่าที่รู้สึกกับเมิงมันเกินเพื่อนไปหรือเปล่า กรูแค่ใช้ชีวิตไปวันๆ แล้วตรงนั้นก็มีเมิงมาตลอด”

อิฐปรายตามองผมด้วยหางตา และยังคงรอให้ผมพูดต่อไป

“เออ ๆ ยอมรับกรูรู้สึกดี กับอะไรที่เทิงทำให้ แต่เพียงกรูยังสับสนไม่เคยคิดว่าตัวเองจะชอบผู้ชายมาก่อน”

“ความรักมันไม่เพศ มันเป็นความรู้สึกของคนสองคน”

อิฐพูดนิ่งๆ

“กรูจะไม่ปิดตัวเองกับเมิง แค่ขอเวลาให้กรูศึกษาตัวเอง ศึกษาเมิง กูก็ไม่รู้นะว่าตัวเองจะเป็นยังไงในอนาคต แต่กรูไม่อยากเสียเมิงไป ไอ้อิฐ” ผมกั้นน้ำเสียงไม่ให้สะอื้นไม่ได้ จนอิฐต้องหันมามอง

“กรูอาจจะแค่เสียดายมิตรภาพของเราก็ได้ เพราะกรูรู้ว่า มันอาจจะจบเราอาจจะไม่ได้เป็นเพื่อนกันต่อไป หนทางมันมีแค่มีเมิิงในชีวิตแบบคนรัก หรือจากกันไปเลย”

“เพราะกรูคงทนดูเมิิงคบกับใครไม่ได้ ไอ้เปา แค่เมิิงยอมเปิดใจกรูก็ดีใจมากแล้ว”

อิฐลงนอนมองเพดานข้างๆ ผม

“เออ ลองดูสักตั้ง”

ผมกับอิฐหันมองหน้ากัน เป็นการมองที่ส่งผลให้หัวใจพองโต ผมยังไม่รู้อนาคต ผมรู้แค่ปัจจุบัน สุดท้ายผมจะชอบผู้ชาย เอ้ย ไม่สิ จะชอบไอ้อิฐขนาดที่คบกันในฐานะคนรักได้ไหม ก็เป็นเรื่องของเวลาที่ต้องทำหน้าที่ต่อไป ความรักไม่จำเป็นต้องจำกัดแต่รูปลักษณ์ภายนอก เพศสภาพเท่านั้นนี่นา



“โฮ่ง! / คลิก”

เสียงเจ้ามะลิดังขึ้นพร้อมกับเสียงปลดล็อกประตูห้อง

ปูนโผล่หน้าใสๆ ผ่านบานประตูที่แง้มไว้

“ดีกันก็ดีแล้วค่ะ ปูนเปิดประตูให้แล้วอย่าตีปูนนะคะ แหะๆ” พูดเสร็จยัยตัวดีก็เผ่นแนบไปไม่รอให้ผมชำระความ

“นี่ปูนก็รู้เหรอวะ ว่าเมิง…”

“เออ รู้มานานละ ว่ากรูชอบเมิง”

“แสบทั้งพี่ทั้งน้องเลยนะ ไอ้พวกบ้า”

“แล้วจะทำไมเหรอ…” อิฐพูดพร้อมยื่นหน้ามาใกล้ผมเรื่อยๆ จนปลายจมูกเราชิดกัน

“ไอ้บ้าเอ๊ย” ////







SHARE
Written in this book
เรื่องของเราสามเส้าล่ะมั้ง!?!
เรื่องรักวุ่นวายของหนุ่มสาววัยเรียนรู้ อกหักดีกว่ารักไม่เป็นนะเออ (เขาว่าแบบนั้น) เป็นเรื่องสั้นที่อาจจะยาว(มั้ง?) ขอพื้นที่เล็กๆ ไว้แบ่งปันเรื่องราวแบบที่ไม่ต้องกดดันตัวเองเกินไป 
Writer
Clay
Part-time biker
มนุษย์สายพันธ์ุสล็อต ขยันบ้างเป็นบางเวลา แต่ขี้เกียจตลอดเวลา มีความเบลอ อึน มึน และ RAM ต่ำบ้างในบางโอกาส

Comments