การเล่น Social Network ของคนยุคนี้เปลี่ยนไป
ถ้าถามว่า Social Network เกิดมากี่ปีแล้ว ผมนับไปนับมา ตั้งแต่ยุคที่เว็บบอร์ดเจริญรุ่งเรือง ก็ประมาณเกือบ 20 ปีได้แล้ว ซึ่ง Social Network พัฒนาตัวเองมาเรื่อย ๆ ตามยุคสมัย แต่ Social Network บางเจ้าก็ต้องปิดตัวเนื่องจากคนเล่นน้อยลง หันไปเล่นอย่างอื่นที่ตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ของตัวเองมากกว่า

ในบทความนี้ จะวิเคราห์ Social Network ที่คนไทยส่วนใหญ่เล่น และสรุปองค์รวมว่า ทุกวันนี้ แต่ละคนเปิด Social Network เพื่อจุดประสงค์อะไร

Facebook

ช่วงแรก ๆ ที่ Facebook เป็นที่รู้จักในเมืองไทย คนเริ่มเล่น Facebook จากการเล่นเกม Browser ที่ดัง ๆ ในยุคนั้น เช่น Farmville, Mafia Wars, Friend For Sale หลังจากช่วงฮิตเล่นเกม ก็เป็นช่วงเล่น Quiz แล้วภายหลังเป็นช่วงที่เล่น Facebook จริง ๆ จัง ๆ คือคนเล่น Facebook เพื่ออัพเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเอง ให้คนอื่นสนใจแต่ตัวเองเพียงอย่างเดียว

และเมื่อ Facebook ใส่ปุ่ม Share โลกของ Facebook เปลี่ยนไป

ในปัจจุบัน เนื่องจาก Algorithm ของ Facebook ที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาโดยไม่บอกผู้ใช้ หรือแม้แต่ ID ของผู้ใช้งานปกติก็โดน Algorithm เล่นงานเช่นกัน ทำให้พฤติกรรมการเล่น Facebook ดูเหมือนว่าถูกกำหนดโดย Facebook อีกที

บล็อกเกอร์คนหนึ่งได้กล่าวถึงระบบ News Feed ของ Facebook เอาไว้ว่า จริง ๆ เรื่องราวที่กำลังติดตามตามเพจเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้เห็นแล้ว เพราะสิ่งที่เห็นตอนนี้คือโฆษณาที่โผล่ทุก ๆ 4 โพสต์ แต่ละอย่างมีแต่ดัมเบล เครื่องออกกำลังกาย TRX หรืออาหารเสริมลดน้ำหนัก ไม่ก็คอนโด 

แต่สิ่งที่ผมเจอใน Facebook ทุก ๆ วัน จนตอนนี้ผมไม่ค่อยถูกจริตกับการใช้ Facebook เหมือนเมื่อก่อนแล้ว คือเรื่องโพสต์ของเพื่อนของเพื่อน 

ฟังดู Inception แต่ไม่อยากให้งง ลองดูให้ดี ๆ อะไรคือ เรื่องของเพื่อนของเพื่อน ถ้าอธิบายเข้าใจง่าย ๆ คือ ส่วนใหญ่มีแต่เรื่องที่เพื่อนแชร์เข้า Account ของตัวเองอีกที และเรื่องที่ว่า เป็นเรื่องที่เพื่อนสนใจ แต่ผมไม่ได้สนใจ 

และปัญหานี้ทาง Facebook ไม่พยายามแก้ แถมผลักดันพวกโพสต์จากเพจให้เห็นกว่าเดิมด้วยการแอบแชร์โพสต์และ Comment ของเพื่อนที่เข้าไป Comment และถ้าในช่วงเวลานั้นมีกระแสดราม่าเมื่อไรล่ะก็ โพสต์ทำนองเดียวกันจะโผล่มาให้เห็นบ่อย ๆ 

เช่นโพสต์ดราม่ารับน้องมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เพื่อนเข้าไป Comment เราเห็น 1 ครั้งแล้ว

แล้วเพื่อนอีกคนแชร์การ์ตูนล้อเรื่องรับน้อง มันก็ยังอยู่หมวดเรื่องนี้

แล้วล่าสุด เพื่อนอีกคนแชร์เรื่องบทวิเคราะห์การแก้ปัญหาเรื่องรับน้อง กลายเป็นว่า ทุกวันนี้ เราหลุดเรื่องอย่างว่าไม่ได้จริง ๆ เว้นแต่ว่าเราปิด Facebook แล้วไปทำอย่างอื่น

กรณีที่คล้ายกัน คือวงการไอดอล ซึ่งทุกวันนี้เราปิดไม่อยู่จริง ๆ ต่อให้เรา unfollow เพื่อนที่ชอบแชร์ข่าววงการไอดอลไป 1 คน แต่เพื่อนอีกคนก็แชร์โพสต์ไอดอลจากเพจแฟนคลับของไอดอล ถ้าพยายามปิดกั้น สุดท้ายเรื่องราวที่ไม่อยากติดตามอย่างวงการไอดอลก็ต้องโผล่มาสักวันเนื่องจากเพื่อนอีกคนแชร์

กรณีนี้ผมไม่ได้เกลียดวงการไอดอลหรืออะไร ผมชอบด้วยซ้ำ ผมติดตามไม่กี่คน เพียงแต่วันดีคืนดีผมทดลอง hide post แนว ๆ ไอดอลจากเพจหรือจากเพื่อน แต่สุดท้ายโพสต์แนว ๆ วงการไอดอลก็โผล่มาเหมือนเดิม เพราะเพื่อนอีกคนโพสต์ วิธีเดียวที่จะหนีได้คือ เลิกเล่น Facebook และหาอะไรอย่างอื่นทำ อย่างเล่น Instagram แทน

Instagram

ดูเหมือนว่า Instagram เป็นพื้นที่สำหรับนักเล่น Social Network ที่ยังสามารถเล่นเน้นแชร์รูปตัวเองได้อยู่ และผู้คนที่เบื่อกับระบบ Facebook มาลี้ภัยที่ Instagram (แม้ว่า Instagram เองก็เป็นของ Facebook อีกที) เพราะระบบ Instagram เน้นให้ผู้ใช้แชร์ไลฟ์สไตล์ของตัวเองได้อย่างเต็มที่ และถ้าเป็นคนไม่อยากแชร์อะไรเกี่ยวกับตัวเอง แต่อยากแค่ติดตามคนหลาย ๆ คนที่สนใจ ก็สามารถเข้า Explore แล้วตามหา IG Account ที่มีไลฟ์สไตล์ที่เราสนใจก็พอ

แต่เดี๋ยวนี้พฤติกรรมการเล่น Instagram เปลี่ยนไปพอสมควร แต่ไม่เยอะมากจนถึงขั้นรับไม่ได้แบบ Facebook คือผู้คนอัพ Story มากขึ้น แต่อัพรูปลง Feed น้อยลง บางคนอัพรูปละ 2 วัน บางคนอัพรูปละสัปดาห์ และเน้นภาพที่สวยที่สุด หรือบางคนไม่อัพเลย แต่อัพ Story อย่างเดียว และเรื่องราว Story เค้าอัพเรื่องอะไรกัน เรื่องนี้ก็มีกรณีศึกษาเพิ่มเติมอีก

ถ้าเป็น User ทั่วไป อาจจะอัพว่าวันนี้กินอะไร วันนี้อยู่ที่ไหน วันนี้ดูหนังเรื่องอะไร วันนี้ทำอะไร แต่การอัพอะไรแบบนี้ สำหรับ Influencer ค่อนข้างธรรมดาเกินไป เพราะ Influencer ที่ผมเห็นเดี๋ยวนี้ เค้าอัพ Story โดยการแชร์ Story ที่ Mention ถึงเค้า โดย Story ที่แชร์ ต้องมีรูปตัวคน ๆ นั้นอยู่ด้วย (อาจจะไม่มี แต่มีการ Mention เป็นรูปเป็นร่าง) นั่นหมายความว่า ถ้าจะเล่น Story แบบ Complete จริง ๆ คือต้องออกทริปกับเพื่อนอย่างน้อย 2 คนขึ้นไป แล้วผลัดกันถ่าย Story แล้วคนไหนที่อยู่ในรูปก็ Mention ถึงเค้า

และยิ่งตอนนี้ Story ของ Instagram พัฒนาไปเยอะมาก โดยเฉพาะช่วงตอบคำถาม ที่บางวัน Story ของใครบางคนจะเป็นจุดไข่ปลาเป็นพิเศษ 

แต่ความเหลื่อมล้ำมันก็เกิด เพราะถ้าผู้ติดตามใน Instagram น้อยมาก ประมาณหลักร้อย พวกฟังก์ชั่นตอบคำถาม คือถูกมองข้าม และไม่มีใครมานั่งถามคำถามเหมือนพวก Celeb ตั้งคำถามไปก็เท่านั้น ไม่มีใครถามกลับ เพราะคนที่เข้ามาดู Story คือเข้ามาดูอย่างเดียว แต่ไม่ React อะไรทั้งสิ้น บางทีอาจดูด้วยการแตะตรงหน้าจอด้านขวารัว ๆ เพื่อให้ดู Story เร็วขึ้น

ความเหลื่อมล้ำอีกอย่างคือ ถ้าใครยังใช้จอมือถือ Aspect Ratio 9:16 อยู่ ไม่ได้ใช้หน้าจอที่ยาวกว่านั้นอย่าง iPhone X เราจะเห็น Story ของคนบางคนไม่ครบถ้วน จะถูกตัดท้ายบนท้ายล่าง และบังเอิญข้อมูลสำคัญดันอยู่ตรงขอบที่ว่า คนใช้ Instagram สายดู Story ที่ใช้จอมือถือ Aspect Ratio 9:16 จะเสียเปรียบไปเลย 

ผมเคยลองถามเด็ก ๆ มัธยมในยุคนี้ที่เล่น Instagram ส่วนใหญ่ที่เล่นเพราะเล่นตามเพื่อน และฟีเจอร์ที่เล่นหนัก ๆ ก็มี Story หรือ Explore โดยเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันก็จะอัพใน Story ซะส่วนใหญ่ แต่ Explore เด็ก ๆ วัยรุ่นให้ความเห็นว่า ตรงนี้แหละ ทีเด็ด เราจะเห็นเรื่องราวของคนที่เราสนใจ และเราก็เลือกติดตามคน ๆ นั้น 

จะว่าไป Instagram สมัยนี้เหมือนนิตยสารวัยรุ่นสมัยก่อนที่มีรูปดาราหรือคนดังในนิตยสาร ที่ออกเป็นรายเดือนหรือรายปักษ์ แต่ความถี่ของการอัพเดท Instagram เดี๋ยวนี้สูงมาก ทำให้คนที่เล่นติดตามสิ่งที่น่าสนใจแบบต่อเนื่อง จนเด็กวัยรุ่นยุคนี้อาจจะหลงลืมนิตยสารวัยรุ่นเมื่อ 10 ปีที่แล้วที่บางคนต้องซื้อและพลาดเล่มไหนไม่ได้เลย

แต่ในปัจจุบัน นิตยสารวัยรุ่นก็ยังไม่หายไปไหน ยังขายอยู่ เพราะวงการไอดอลในปัจจุบันที่แฟนคลับไอดอลแต่ละคนต่างสะสมของต่าง ๆ ไม่เว้นแม้แต่นิตยสาร จะสังเกตได้ พวกนิตยสารฟรีที่แจกตาม BTS บางวันนิตยสารเล่มนั้นหมดสต็อกก่อนแจกเลยด้วยซ้ำ เพราะไอดอลดัง ๆ ขึ้นปก

Twitter

ช่วงหลัง ๆ มา คนพูดถึง Social Network อย่าง Twitter กันเยอะมากขึ้นเนื่องจากเพจใน Facebook บางเพจหากินกับ Tweet ของ Twitter ที่โดน ๆ แล้ว Capture Tweet นั้นเพื่อลงในเพจตัวเอง และล่าสุด เรื่องการเมือง คนใช้ Twitter ในการอ่าน Comment หรือ Tweet ที่พูดถึงเรื่องการเมืองอย่างเข้มข้น แต่ถ้าคนที่มาแรก ๆ เจอคำหยาบคายที่เห็น แรก ๆ อาจจะตกใจ แต่ผ่านไปอาจจะชิน

เพราะ Twitter เป็น Social Network แห่งความจริงที่ทุก Tweet สามารถโต้แย้ง และมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้นด้วย User ที่เราไม่รู้ว่าคน ๆ นั้นเป็นใคร เพราะ User เหล่านั้นเค้าไม่เปิดเผยตัวเอง เค้าใช้รูปอื่นที่ไม่ใช่รูปของตัวเองขึ้นเป็นรูปโปรไฟล์ เค้าใช้ชื่อเป็นชื่อแฝง หรือพวกชื่อ aka อะไรของเค้า

เคยมีแบรนด์บางแบรนด์ใช้การตลาดแบบให้ Influencer โฆษณาผลิตภัณฑ์ของตัวเองว่ามันดี แต่ผู้ใช้จริงกลับบอกว่า ไม่อร่อย และคนหลายคนที่ดื่มแล้วไม่อร่อยก็ Tweet บอก Feedback จนกระแสความไม่อร่อยของเครื่องดื่มอันนั้นตีกลับไปที่เจ้าของแบรนด์ทันที

ปัจจุบันการพิมพ์อะไรใน Twitter สามารถพิมพ์ได้ 280 ตัวอักษรก็จริง แต่ถ้าจะพิมพ์จริง ๆ ก็ขอแค่ 140 ตัวอักษรแบบเมื่อก่อนจะดีกว่า เพราะการสื่อสารใน Twitter เน้นความเฉียบในประโยคไม่กี่ประโยค

จุดขายของ Twitter ที่ทุกวันนี้ยังไม่เสื่อมคลาย คือเรื่อง "เทรนด์" ที่จะกำหนดโลกของ Twitter ให้ผู้ใช้ต้องหมุนตามเทรนด์ ถ้าไม่หมุน คุณไม่ได้พื้นที่สื่อในช่วงเวลานั้น และเรื่องที่น่าตกใจคือ เวลาเทรนด์อะไรก็ตาม เราจะเจอ Account บาง Account ที่อยู่ในพื้นที่ Top ของ Twitter Trend อยู่เสมอ

แต่ด้านมืดของ Twitter กลับมืดมากกว่าการเล่น Facebook เริ่มจาก ผู้คนปิดหน้าตัวเองเพื่อวิจารณ์ด้วยคำไม่สุภาพ เนื่องจากระบบ Twitter ไม่มีการคัดกรองคำไม่สุภาพ จะวิจารณ์ใครอะไรก็ตามสามารถวิจารณ์เรื่องราวได้อิสระ และหลาย ๆ คนเลือก Bully คนในดราม่านั้นเพื่อให้ยอด Retweet ของตัวเองสูงขึ้น และด้านมืดเพิ่มเติมใน Twitter เป็นเรื่องของคอนเทนต์สำหรับผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะนัดยิ้ม หรือปลดปล่อยอารมณ์กับคนที่ชื่นชอบผ่านทางตัวอักษรที่พิมพ์ และในวงการไอดอลก็มีพฤติกรรมแบบนี้ คือปลดปล่อยอารมณ์กับคนที่ติดตามอยู่ด้วยคำพูดคำจาที่อาจจะไม่สุภาพ ซึ่งพฤติกรรมนี้เรียกว่า "โม่ย"

ในปัจจุบัน Twitter ยังคงเป็น Social Network ที่ยังไม่มีระบบ Story เหมือนกับ Facebook, Instagram, LINE, YouTube อย่างไรก็ตาม วัฒนธรรมการเล่น Twitter มีความเฉพาะตัว และคนที่เข้ามาหา Twitter ก็เพื่อส่องเทรนด์ที่เกิดขึ้นในตอนนั้น

แล้วถ้ามองภาพรวมล่ะ

ถ้าพูดถึงวัยรุ่นที่เล่น Social Network ก็จะอยู่ในกลุ่ม Gen Z ซึ่งพฤติกรรมการเล่น Social Network ของคน Gen นี้จะแตกต่างจากคน Gen Y แบบตรงกันข้าม ในขณะที่คน Gen Y ใช้ Social Network ให้โลกหมุนรอบตัวเอง แต่คน Gen Z ใช้ Social Network ให้ตัวเองหมุนรอบโลก

กล่าวให้เข้าใจคือ คน Gen Z เลือกสนใจสิ่งอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้มากกว่าจะสนใจเรื่องตัวเองหรือแชร์เรื่องตัวเองให้คนอื่น (ที่ไม่รู้จักในโลกออนไลน์) รับรู้ ด้วยเหตุผล "ไม่รู้จะแชร์ให้เค้ารู้ไปทำไม" ในขณะที่เรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้กลับน่าสนใจมากกว่าเรื่องตนเองซะอีก

พฤติกรรมแบบนี้ไม่ใช่แค่คน Gen Z เท่านั้น คน Gen อื่น ๆ ก็สนใจเรื่องราวอื่น ๆ มากกว่าเรื่องตนเอง ดังนั้นไม่แปลกที่ทำไมการเล่น Facebook สมัยนี้มีแต่เรื่องราวของบุคคลที่สาม บุคคลที่มีชื่อเสียง หรือเรื่องราวน่าสนใจที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ผ่านการแชร์

และด้วยพฤติกรรมการเล่น Social Network ที่เปลี่ยนไป ทำให้การแจ้งเตือนของ Social Network สมัยนี้ไม่ได้มีแค่บอกว่า ใครมากดไลค์โพสต์ของเรา ใครมา Comment โพสต์ของเราเท่านั้น

แต่ยังมีการแจ้งเตือนประเภทมีคนในกลุ่มโพสต์เรื่องที่น่าสนใจ หรือพยายาม recap โพสต์ที่ยอด Engagement เยอะ ๆ ที่เราพลาดจากเพจบางเพจที่เรา Interact บ่อย ๆ ซึ่งโพสต์ประเภทนี้จริง ๆ มีมานานแล้ว แต่หลัง ๆ มาเริ่มมีบ่อยขึ้น แม้แต่ ID ที่ไม่โพสต์อะไรเกี่ยวกับตัวเอง หรือไม่มีเพื่อนเลย ก็มีการแจ้งเตือนได้

สาเหตุที่ผู้ใช้งาน Social Network ในยุคนี้เน้นการพูดถึงเรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ ไม่มีใครตอบได้ชัดเจน แต่จากที่ผมสังเกตเป็นระยะพบว่า
ไม่มีใครอยากโดนดราม่าโดยไม่ทันได้ตั้งตัวมีกรณีตัวอย่างเกิดขึ้นบ่อยจนชินตา ถ้าเกิดดังมาก ๆ คนจะเพ่งเล็งเป็นพิเศษ พูดนิดพูดหน่อยเป็นประเด็นได้ง่าย ขอเป็นแค่คนดูนิด ๆ หน่อย ๆ ก็พอ

หรืออีกกรณีนึง อันนี้คลาสสิกเลย คือ "มีแฟนแล้ว ไม่จำเป็นต้องเล่น Social Network" สำหรับคนที่มีแฟนอยู่แล้ว การเล่น Social Network บางทีก็ไม่จำเป็น แฟนอาจสั่งห้ามเล่น ก็มีส่วนด้วย

โดยรวมแล้ว Social Network กับความคิดของผู้คนทั่วไปในยุคนี้เหมือนเป็นของปกติ (ที่อาจจะขาดไม่ได้) ไม่ได้หวือหวาอะไร ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องมีตัวตนใน Social Network แต่แค่มีเพื่อติดตามข่าวสาร และติดต่อเพื่อนที่สนิทกันก็พอ

แต่อย่าลืมว่า ควรมีตัวตน เพื่อใช้ในการสมัครงานด้วย เดี๋ยวนี้ HR ตรวจสอบดูการใช้งาน Social Network ของคุณ
Photo by Priscilla Du Preez on Unsplash
SHARE
Writer
HARMONYZT
Content Specialist
นักเขียนบทความเกี่ยวกับชิวิต และการเดินทางของคน ๆ หนึ่งในเมืองใหญ่ที่เรียกว่า กรุงเทพมหานคร ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ campzzz.com

Comments