มนุษย์หลุมดำ
“หลุมดำ” คำนิยามของแรงโน้มถ่วงมหาศาลซึ่งสามารถดึงดูดทุกสิ่งอย่างรอบศูนย์กลาง บีบอัดเข้าไปจนกลายเป็นจุดหนึ่งจุดเดียวของพื้นที่และเวลา แรงดึงดูดซึ่งมีพลังมากจนความเร็วที่วัตถุต่างๆ นั้นถูกดูดเข้าไป มีความเร็วมากกว่าความเร็วของแสง ดังนั้น ในเมื่อสำหรับการค้นพบทางวิทยาศาสตร์จนถึงปัจจุบัน (กันยายน 2019) ยังไม่มีการค้นพบวัตถุใดที่เคลื่อนตัวด้วยความเร็วที่มากกว่าแสงได้ การหลุดเข้าไปในหลุมดำนั้นจึงไม่มีโอกาสหลุดรอดออกมาได้


ทว่า หลุมดำนั้นมีขอบเขตของแรงดึงดูดอยู่รอบๆ จุดกึ่งกลาง รัศมีหนึ่งซึ่งเป็นเส้นสุดท้ายก่อนที่วัตถุรอบข้างจะถูกดูดและหายไปในเพียงพริบตา เรียกเส้นนั้นว่า “ขอบฟ้าเหตุการณ์”


แต่ถึงแม้คุณจะสามารถเดินเข้าไปถึงจุดที่ใกล้ขอบฟ้าเหตุการณ์มากที่สุด สามารถมองเห็นหลุมดำดึงดูดทุกสิ่งอย่างได้โดยไม่ถูกดูดเข้าไป แต่แรงดึงดูดมหาศาลจากหลุมดำนั้นก็ยังมีอานุภาพมากพอที่จะเหวี่ยงคุณไปรอบๆ รัศมีของมัน เหวี่ยงให้รู้สึกได้ถึงร่างกายบิดเบี้ยวกลายเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยวพันกันจนเกิดความรู้สึกสะอิดสะเอียนก่อนปล่อยคุณให้หลุดกระเด็นออกจากขอบเขตของมันไป


น่าประหลาดใจอยู่อย่างหนึ่งในเรื่องของเวลากับหลุมดำ เมื่อแรงโน้มถ่วงจำนวนมหาศาลดึงดูดแม้กระทั่งแสงเข้าไป เมื่อวัตถุเคลื่อนตัวด้วยความเร็วใกล้เคียงแสง หรือเท่ากับแสง ผลที่ตามมาคือเวลาจะช้าลง


ดังนั้นหากคุณมองเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ณ ตำแหน่งใกล้เคียงกับหลุมดำ สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อกล่าวว่าเวลาเดินช้าลง คือ คุณกำลังเห็นภาพบริเวณหลุมดำนั้นหยุดนิ่ง ในขณะที่คุณกำลังเคลื่อนไหว ช่วงสิบปีที่คุณใช้ชีวิตมองเหตุการณ์เหล่านั้นค่อยๆ เคลื่อนตัวอย่างช้าๆ ความจริงแล้วสำหรับบริเวณนั้น อาจเป็นเพียงช่วงเวลาเพียงไม่กี่นาทีก็เป็นได้


นั่นเป็นเพียงทฤษฎีคร่าวมากๆ จากความเข้าใจระดับบุคคลทั่วไป ไม่ใช่ระดับนักฟิสิกส์หรือผู้รอบรู้ทางด้านจักรวาลวิทยาจะมาอธิบายด้วยคำพูดง่ายๆ เหล่านี้ สิ่งที่เล่าเป็นเพียงการตัดตัวเลขพิสูจน์อันยิ่งใหญ่ในสมการสัมพันธภาพอันยุ่งเหยิงออกไปเหลือเพียงเรื่องเล่าของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติก็เท่านั้น




มองผ่านคำโปรยปกิณกะไปแล้วกล่าวถึงมนุษย์ประเภทหนึ่งซึ่งถูกเรียกว่า “มนุษย์หลุมดำ”


มนุษย์หลุมดำ คือ มนุษย์ประเภทที่เก็บดวงดาวชีวิตซึ่งหมดสิ้นซึ่งพลังงาน เอาไว้ภายในจิตใจ รักษามันไว้ด้วยเกราะแน่นหนาที่เรียกว่าร่างกาย ดวงดาวที่เคยมีมวลมหาศาลจนสามารถขับเคลื่อนให้ใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขนั้นดับลงจนเกิดเป็น”หลุมดำ” ที่คอยกลืนกินร่างกาย สติและจิตวิญญาณไปทุกขณะ


ในทุกๆ วินาทีของการสูญเสียสมดุลในการควบคุมสติ สมาธิ ปัญญา แรงดึงดูดขาดการควบคุมขอบเขตเอาไว้จนอานุภาพหลุมดำแผ่ซ่านออกมานอกร่างกาย เส้นขอบฟ้าเหตุการณ์ของเขาขยายตัวและเริ่มดึงชิ้นส่วน ผิวหนัง เส้นผม จิตใจ ของผู้ที่อยู่รอบข้างเข้ามา


ชิ้นส่วนของสิ่งมีชีวิตอื่นลอยเข้ามากระแทกร่างกายของมนุษย์หลุมดำ แทรกผ่านเข้ามากระแทกทำร้ายเกราะของจิตใจ สร้างบาดแผลถลอก บาดลึกและกว้าง ซึ่งเขาเองจะไม่มีวันลืมเลือนว่าตัวตนของเขาเองคือตัวการที่ทำร้ายผู้อื่น มากกว่าไปนั้นคือจดจำได้ว่าแต่ละบาดแผลที่ได้รับกลับมานั้นเกิดจากการทำร้ายใคร


มนุษย์หลุมดำจึงนั่งลงและเสริมเกราะป้องกันภายนอกร่างกายขึ้นมาอีกชั้น สร้างให้หนา ด้าน และแข็งแกร่ง ยากที่จะเข้าถึงใจกลางที่เป็นร่างกายทรุดโทรมนั่งขดอยู่เป็นลูกบอลผิวผุ ลอก ซีด และไม่น่าเข้าถึง


เกราะป้องกันที่ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อไม่ให้ใครเข้ามาทำร้าย แต่เป็นการป้องกันไม่ให้ตัวตนอันน่ารังเกียจพุ่งออกไปทำร้ายใคร


ยิ่งกีดกันการเกิดปฏิสัมพันธ์กับผู้คนภายนอกเท่าไหร่ยิ่งไม่มีใครให้ทำร้าย

มนุษย์หลุมดำนั่งมองเกราะกำบังของตนเองปฏิสัมพันธ์กับผู้คนแทนเขา ตัวเกราะสร้างรอยยิ้มจอมปลอมขึ้นมาเป็นภาพลวงตาให้ผู้อื่นเห็นว่าเขาแข็งแกร่งเพียงไหน รอยยิ้มบิดเบี้ยวที่สร้างขึ้นจากการปฏิเสธจักรวาลอื่นๆ ของบุคคลภายนอกไม่ให้ขยายตัวแทรกซึมผ่านชั้นเกราะนั้นเข้ามา


มองขอบจักรวาลของผู้อื่นอันสวยงาม แผ่ขยายออกไปเรื่อยๆ จนสามารถเห็นมวลสารสีดำยึดโยงเป็นความสัมพันธ์ต่างๆ เข้าไว้เป็นเนื้อเดียว ดวงดาวซึ่งเปล่งประกายเป็นแสงนำทางในจักรวาลอันมืดมิดช่างสวยงามเหลือเกินเมื่อจักรวาลเหล่านั้นรวมตัวกับจักรวาลข้างเคียงกลายเป็นสิ่งที่มนุษย์เรียกว่าสังคม


สังคมที่เขากำลังปฏิเสธ


มนุษย์หลุมดำ คิดซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับการกระทำของตนเองตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน คิดไปจนถึงความน่าจะเป็นที่อาจจะเกิดขึ้นหากเขากลับออกไปใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางจักรวาลสวยงามเหล่านั้น เขาอาจจะทำพลาดอีก ยิ่งคิดซ้ำยิ่งย้ำถึงหลุมดำจุดใหญ่ ยิ่งคิดถึงรอยแผลเป็น


ยิ่งคิดถึงผู้คนที่ถูกเขาทำร้าย


ทันทีที่คิด ร่างกายสูญเสียสมดุลของการควบคุมไม่ให้แรงดึงดูดกำเริบไปเกินกว่าจะควบคุมได้ไหว ร่างกายฉีกขาดทีละนิดละน้อยจากภายใน เขากรีดร้อง ร้องเสียงดังด้วยความเจ็บปวดจากบาดแผลโดยแก่นกลางของพลังงานที่คอยกัดกินชีวิตของเขาอยู่ทุกวี่ทุกวัน


เขาเปล่งเสียงดังลั่นเพื่อขอความช่วยเหลือแต่เกราะป้องกันที่สร้างเอาไว้นั้นหนาเกินกว่าที่ใครจะได้ยินเสียงร่ำไห้โหยหวนเหล่านั้น


เมื่อสถานการณ์ทุกอย่างสงบลง มนุษย์หลุมดำทิ้งตัวลงนอนกับพื้นชื้นแฉะจากน้ำตาที่ไหลริน ยกแขนขึ้นกอดตัวเองเพื่อลดความรู้สึกหนาวเหน็บและโดดเดี่ยว นัยน์ตามองเหม่อออกไปนอกเกราะกำบังซึ่งยังคงรูปร่างของตัวเขาเอง ยืนนิ่งอยู่กลางผู้คนมากมาย ฝีเท้าก้าวผ่านหน้าไปโดยไม่สนใจไยดีเพราะเกราะภายนอกนั้นยังคงยิ้มระรื่นราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น



นัยน์ตาว่างเปล่าเลื่อนลอยอย่างไร้ความหวัง แสงปลายทางความหวังที่เขาคาดว่าจะมาจุดประกายให้ดวงดาวชีวิตมีพลังงานอีกครั้งหนึ่งคงถูกดูดเข้าไปในหลุมดำอย่างรวดเร็วจนไม่สามารถแม้แต่จะมองเห็น


จู่ๆ ก็มีอีกบุคคลหนึ่งก้าวเข้ามาปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์หลุมดำ เขาลุกขึ้นยืน เกราะป้องกันส่งยิ้มให้กับเธอและทักทาย


มนุษย์ดวงอาทิตย์ กล่าวทักทายกลับพร้อมกับรอยยิ้มอันน่าเจ็บปวด เจ็บปวดสำหรับตัวมนุษย์หลุมดำ ความสดใสของแสงอาทิตย์ที่แผ่ซ่านความร้อนมาแตะที่เกราะกำบัง สร้างความอบอุ่นเข้ามาถึงร่างกายบุบสลายของเขาที่ซ่อนอยู่ภายใน


ความอบอุ่นที่ไม่ได้สัมผัสมานานจากใครก็ตามที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

มนุษย์หลุมดำร้องไห้โดยไม่มีเสียง เพียงแค่น้ำตาไหลออกมาเพราะความอบอุ่นนั้นทำให้เขารู้สึกปลอดภัยในการมีชีวิตเป็นครั้งแรก และรู้สึกขอบคุณตนเองที่มีชีวิตมาจนถึงทุกวันนี้เพื่อจะได้มาพบกับเธอ


วันแล้ววันเล่าของการเดินเคียงคู่กับมนุษย์ดวงอาทิตย์ ซึ่งคอยพาเขาเดินต่อไปข้างหน้า มอบความอบอุ่นนั้นอยู่เรื่อยๆ จนเขาลืมไปถึงตัวตนของหลุมดำกลางจิตใจ ตัวตนอันร้ายกาจที่เขาเคยรังเกียจอยู่ทุกวินาทีของลมหายใจกลับจางหายไปจากสติความนึกคิดประจำวัน


เกราะกำบังของมนุษย์หลุมดำค่อยๆ จางลง และเปิดให้เธอก้าวเข้ามาเห็นความเน่าเฟะและยับเยินของร่างกายที่แท้จริง


เธอมองค้างอยู่สักพักหนึ่งราวกับเป็นการปรับสายตาให้เข้ากับสิ่งที่เห็น ก่อนยิ้มแล้วดึงร่างนั้นเข้ามาในอ้อมแขน แผ่รังสีความร้อนเข้าไปถึงหลุมดำภายใน


คงเป็นครั้งแรกในช่วงเวลาอันยาวนานที่มนุษย์หลุมดำมองเห็นประกายแสงถูกจุดขึ้นภายในร่างกายของตนเอง ตัวขับเคลื่อนชีวิตได้สว่างขึ้นอีกครั้ง


ทว่าวันเหล่านั้นยังคงหวนกลับมา เมื่อร่างกายของเขาสูญเสียการควบคุมและปล่อยให้อานุภาพแรงดึงดูดของหลุมดำทวีคูณขึ้นจนเริ่มกลืนกินมวลสารเข้าไปอีกครั้ง ภายในร่างกายของมนุษย์หลุมดำกรีดร้องจากบาดแผลซ้ำซากที่ไม่เคยรักษาได้หายขาดเสียที


เพียงแต่ครั้งนี้เขาไม่สามารถเปล่งเสียงเพื่อขอความช่วยเหลือได้ เพราะเธอ มนุษย์ดวงอาทิตย์ได้ก้าวเข้ามาภายในเขตเกราะป้องกันของเขา


เขาไม่อยากให้เธอเข้ามาใกล้จนไม่สามารถถอยหลังออกจากเส้นขอบฟ้าเหตุการณ์ของเขาได้ อยากให้เธอปลอดภัยจากตัวตนอันน่ารังเกียจที่ไม่เคยเปิดเผยให้ใครต่อใครได้เห็น


ขาสองข้างทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น หมดเรี่ยวแรงพยุงตัวขึ้นยืน


มนุษย์ดวงอาทิตย์เห็นดังนั้นจึงรีบวิ่งรี่มาหาแล้วยื่นมือเข้ามาคว้าแขนก่อนที่เขาจะล้มตัวลง


ทันทีที่มือของมนุษย์ดวงอาทิตย์คว้าเข้าแตะผิวหนังของมนุษย์หลุมดำ แรงดึงดูดมหาศาลสูบผิวหนังและกล้ามเนื้อแขนของเธอ กระชากมันออกจากร่างกายแล้วกลืนมันเข้าไปในขอบเขตดำมืดในกลางจิตใจของเขา


เธอปล่อยมือออกแล้วกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด มองสภาพบาดแผลขนาดใหญ่บนแขนของตนแล้วสั่นสะท้านด้วยความตื่นตระหนก


มนุษย์หลุมดำรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว มองเธอที่ทรุดตัวลงตรงหน้าเขาแล้วนึกรังเกียจตนเองยิ่งกว่าเก่า ยิ่งกว่าที่เคยรู้สึกมาทั้งชีวิต เธอซึ่งสองแสงสว่างอันอบอุ่นสลัวลงอย่างเห็นได้ชัดจากความเจ็บปวดที่เขาสร้างให้เธอ ความสดใสในแววตากลมโตกลับกลายเป็นความขุ่นมัวไปชั่วขณะ


เขาถดตัวถอยห่างออกมาจากเธอ อำนาจแรงดึงดูดของหลุมดำค่อยๆ เบาลงเรื่อยๆ หมดกำลังจนกลับเข้าสู่สภาวะปกติ


กล่าวขอโทษ ขอโทษจากใจของหลุมดำ เตรียมใจให้พร้อมกับการเดินจากไปของอีกหนึ่งมนุษย์บุคคลสำคัญ


แต่สถานการณ์กลับไม่เป็นไปตามคาดคิด


มนุษย์ดวงอาทิตย์กระเถิบกายเข้ามาใกล้แล้วคว้าเขาเข้าไปกอดอีกครั้ง แบ่งแสงสลัวเท่าที่มีจากร่างกายของเธอเข้ามาจุดประกายชีวิตในใจ ด้วยคำว่า ‘ไม่เป็นไร’ เปล่งออกจากริมฝีปากนั้น ความอบอุ่นเกิดขึ้นอีกครั้ง ความโล่งใจ ความสบายใจ ใครจะไปคิดว่าความหมายของการมีชีวิตอยู่ต่อจะเกิดขึ้นได้อีกครั้งหนึ่งจากบุคคลคนเดิม


วันแล้ววันเล่า กับการใช้ชีวิตของสองมนุษย์เดินเคียงคู่ แลกเปลี่ยนเรื่องราวชีวิตซึ่งกันและกันโดยผ่านการเปลี่ยนของฤดูกาลไปเป็นปี มนุษย์หลุมดำยังคงมีการสูญเสียการควบคุมอยู่เรื่อยๆ และมนุษย์ดวงอาทิตย์ยังคงยืนอยู่เคียงข้างเพื่อคอยรักษา


กาลเวลาเปลี่ยน ธรรมชาติเปลี่ยน บุคคลย่อมเปลี่ยน ธรรมชาติความคิดมากของมนุษย์หลุมดำเริ่มสงสัยในตัวของมนุษย์ดวงอาทิตย์ที่คอยยืนรอเขาอยู่ที่เดิมไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม เริ่มสงสัยในจิตใจของมนุษย์ดวงอาทิตย์ว่ากำลังปกปิดอะไรที่เขาไม่ได้ถามหรือไม่


“ทุกอย่างสบายดี ฉันไม่เป็นไร” นั่นคือคำตอบของเธอ


มนุษย์หลุมดำไม่เชื่อ แน่นอนว่าเขาไม่เชื่อ หากเป็นเขายืนอยู่ในตำแหน่งของเธอเขาคงรู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่งกับการทุ่มเทแรงกายและพลังใจให้กับใครอีกคนหนึ่งแต่อีกฝ่ายไม่สามารถตอบแทนอะไรเขาได้เลยแม้แต่น้อย


เห็นแก่ตัว ใช่ เพราะเขาคือมนุษย์หลุมดำที่ไม่เคยรู้จักกับความสัมพันธ์และความรักมาก่อน ในเมื่อทุกมวลสารถูกกีดกันออกจากระยะอันตรายของหลุมดำ ออกไปอยู่ภายนอกเกราะกำบังอันแข็งแกร่งของเขา ทุกสิ่งอย่างภายในเขตเกราะกำบังนั้นเหวี่ยงเป็นวงกลมโดยมีเขาเป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาลขนาดย่อม


มนุษย์ดวงอาทิตย์มองเขาแล้วกล่าวว่า “แค่หลุมดำมีตัวตนอยู่ให้เธอรัก ไม่ต้องให้อะไรตอบแทน เท่านั้นก็ถือว่าเพียงพอ”


คืนนั้นมนุษย์หลุมดำเก็บกลับไปคิดรังเกียจตัวเองอีกครั้ง ไม่สามารถนำความคิดส่วนตัวของตนเองออกจากร่างของเธอได้ สิ่งที่เขามองเห็นเป็นความเป็นจริงในสายตาของเจ้าตัวคือมนุษย์ดวงอาทิตย์กำลังโกหก เธอกำลังรู้สึกในสิ่งที่เขาคิดว่าเธอกำลังรู้สึก


คือ เขาเป็นเพียงฝ่ายรับ และเธอเพียงฝ่ายเดียว คือผู้ให้


มนุษย์หลุมดำกลัว ตัวตนเพียงหนึ่งเดียวที่คอยเยียวยารักษา ประคับประคองเขาทุกครั้งที่สูญเสียการควบคุมตัวตนกำลังโกหกเขาอยู่


เธอเคยกล่าวคำว่า “รัก” อยู่หลายหน แต่เขาไม่สามารถเรียกเธอว่า “ที่รัก” ได้แม้ใจจริงอยากจะเรียกสักเพียงใด ความเป็นจริงอาจเป็นเพราะความรักของเขาต่อเธอไม่สามารถเปิดเผยออกมาให้เห็นได้เพราะถูกหลุมดำดูดกลืนเข้าไปหมดแล้ว


หากเธอกลายเป็น “คนรัก” ทุกครั้งที่เขาเผลอทำร้ายเธอ คงเป็นทุกครั้งที่เขาจะทำร้ายตนเอง และหลังจากนั้นคงไม่สามารถให้อภัยตนเองได้อีก


มนุษย์หลุมดำครุ่นคิดอยู่หลายค่ำคืน ระหว่างที่คิดไป ร่างกายกลับสร้างเกราะกำบังนั้นกลับขึ้นมาอีกชั้น เป็นชั้นที่ค่อยๆ กีดกันมนุษย์ดวงอาทิตย์ออกไปจากชีวิตประจำวันของเขา เธอมองเห็นเขาในสภาพปกติสุขอย่างมนุษย์มนาชีวิตอื่นมองเห็น


เขามองออกไปด้วยความสงสัย สังเกตด้วยความวิตกว่าเมื่อไหร่กันที่เธอจะเผยความจริงออกมา


ในขณะเดียวกันที่เธอมองกลับมา มนุษย์หลุมดำเปลี่ยนไป


เธอสัมผัสไม่ได้อีกแล้ว ถึงแรงดึงดูดซึ่งคอยดึงเธอเข้าไปใกล้เส้นขอบฟ้าเหตุการณ์ของเขา กลับกลายเป็นกำแพงสูงใหญ่ซึ่งคอยกีดกันทุกประตูที่เธอพยายามสร้างขึ้นใหม่


มนุษย์ดวงอาทิตย์ไม่ย่อท้อ เธอยังรอและพยายามในการกลับเข้ามาในวงโคจรภายใต้กำแพงสูงใหญ่นั้นอีกครั้งหนึ่ง แต่เจ้าของกำแพงไม่เข้าใจการกระทำของเธอแม้แต่น้อย


ทำไม ถึงได้พยายามปีนกลับเข้ามาอยู่ในจุดที่ต้องทนกับการถูกทำร้ายครั้งแล้วครั้งเล่าจากตัวตนอันน่ารังเกียจที่อาศัยอยู่ในใจกลางร่างกายของเขา


การควบคุมตนเองเริ่มสูญเสียสมรรถภาพเมื่อเธอไม่คอยประคับประคอง แสงชีวิตอันริบหรี่ค่อยๆ มืดลงอีกครั้งเมื่อขาดดวงอาทิตย์เป็นคนจุดประกาย อาณุภาพของหลุมดำปะทุออกมาทำลายร่างกายภายในเนื้อหนังของเขาอีกครั้ง มนุษย์หลุมดำมองเธอผู้พยายามกลับเข้ามาหาด้วยความรู้สึกผิดและขอโทษ เธอผู้ทุ่มเทเพื่อให้เขาก้าวต่อไปในชีวิตโดยไม่ทำร้ายตนเองมาตลอดช่วงเวลาหนึ่งจะผิดหวังเพียงไหนหากต้องเห็นเขาล้มลงไม่เป็นท่าเมื่อขาดเธออยูู่เคีีีียงข้้้าง


บาดแผลที่เธอรักษาจนเกือบหายปริออกอีกครั้ง หลุมดำดึงดูด ขูดรีดเลือดเนื้อเข้าไปจนมนุษย์หลุมดำไม่เหลือแรงพอที่จะยืนหยัดด้วยขาของตนเอง


เขาใช้แรงเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่เสริมความแข็งแกร่งของกำแพง ระเบิดพลังงานสุดท้ายจากแสงของชีวิตผลักเธอออกจากขอบวงโคจร ออกจากจักรวาลของเขาโดยไม่สนใจว่าเธอจะเกิดบาดแผลสักเพียงใด


แต่เขาตัดสินใจแล้วว่า บาดแผลถลอกจากการกระเด็นออกไปนั้นคงหายได้ในสักวัน หากได้เวลาเป็นยาชั้นดีในการรักษาก็คงทำให้เธอลืมบาดแผลเหล่านั้นได้ ยังดีกว่าการปล่อยให้เธอใช้ชีวิตในการรอคอยอยู่กับหลุมดำหลุมนี้ ที่จะคอยกัดกินชีวิตของเธอไปโดยไม่รู้ว่าในอนาคตจะสามารถรักษาเธอไว้ได้หรือไม่


มนุษย์หลุมดำนอนกับพื้น การระเบิดของแสงชีวิตสุดท้ายนั้นก่อให้หลุมดำมีแรงโน้มถ่วงมากขึ้นกว่าเก่าและคงสร้างบาดแผลจากภายในตัวเขาเองอย่างควบคุมไม่ได้


เขากล่าวขอบคุณเธอที่คอยอยู่เคียงข้างกันมาตลอดโดยไม่สนใจว่าเสียงนั้นจะเล็ดลอดผ่านไปถึงเธอได้หรือไม่

ก่อนปล่อยให้สติสุดท้ายลอยข้ามเขตขอบฟ้าเหตุการณ์แล้วถูกกลืนกินเข้าไปในหลุมดำ



มนุษย์ดวงอาทิตย์กระเด็นออกไปไกล บาดแผลที่ได้รับนั้นเทียบไม่ได้กับสิ่งที่เธอเคยถูกทำร้ายจากการนำตนเองเข้าไปช่วยมนุษย์หลุมดำ เพียงแต่นั่นเป็นเพียงบาดแผลของร่างกาย การที่เขาผลักเธอออกอย่างไร้ความปรานีสร้างบาดแผลลึกในใจซึ่งคงกลับกลายเป็นรอยแผลเป็นให้เห็นอย่างชัดเจนในอนาคต


เธอมองกลับมาเห็นร่างของเขาในสภาพของเกราะป้องกัน กำแพงสูงตั้งตระหง่านเป็นรูปทรงของมนุษย์หลุมดำที่ยังคงยิ้มกลับมาให้กับเธอ


เขากล้ายิ้มให้กับเธอทั้งๆ ที่เธอเจ็บปวดจากการผลักไสของเขา


มนุษย์ดวงอาทิตย์ร้องไห้ออกมาก่อนเดินหันหลังจากเขาไป





ย้อนกลับมาที่ทฤษฎีสัมพัทธภาพเกี่ยวกับเวลาและหลุมดำซึ่งกล่าวเกี่ยวกับการเคลื่อนตัวด้วยอัตราเร็วที่ต่างกันของเวลา ณ ตำแหน่งใกล้ และ ไกลจากหลุมดำ

จนกว่าเข็มนาฬิกาของมนุษย์ดวงอาทิตย์จะเดินไปจนสามารถรับรู้เหตุการณ์ในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน จนกว่าเธอรับรู้ว่าหลุมดำที่เธอเคยรักนั้นถูกกลืนกินจนหมดสิ้นแม้กระทั่งร่างกายและจิตใจ

ถึงมนุษย์ดวงอาทิตย์ที่รัก

ความต่างของเวลาจะทำให้เธอเห็นเพียงรอยยิ้มสุดท้ายของมนุษย์หลุมดำเป็นเวลานานนับปี หวังว่าจนกว่าห้วงเวลาทั้งสองจะบรรจบกลับมาให้เธอได้รับรู้ว่าฉันได้ตายจากไปนานแล้ว ขอให้เธอได้ใช้ความต่างของเวลานั้นเป็นยารักษาบาดแผลทั้งจิตใจและร่างกายที่ฉันได้มอบให้กับเธอ และให้เธอได้ก้าวหน้าในชีวิตต่อไปอย่างสวยงามในฐานะดวงอาทิตย์ผู้เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยจักรวาลของเธอเอง

ด้วยรักเสมอ

มนุษย์หลุมดำ




ผู้เขียนยังอยู่ดีนะคะ ไม่ต้องเป็นห่วง
ช่วงนี้รู้สึกหน่วงๆเพราะเป็นช่วงทำวิทยานิพนธ์จบ
ทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายในหัวเลยเกิดการตีกันไปหมด เลยตัดสินใจว่าต้องออกมาเขียนอะไรบางอย่างเพื่อเป็นการระบายตัวเอง (ทั้งๆที่งานเยอะจนล้นหัว)

ในมุมมองของนักวิทยาศาสตร์จริงๆแล้วเมื่อเอาหลุมดำ ดวงอาทิตย์ แรงดึงดูด เส้นขอบฟ้าเหตุการณ์มารวมเป็นบุคคลทั้งสองในเรื่องแล้วมันไร้สาระสิ้นดีเลยค่ะ
ขัดกับหลักธรรมชาติกว่าร้อยปีที่นักฟิสิกส์พยายามอธิบายโดยสิ้นเชิง

หากใครอยากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับ Cosmology มากกว่านี้แนะนำให้ไปหาข้อมูลเพิ่มเติมนะคะ ผู้เขียนไม่ได้มีความรู้เฉพาะทางด้านนี้ เพียงแค่หาข้อมูลเบื้องต้นมาเขียนให้เข้ากับเนื้อเรื่อง
ถ้าผิดพลาดอะไรไปก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

เชื่อว่าจักรวาลในใจของผู้คนทุกคนคงมีหลุมดำสักจุดอยู่แหละค่ะ เพียงแค่จะใหญ่เพียงไหนและปล่อยให้กัดกินเราเองแค่ไหน
เราเป็นหนึ่งคนที่ปล่อยให้หลุมดำในใจกัดกินมานานเกินกว่าจะให้ใครเข้าใจในจักรวาลเบื้องหลังกำแพงเกราะกำบังของเราไปแล้ว

เพราะฉะนั้น ไม่ว่าใครก็ตามที่กำลังรู้สึกเศร้าหมองและโดดเดี่ยวกับหลุมดำของตนเอง อย่ากีดกันดวงอาทิตย์ของคุณออกไปเลยค่ะ หากคุณเจอใครคนนั้นที่ยอมประคับประคองคุณด้วยความเต็มใจ อย่ากั้นกำแพงแล้วผลักเขาให้กระเด็นหลุดหายไปเลย
การก้าวถอยหลังกลับมาอยู่ในกำแพงคนเดียวมันเหงาจริงๆ

ยิ่งทำร้ายคนอื่นโดยไม่รู้ตัวยิ่งกว่าเก่าด้วย เก็บปฏิสัมพันธ์กับจักรวาลรอบข้างของคุณไว้ให้ดีนะคะ ก่อนที่คุณจะเผลอทำตัวเป็นมนุษย์หลุมดำที่ตั้งตนเองเป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาล

ขอบคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้
ให้กำลังใจคุณในฐานะผู้อ่าน
และให้กำลังใจตัวเองในฐานะผู้เขียน
... Happy Thesis ... (โฮรวววววววว)
SHARE
Writer
Moonbear
Writer, Photographer
I write my thoughts and capture your moments.

Comments

Dextiny
1 year ago
😊
Reply
aemoh
1 year ago
เราขอนำไปถ่ายคลิปพูดสุนทรพจน์ส่งครูได้ไหม555 จริงจังนะเนี่ยๆ
Reply
Moonbear
1 year ago
ดูเป็นเรื่องที่ดำมืดมากๆ 5555555 แต่เชิญเลยค่ะ :)
aemoh
1 year ago
เราตัดเอาบางส่วน ขอบคุณนะคะ😊
Lemniscate
1 year ago
ชอบมากเลยค่ะ อ่านแล้วร้องไห้ มันสะเทือนใจในเรื่องของความสัมพันธ์ ที่เราล้วนเคยเป็นทั้งมนุษย์หลุมดำและมนุษย์ดวงอาทิตย์
Reply
Moonbear
1 year ago
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ :)
Lemniscate
1 year ago
ชอบมากเลยค่ะ อ่านแล้วร้องไห้ มันสะเทือนใจในเรื่องของความสัมพันธ์ ที่เราล้วนเคยเป็นทั้งมนุษย์หลุมดำและมนุษย์ดวงอาทิตย์
Reply