ถอดบทเรียน มุมมองครอบครัวจากหนังสือ Harry Potter and the Cursed Child
เพิ่งอ่านหนังสือ Harry Potter and the Cursed Child จบ แล้วรู้สึกว่ามันสะท้อนมุมมองของวัยรุ่นและครอบครัวได้ดี เลยขอมาวิเคราะห์ในมุมของเรา แต่บอกก่อนว่าเราอ่านเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ การทับศัพท์ชื่อต่างๆหรือรูปประโยคอาจจะไม่เหมือนฉบับภาษาไทย

และแน่นอนว่าจะมีการสปอยบางช่วงบางจังหวะ ถ้าใครไม่อยากรู้ก่อนก็ข้ามไปได้จ้าา แต่ถ้าใครอ่านเรื่องเต็มมาแล้ว หรืออยากรู้เรื่องคร่าวๆก็ไปต่อกันเล๊ยยย



1.กรอบ “เด็กดี” ของแต่ละบ้านไม่เหมือนกัน

ถึงแม้ทุกครอบครัวจะบอกว่าไม่หวังอะไรมาก ขอให้ลูกเป็นเด็กดีก็พอ แต่ความจริงแล้ว “เด็กดี” ของแต่ละบ้านกลับไม่เหมือนกัน

อย่างบ้านมัลฟอย เขาพูดเองว่าอยากให้สกอร์เปี้ยส ลูกชายของเขามีความเป็นผู้นำ เดรโกพูดกับแฮร์รี่ตอนที่ลูกของพวกเขาหายไปว่า เขารู้ว่าสกอร์เปี้ยสจะไม่เป็นคนริเริ่มแผนการอะไรแบบนี้แน่ ถึงแม้ว่าเขาจะปลูกฝังให้ลูกทำแบบนั้นมาตลอดก็ตาม

เราจึงเดาได้ว่าเดรโกคาดหวังให้ลูกชายมีความเป็นผู้นำ กล้า บ้าบิ่น

หรืออย่างพ่อของเดรโกเอง ก็คาดหวังให้เดรโกเป็นรัฐมนตรี เดรโกพูดตอนท้ายๆเรื่องว่าเขาไม่เคยอยากเป็นเลย อยากเล่นควิชดิชมากกว่า

ไม่เหมือนบ้านแฮร์รี่ ประโยคเด็ดที่แทบจะเป็น turning point ของเรื่องคือประโยคที่แฮร์รี่พูดกับอัลบัส ลูกชายคนกลางของเขาว่า บางครั้ง ฉันก็หวังว่าเธอจะไม่ใช่ลูกของฉัน

ซึ่งจริงๆสิ่งที่แฮร์รี่หมายถึง ก็แค่อยากให้อัลบัสเป็นเหมือนเจมส์และลิลลี่ แค่นั้นเอง ซึ่งก็คือลูกชายคนโตและลูกสาวคนเล็กของเขา

แม้ว่าเราจะไม่ได้มีข้อมูลมากว่าเจมส์กับลิลลี่มีบุคลิกแบบไหน แต่ที่เราเห็นแน่ๆคือ ทั้งสองคนอยู่กริฟฟินดอร์ และค่อนข้างว่านอนสอนง่าย ตรงข้ามอัลบัสที่ไปอยู่สลิธีริน และเป็นเด็กที่ไม่เชื่อฟังพ่อแม่แบบชัดเจน

ซึ่งเรามองว่าการที่อัลบัสถูกส่งไปอยู่สลิธีริน อาจจะเป็นจุดที่ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองดิ่งลง ถึงแฮร์รี่จะไม่ได้แสดงออกมากว่าไม่พอใจ แต่เขาก็คงไม่ได้ดีใจและเปิดกว้างจริงๆแน่นอน สังเกตได้จากตอนที่อัลบัสบอกว่าเขากลัวจะถูกส่งไปสลิธีริน แฮร์รี่กลับตอบแค่ว่าหมวกคัดสรรจะเห็นแก่ความรู้สึกเราด้วย แทนที่จะตอบว่า ไม่ว่าลูกจะอยู่บ้านไหน ลูกก็เป็นลูกของพ่ออยู่ดี #น่อววว ถ้าตอบแบบนี้อ่ะหล่อเลย แล้วเรื่องวุ่นๆทั้งเรื่องก็อาจจะไม่เกิดเลยก็ได้

ปัญหาของครอบครัวจึงเกิดขึ้น เพราะไม่ว่าพ่อแม่จะรู้ตัวหรือไม่ พ่อแม่จะมีคำจำกัดความของ ”เด็กดี” อยู่ในหัว และคาดหวังให้ลูกเป็นได้ตามนั้น ต่างแค่ว่ากรอบนั้นจะแคบหรือกว้างแค่ไหน แค่นั้นเอง



2.ใช้ชีวิตใต้เงาของพ่อแม่ไม่เคยง่าย

ไม่มีใครเลือกพ่อแม่ได้ และมีเด็กไม่น้อยที่เกิดจากพ่อแม่ที่มีชื่อเสียง หรือแม้แต่มีอาชีพที่เป็นที่นับหน้าถือตาของคนในสังคม อย่างหมอ หรือครู ก็คงจะต้องเจอความกดดันจากคนรอบข้างไม่ต่างกัน

ถ้าเป็นเด็กที่ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นอยู่แล้ว อย่างโรส ลูกของรอนกับเฮอร์ไมโอนี่ ก็คงไม่มีปัญหาอะไร

แต่สำหรับอัลบัสที่ก็เล่นควิชดิชไม่เก่งด้วย แถมยังโดนกดดันตั้งแต่ยังไม่ถึงโรงเรียน ว่าต้องเลือกคบเพื่อนที่จะอยู่กันไปตลอดชีวิตจากการเลือกนั่งโบกี้รถไฟด้วย โดนคัดเลือกไปอยู่สลิธีรีน และก็ดันไปคบกับสกอร์เปี้ยสที่ถูกหาว่าเป็นลูกโวลเดอมอล์อีก ก็คงน่ากดดันและอึดอัดน่าดู

รูปของดัมเบิลดอร์ที่เป็นแค่ความทรงจำ ก็ยังบอกแฮร์รี่ว่า การตั้งชื่อลูกว่า อัลบัส เซเวอร์รัส ซึ่งเป็นชื่อจากครูใหญ่ 2 คนของฮอกวอร์ต ช่างเป็นการใส่ภาระอันหนักอึ้งให้เด็กน้อยที่น่าสงสารคนนี้มากๆ

อัลบัสเองก็แสดงออกชัดมากว่าไม่อยากอยู่ใต้เงาของพ่อ เช่น ไม่อยากยืนใกล้พ่อ ให้เพื่อนเรียกว่าอัลบัส แต่พ่อแม่เรียกอัล (ให้เรียกต่างกับพ่อแม่)

จริงๆวัยรุ่นเป็นวัยที่อยากค้นหาตัวเองอยู่แล้ว แต่การที่มีพ่อแม่ยิ่งใหญ่คับฟ้า ทำให้เขารู้สึกว่าตัวตนเขาเล็กลง หรือแทบไม่มีตัวตนเลย

ทำให้เขายิ่งต้องทำอะไรบางอย่างที่ทำให้เขามีตัวตนขึ้นมา ซึ่งก็มีอยู่สองทางหลักๆคือดีสุดขั้วกับเลวสุดขีด ซึ่งบ่อยครั้ง เราก็ต้องยอมรับว่า การเป็นเด็กดื้อก็ง่ายกว่าเป็นเด็กดีมากจริงๆ

เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผู้ใหญ่ด่าเด็กว่าเรียกร้องความสนใจ ก็คงไม่ผิดนักเพราะเค้าก็อยากได้ความสนใจ ความใส่ใจ และความรักจากพ่อแม่ของพวกเขาจริงๆ ที่จะช่วยส่งเสริมให้เขาค้นหาตัวตนอย่างถูกทิศทาง



3.ความรักบังตา แต่ความรักก็เยียวยา

ประเด็นหลักอีกอย่างของเรื่องนี้ก็คงไม่พ้นคำว่า “ความรักบังตา (Love blinds)” ที่รูปภาพดัมเบิลดอร์บอกแฮร์รี่ ทำให้แฮร์รี่คิดได้ว่าเขาอาจจะรักลูกมากเกินไป ทำให้เขาตัดสินใจ “เอาความรักออกจากตา” และทำสิ่งที่เขาคิดว่าดี สำหรับลูกแทน

และนั่นก็ยิ่งทำให้ทุกอย่างแย่ลง

บ่อยครั้งที่พ่อแม่ก็เป็นแบบนี้ คืออยากให้ลูกเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ บังคับทุกอย่าง หรือพยายามเติมเต็มลูกด้วยสิ่งที่ตัวเองขาด และอ้างว่าทำไปเพราะ “รักลูก”

แฮร์รี่บอกเดรโกหลังจากที่คิดได้ว่า เราสองคนไม่ได้ให้ลูกในสิ่งที่เขาต้องการเลย แต่ให้ในสิ่งเราต้องการ เรามัวแต่วุ่นวายกับการแก้ปมในอดีตของเรา จนลืมสนใจปัจจุบันของลูก

พ่อแม่มักคิดว่านั่นคือความรัก แต่ไม่ใช่เลย มันแค่ความเห็นแก่ตัว

แต่ความรัก ความจริงใจที่แฮร์รี่ให้กับลูกเขาในตอนสุดท้ายของเรื่อง ก็เป็นเครื่องยืนยันว่าความรักที่แท้จริงเยียวยาบาดแผลได้

ความจริงใจของแฮร์รี่ในตอนท้าย ไม่เหมือนความจริงใจในตอนแรก ที่บอกว่าอยากให้อัลบัสเป็นเหมือนเจมส์และลิลลี่ แต่คือความจริงใจที่เห็นว่าอัลบัสมีความเก่งเฉพาะตัว และเขาทำได้ดีที่สุดแล้ว

แถมยังเป็นความจริงใจที่บอกจุดอ่อนของตัวเองด้วย อัลบัส ไม่คิดว่า แฮร์รี่ พอตเตอร์จะกลัวอะไรทั้งนั้น แต่แฮร์รี่ก็บอกความลับว่าจริงๆแล้วเขากลัวนกพิราบ

นั่นทำให้อัลบัสได้สัมผัสถึงตัวตนที่แท้จริงของพ่อของเขาว่าเป็นเพียงคนธรรมดาคนนึง ทำให้รู้สึกว่าพ่อเข้าถึงได้ง่าย ไม่ใช่เป็นเพียงคนดังที่ไม่มีที่ติ

นั่นทำให้เราได้ทบทวนว่า ไม่ว่าเราจะเป็นพ่อแม่หรือลูก หรือจะอยู่ในความสัมพันธ์แบบไหนก็ตาม ความรัก ความจริงใจ เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

และเราจำเป็นต้องแสดงออกอย่างตรงไปตรงมาให้เขารับรู้ด้วย

เพราะไม่ว่าจะมีอุปสรรค ปัญหา เข้ามาในครอบครัวขนาดไหน ความรักจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้เราผ่านทุกเรื่องไปได้

เหมือนเรื่องนี้ Harry Potter and the Cursed Child ที่บอกเรากลายๆว่า เราจะผ่านเรื่องราวที่เลวร้ายทุกรูปแบบได้ด้วยความรัก


SHARE

Comments

originalswag
4 months ago
ปัญหาครอบครัว เหมือนจะเป็นเรื่องเล็กเพราะคนได้รับผลกระทบแค่ในครอบครัว แต่คิดว่ามันเป็นชนวน-จุดเริ่มต้นของหลายๆ ปัญหาสังคม แล้วก็คิดว่าแก้ยากกว่าปัญหาสังคมอีก
Reply
Purify_ier
4 months ago
ใช่เลยค่ะ
Itsora
4 months ago
ใช้ชีวิตใต้เงาพ่อแม่ไม่เคยง่าย เห็นได้ชัดจากในเรื่องนี้เลยค่ะ ;-;
Reply
Purify_ier
4 months ago
เนอะะะะ
toxfu
4 months ago
เรายังไม่ได้อ่านเล่มนี้เลย​ เห็นแบบนี้​ ต้องลองซะแล้ว5555​ ขอบคุณ​นะคะ​
Reply
Purify_ier
4 months ago
ดีเลยค่ะ สนุกๆๆ ^^
Nobita_sung
4 months ago
รูปแบบบทละคร อ่านและเข้าใจยากมั้ยครับ
Reply
Purify_ier
4 months ago
ไม่ยากเลยค่ะ รู้สึกว่าไม่ต่างอะไรกับอ่านนิยายปกติเลย
Nobita_sung
4 months ago
ขอบคุณครับ อ่านรีวิวแล้วอยากหามาอ่านเลยเดี๋ยวจะหามาลองครับ ^^
Purify_ier
4 months ago
ดีใจที่ชอบนะคะ ^^