ที่ผ่านมา เรารออะไรอยู่เหรอ?
วันนี้เป็นวันอาทิตย์ 

แดดยามสายทอดตัวลงมาแอบมองกันทะลุผ่านม่านหน้าต่าง ค่ำคืนที่สุดแสนยาวนานเป็นการพัก
ผ่อนอย่างแท้จริงจากหลายวันที่ผ่านมา

ทั้งลงเกาะใต้ ทั้งขึ้นดอยเหนือ อ่อนล้าไปทุกสัดส่วนของร่างกายและโหยหาเตียงนอนที่คุ้นเคยเป็นที่สุด หลังจากลืมตาตื่นได้ไม่นาน ล้างหน้าแปรงฟันกินข้าวเรียบร้อยดีแล้ว ก็คิดจะจัดการเรื่องต่างๆให้เสร็จเรียบร้อย

เอาล่ะ วันนี้จะซักผ้า

เอากลุ่มเสื้อผ้ากองใหญ่ออกจากกระเป๋าเดินทางใส่ตะกร้า แต่เครื่องซักผ้าในชั้นที่พักมีแค่เครื่องเดียว หลายคร้ังที่แบกตะกร้าไปแล้วมีคิวก่อนหน้า เสียเวลารออีกหลายสิบนาที เลยตัดสินใจเปิดประตูห้องออกไปดูให้แน่ใจก่อนว่าไม่มีใครมาปาดหน้า

 โอเค ทางสะดวก จากนั้นกลับเข้ามาในห้อง คว้าเหรียญสิบบาทสองเหรียญใส่กระเป๋ากางเกงขาสั้นแล้วถือตะกร้าออกจากห้องไป

ปิดประตู ปัง

เครื่องซักผ้าระบบอัตโนมัติคำนวณเวลาให้เสร็จสรรพราวหนึ่งชั่วโมงเศษๆ เดินกลับห้องอย่างสบายใจพลางคิดจะอ่านหนังสือที่ค้างไว้ระหว่างเดินทางต่อให้จบ

แกร๊ก


บิดประตูไม่ได้ว่ะ

อืม... อาจจะหมุนไม่แรงพอ ลองใหม่อีกรอบแล้วกัน

แกร๊ก

โอเค ตอนออกมาเผลอล็อกประตูแน่เลยว่ะ

แล้วมันก็เป็นแบบนั้น แบบที่ลืมกุญแจเอาไว้ในห้อง แบบที่วางมือถือเอาไว้บนเตียง แบบที่ทั้งตัวมีแค่ขวดน้ำยาปรับผ้านุ่มในมือ และเหรียญห้าบาทหนึ่งเหรียญที่ได้เป็นเงินทอนจากร้านอาหารตามสั่งที่กินข้าวเมื่อเช้า ใช่ว่าเหตุการณ์ทำนองนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เมื่อปีที่แล้วก็เคยลืมกุญแจเอาไว้ในห้องตอนรีบออกไปข้างนอก โชคดีที่กลับมาแล้วพบพี่เจ้าของหอพักนั่งอยู่ข้างหน้า เลยขอกุญแจสำรองเปิดกลับไปได้อย่างราบรื่น หวาดระแวงจนเอากุญแจไปปั๊มทำสำรองไว้อีกหนึ่งดอก เก็บไว้ในกระเป๋าสตางค์ และใช่ กระเป๋าใบนั้นก็นอนสนิทอยู่ในห้องเหมือนกันนั่นแหละ


ชั่วโมงแรก

ใจสงบ ไม่ตื่นตระหนก เพราะเคยมีประสบการณ์มาแล้วครั้งหนึ่ง ลงบันไดไปดูข้างล่างว่าพี่เจ้าของหออยู่หรือไม่ แต่ก็ไร้วี่แวว มีก็แต่แม่บ้านกับยามเฝ้าหน้าประตู

กลับขึ้นไปเดินไปเดินมาหน้าเครื่องซักผ้าเรื่อยๆ พลางคิดในใจว่าอีกไม่นานพี่เจ้าของหอคงกลับมาจากธุระ เดินไปและเดินกลับ วนรอบชั้น เกาะหน้าต่างมองลงไปยังบ่อปลาขนาดเล็กที่มีปลาสีส้มว่ายวนอยู่หนึ่งตัว เกาะระเบียงดูบรรยากาศร้านอาหารตามสั่งข้างหอที่ลงไปกินเมื่อเช้า เงยหน้าดูรั้วห้องที่ผู้อาศัยต่างเอาเสื้อผ้ามาซักตากไว้ในวันที่แดดดีเช่นนี้ 

นี่ก็ผ่านมาพักใหญ่แล้ว ลองลงข้างล่างไปดูอีกครั้งแล้วกัน

".............."

ก็ยังไม่มีใคร



ชั่วโมงที่สอง

กลับขึ้นมาอย่างงุ่นง่านเล็กๆ นึกได้ว่าครบชั่วโมงแล้ว ไปเก็บผ้าที่ปั่นเสร็จแล้ววางตะกร้าไว้หน้าห้อง หวังว่าจะได้กลับมาตากผ้าเร็วๆนี้ คิดว่าจะรอต่ออีกหน่อยหนึ่ง ลงไปเดินเล่นเข้าออกประตูหน้าหอ นั่งเล่นที่ขอบปูนหน้าประตูรั้ว จนเดินออกไปใช้เงินห้าบาทที่ติดตัวซื้อเยลลี่รสโคล่ามากินเล่น นึกขึ้นได้ว่ามีเพื่อนร่วมคณะที่อยู่หอเดียวกัน เธอคนนั้นอาจจะให้ที่นั่งเล่นและช่วยคิดแก้ปัญหาด้วยกันได้ เลยขึ้นไปยังชั้นบนสุดของหอพัก

ก๊อกๆ

ไม่มีสุ้มเสียงใดๆเล็ดลอดออกมา เพื่อนอาจจะยังไม่ตื่น

ก๊อกๆๆ


ลองอีกครั้ง ผลลัพธ์ก็ยังเป็นแบบเดิม สรุปได้ว่าไม่มีใครอยู่ในห้อง ความหวังหายไปอีกหนึ่ง
กลับลงมานั่งที่โซฟาตรงประตูทางเข้า เยื้องไปพี่แม่บ้านที่กำลังพูดคุยกับป้าร้านทำผมอย่างออกรสมองมาเป็นระยะ แต่ไม่ได้สนใจ อดทนรอและรอ จนในหัวคิดฟุ้งซ่านจบไปหลายเรื่อง ดูเล็บมือ เกาหน้าขา มองเล็บเท้า สำรวจขอบรองเท้าแตะที่เริ่มมีคราบสกปรก

"........"


"................"


"..............................................."



แม่ง ทนไม่ไหวแล้วเว้ย!


ชั่วโมงที่สาม

การรอคอยที่นานกว่าชั่วโมงและไม่มีมือถือที่สามารถติดต่อหาใครได้ทำให้ความอดทนขาดสะบั้นลง ทนนั่งอยู่เฉยไม่ได้ และคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่าง ทบทวนอยู่ครู่หนึ่งจึงตัดสินใจเดินออกไปโบกวินมอเตอร์ไซค์ออกไปหาเพื่อนสนิทที่อยู่ไม่ไกลนัก นั่งไปทั้งที่ไม่มีเงินติดตัวแม้แต่บาทเดียวและยังไม่ได้คิดว่าจะทำยังไงหากไปถึงแล้วเพื่อนไม่อยู่

ลงถึงปลายทาง โชคดีเพียงหนึ่งเดียวจนถึงตอนนี้คือเจ้าตัวเพิ่งลงมาจากบันไดพอดี สวมกอดกันและทักทายพอเป็นพิธีหลังจากไม่ได้เจอกันหลายสัปดาห์ หลังจากใช้เงินเพื่อนจ่ายค่าวินเสร็จสรรพเลยเล่าสาเหตุของการมาให้ฟัง

 โดนด่าด้วยสายตาอ่านออกมาได้เป็นคำว่า "โง่"
แต่ก็ไม่เป็นไร แค่นี้ก็สบายใจแล้ว
ขอยืมโทรศัพท์เสิร์ชชื่อหอพักเข้าไป กดเบอร์โทรที่ช่องทางติดต่อทันที

"ฮัลโหลค่ะ"

"สวัสดีค่ะ พี่ก้อยใช่มั้ยคะ"

"ใช่ค่ะ"

"คือหนูลืมกุญแจไว้ในห้องค่ะ ไม่ทราบว่าพี่จะกลับประมาณกี่โมงคะ อยากจะขอกุญแจสำรองอะค่ะ"

"อ๋อ แม่บ้านอยู่แถวนั้นรึเปล่าคะ ไปขอจากเค้าเลยก็ได้"

"....."

ฟ้าผ่ากลางหัวมันเป็นแบบนี้เหรอ สามชั่วโมงที่นั่งโง่เง่าอยู่ทั้งที่พี่แม่บ้านเดินผ่านไปมาอยู่ตลอด

"อ่า อยู่ค่ะอยู่ ขอบคุณมากค่ะ"

โดนเพื่อนด่าด้วยสายตาว่า "โง่" เป็นครั้งที่สอง แถมเขกหัวปลิวไปทีหนึ่ง

เรียกวินกลับมาที่หอ พี่แม่บ้านยังนั่งอยู่เยื้องประตูตรงนั้น เขินจัง เข้าไปบอกเลยว่าลืม เมื่อเช้าเขาก็เห็นว่านั่งรอแกร่วอยู่ตั้งนาน เสียฟอร์มแย่ดิวะ เลยทำทีเป็นเดินขึ้นไปบนตึกพักหนึ่งแล้วค่อยลงมา เดินเข้าไปหาพี่แม่บ้านอย่างมั่นใจ พร้อมสีหน้าแจ่มใสน่าเอ็นดู



"ขอโทษนะคะพี่ พอดีหนูลืมกุญแจไว้ในห้องอะค่ะ พี่เอากุญแจสำรองให้หน่อยได้มั้ยคะ"

"ได้ค่ะ อยู่ห้อง28ใช่มั้ย"

"38ค่ะ"

"อ้อ ใช่ๆ เราอยู่ชั้นสามหนิ พอจำได้"

"แหะๆ ค่ะ"

"นี่ใช่ที่มานั่งรออยู่ตั้งแต่เมื่อเช้ารึเปล่า เนี่ยพี่ก้อยเค้าไปต่างจังหวัด มารอเค้าใช่มั้ย"

"เปล่าค่ะ ตอนนั้น มารอเพื่อนเฉยๆค่ะ"





SHARE
Writer
anijja
emotion drinker
อนิจจาน่าเสียดาย ฉันทำชีวิตหายไปครึ่งหนึ่ง ส่วนที่หายนั้นลึกซึ้ง เจือน้ำผึ้งบุหงาลดามาลย์ -- อังคาร กัลยาณพงศ์ :)

Comments

donn
8 months ago
มีเหตุผล มารอเพื่อนนานเลยไปหาเพื่อนซะเลย
Reply
KCstory
7 months ago
ชอบไหวพริบในการตอบจุง 555
Reply