เจ้าหน้าที่รับปรึกษาปัญหาทางโทรศัพท์
อาชีพของฉันคือการเขียนคอลัมน์ลงนิตยสาร อาชีพแปลกประหลาดที่สุดในโลก ครั้งนี้เป็นครั้งที่สามแล้วที่ฉันได้สัมภาษณ์เหล่าผู้คนที่มีอาชีพแปลกประหลาด หญิงสาวคนที่ฉันนัดสัมภาษณ์ล่าสุด เป็นเจ้าของอาชีพที่น่าสนใจ “รับปรึกษาปัญหาทางโทรศัพท์”

ฉันเดินพลางดูนาฬิกาข้อมือพลาง ใกล้ได้เวลานัดแล้ว

สายฝนพรำราวกับไม่เปิดโอกาสให้ฉันได้ต่อขาน เดินต่ออีกนิด ใกล้ถึงจุดนัดหมาย

สถานที่ทำงานของเธอ อาคารเก่าๆ ที่เคยเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงภาพศิลป์ ตอนนี้ได้กลายเป็นห้องสมุดประจำจังหวัดบรรยากาศเก่าทึบทึม ตัวอาคารสีไข่ไก่ขรึมซึมเซาเศร้าหมองไม่ผิดกับสภาพอากาศโดยรอบแม้แต่นิด

เมื่อฉันก้าวเข้าไปในอาคารแห่งนั้น กลิ่นหนังสือเก่าโชยมาต้อนรับ พร้อมๆ กับหญิงสาวที่นั่งรอฉันอยู่บริเวณเคาน์เตอร์ยืม - คืนหนังสือ

บรรณารักษ์จิตรดี – ป้ายชื่อเธอเขียนไว้อย่างนั้น

“ขอโทษนะคะ ที่มาก่อนเวลานัด คุณคงสะดวกนะคะ”

เธอยิ้ม ก่อนตอบว่าไม่มีปัญหา ที่นี่ไม่มีใครมาอยู่แล้ว วันนี้ห้องสมุดไม่มีกิจกรรมอะไรเป็นพิเศษ ไม่มีคนเข้ามายืมหนังสือ ไม่ใช่เพราะสภาพอากาศ แต่เป็นเพราะงานอดิเรกของคนสมัยนี้ ‘ไม่มีหนังสือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตพวกเขาอยู่แล้ว’

สิ่งสำคัญก่อนจะสัมภาษณ์คือการสังเกตลักษณะของคนเรากำลังคุยด้วย ฉันบอกได้แค่ว่าผู้หญิงคนนี้มีกำแพงต่อคนทุกคน เธอดูคล้ายกับเป็นส่วนหนึ่งของอาคารแห่งนี้ ปิดตัวเอง ไม่ก้าวออกไปพบเจอสิ่งใหม่ๆ ในชีวิต ไม่เปลี่ยนแปลงตัวเอง

เธอถูกอาคารหลังนี้กลืนกิน หรือเพราะตัวเธอกันแน่ ที่ทำให้อาคารแห่งนี้มีบรรยากาศแบบนี้

“เริ่มเลยดีกว่านะคะ คุณจิตรดี อยากให้เล่าเกี่ยวกับอาชีพที่คุณเคยทำเมื่อสองปีก่อน ที่คุณเขียนเล่าในบล็อกส่วนตัวเกี่ยวกับอาชีพของคุณ จุดเริ่มต้นที่ทำให้ฉันเดินทางออกต่างจังหวัดมาหาคุณในวันนี้”

เธอยิ้มเหมือนรอยยิ้มปริศนา ยิ้มที่ปาก แต่แววตาไม่ยิ้มเลย

“เมื่อสองปีก่อนฉันมีโอกาสทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รับปรึกษาปัญหาทางโทรศัพท์ค่ะ” เธอนิ่งไปนิด ก่อนเริ่มเรื่อง

“เมื่อสองปีที่แล้ว เป็นช่วงที่ประเทศไทยถึงยุคเฟื่องฟูของเทคโนโลยี แต่ในขณะเดียวกันเทคโนโลยีก็ไม่ได้ทำให้ปัญหาชีวิตน้อยลงเลย โครงการรับปรึกษาปัญหาชีวิตเบื้องต้น เริ่มต้นจากกรณีของการต่อสายโทรศัพท์ไปหา 191 บางครั้งไม่ใช่เหตุด่วน เหตุร้าย แต่เป็นเพราะพวกเขาเหล่านั้น อยากคุยกับใครสักคนต่างหาก คุณน่าจะเคยได้ยินนะคะ เรื่องของคุณยายที่โทรศัพท์ไปหา 191 ทุกวัน จนตำรวจไม่เป็นอันทำงาน ในที่สุดก็ต้องตามไปจนถึงต้นตอของโทรศัพท์นั้น และพบว่าเจ้าของเบอร์โทรศัพท์ที่โทรเข้าไปหาตำรวจ 191 ทุกวันและทั้งวันนั้น คือคุณยายคนหนึ่งเท่านั้นเอง

เธอโทรไปเพราะเหงา และต้องการคุยกับใครสักคนให้ชีวิตไม่ว่างเปล่าจนเกินไปนัก

งานของฉันมีจุดเริ่มต้นจากเรื่องนั้นค่ะ

แต่ละวัน จะมีปัญหาจิปาถะมากมาย เป็นต้นว่า รถขนดินวิ่งผ่านหน้าบ้านเสียงดัง ไม่มีสมาธิทำงาน เด็กนักเรียนที่ถูกเพื่อนทั้งห้องบูลลี่ ปัญหาพ่อแม่ไม่เข้าใจ แต่ถ้าเป็นกรณีหนักๆ เช่นผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ทางเราจะมีการโอนสายต่อไปยัง 1323 เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญรับฟังโดยเฉพาะค่ะ

ฉันทำงานอย่างราบรื่นเป็นระยะเวลาช่วงหนึ่ง แก้ปัญหาจิปาถะ คุยเป็นเพื่อนคนแก่ขี้เหงา หรือบางทีก็รับฟังปัญหาเบาๆ ของคุณแม่บ้านที่ไม่มั่นใจในฝีมือการทำอาหารของตัวเอง เป็นเรื่องน่าตลกเหมือนกันนะคะ ที่ตอนนั้นมีสายโทรศัพท์เข้ามาเยอะพอดูเลย มันบอกอะไรได้หลายอย่างเลยค่ะ เป็นต้นว่า ยิ่งเทคโนโลยีไปไกลมากเท่าไร ยิ่งทำให้คนเราเหงามากขึ้นเท่านั้น ฉันเคยได้รับโทรศัพท์จากหลายๆ คนเลยค่ะ ที่บอกว่าเบื่อการสนทนาด้วยตัวอักษร อยากพูดคุยกับใครสักคนแบบจริงจัง เรื่องอะไรก็ได้ หรือแม้แต่บางสายโทรศัพท์ที่บอกว่า รู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียวบนโลก เพราะเพื่อนสมัยเรียนนัดเจอกันแล้วถ่ายรูปลงโซเชียล โดยที่เขาไม่มีส่วนร่วมด้วย”

“แล้วมีกรณีไหน ที่คุณอยากเล่าเป็นพิเศษ หรือเป็นเรื่องที่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ยังจำได้ไหมคะ”

“จริงๆ ทุกเรื่องราว ทุกช่วงที่ฉันทำงานที่นั่นมีหลายอย่างให้น่าจดจำค่ะ”

เธอนิ่งไปนิด ก่อนพูดต่อ

“แต่มีเรื่องเดียว เป็นเรื่องสุดท้าย จุดพลิกผันที่ทำให้ฉันตัดสินใจลาออกจากงานที่นั่นและย้ายออกต่างจังหวัด”

“หญิงสาวคนนั้นโทรศัพท์เข้ามาในบ่ายวันหนึ่ง วันนั้นเป็นวันที่สายโทรศัพท์เข้ามาน้อยมาก เป็นเรื่องน่าแปลกจริงๆ เธอเล่าว่าเธอเป็นนักแปลอิสระ รับงานจากบริษัท แล้วนำกลับมาทำที่หอพัก ในแต่ละวันได้เจอผู้คนอย่างจำกัด เธอเหงา...

ฉันรับฟังตามอาชีพ โดยปกติแล้ว โทรศัพท์ที่เข้ามา ถ้าไม่เหงาก็มีปัญหา บางครั้งเสียใจ บางครั้งเครียด หาทางออกไม่พบ ความรู้สึกพวกนี้ดูเหมือนเป็นความรู้สึกที่ผลัดกันเกาะจิตใจมนุษย์ทุกคน แล้วแต่ความรู้สึกไหนจะมาเยี่ยมเยือนกันแน่

สุดท้ายฉันได้แต่คุยเป็นเพื่อนกับเธอ ให้เธอเล่าเรื่องราวในชีวิตประจำวันที่ได้เจอ งานที่ได้ทำ ซึ่งเธอก็ขอให้ฉันเล่าอาชีพของฉันให้ฟังบ้าง

ที่นี่ไม่มีกฎระเบียบการเล่าอะไรพวกนี้หรอกค่ะ เพราะเราเหมือนคอลเซ็นเตอร์ “คลายเหงา” การคลายเหงาคืออาชีพของเรา การให้คำปรึกษาในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ คือหน้าที่ของเราอยู่แล้ว

วันนั้นฉันคุยกับเธอราวครึ่งชั่วโมง เป็นเวลาที่ปกติค่ะ สำหรับอาชีพแบบนี้ ยังโชคดีที่เราสามารถโอนสายผู้ป่วยโรคซึมเศร้าไปให้นักจิตวิทยาโดยตรง ถ้าเทียบกันแล้ว ทางนั้นจะมีสายโทรศัพท์เข้ามาเยอะกว่ามาก

หลังจากนั้น เธอโทรเข้ามาบ่อยมาก และบังเอิญที่ได้คุยกับฉันแทบทุกครั้ง เธอบอกกับฉันว่า เธอกดเบอร์จนกว่าจะเจอชื่อของฉัน ปกติการโทรศัพท์เข้ามาที่นี่จะมีการขานชื่อของผู้รับสายก่อน ซึ่งเธอเล่าว่าถ้าไม่ใช่ชื่อของฉัน เธอจะวาง แล้วกดโทรใหม่

เธอบอกเหตุผลแค่ว่า คุยกับคนอื่นก็ไม่เหมือนคุยกับฉันค่ะ

ความสัมพันธ์ของคนที่คุยกันบ่อยๆ จะก้าวหน้าอย่างรวดเร็วก็ไม่แปลก เรามีอะไรหลายๆ อย่างที่คล้ายๆ กัน ระหว่างฉันกับเธอมีบางสิ่งที่ทำให้สนิทกันได้โดยง่าย

ถ้าจะพูดถึงความเหงา ฉันเองก็เหงาไม่แพ้เธอ ฉันมาจากต่างจังหวัด ทำงานคนเดียวในเมืองใหญ่ ไม่มีเพื่อนสนิท ไม่มีคนรัก เลิกงานดึก รอรถเมล์ ซื้อข้าวแกงริมทาง กลับเข้าห้องพัก วนเวียนซ้ำซากเหมือนถูกสาป

การได้คุยกับเธอในช่วงเวลาที่ทำงาน เป็นความสดชื่นอย่างเดียวที่ฉันมี

ตอนนั้นฉันหลงรักเธอเข้าแล้วค่ะ

ตอนที่รู้ตัว ฉันตกใจมากเหมือนกัน ฉันไม่เคยมีพฤติกรรมชอบผู้หญิงด้วยกันมาก่อน แต่กับเธอคนนี้เป็นความรู้สึกที่แปลกออกไป น้ำเสียงของเธอ ลักษณะตอนที่เธอหัวเราะเบาๆ ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนเป็นลมปัดเป่าความเหงาของฉันให้จางหายไป

ในที่สุด เราก็นัดเจอกัน

ร้านที่เรานัดเจอเป็นร้านฟาสต์ฟู้ดที่เปิด 24 ชั่วโมง เวลานั้นใกล้เที่ยงคืนเข้าไปเต็มที เธอนั่งรออยู่ก่อนแล้ว ผมยาวสลวยสยายเต็มแผ่นหลัง ชวนให้จินตนาการว่าเธอเป็นผู้หญิงใบหน้าอย่างไรกันแน่

ฉันเดินเข้าไป แล้วเธอก็หันมา

เป็นผู้หญิงใบหน้าเรียบ แต่มีเสน่ห์ จมูกเล็ก ปากบางเม้มเป็นเส้น ที่โดดเด่นคือเรือนร่างของเธอ เรือนร่างเล็กๆ แต่ดูแข็งแรง ตอนที่เธอลุกขึ้น เธอบอกว่าดีใจที่ได้พบกับคุณจัง

ที่นัดมาวันนี้เพราะอยากเจอคุณจริงๆ และอยากเล่าอะไรหลายอย่างให้ฟังด้วย

แต่ความจริงวันนั้นแทบน็อกฉัน เธอเล่าว่าเธอเป็นภรรยาน้อยของผู้ชายคนหนึ่ง ใช้ชีวิตสุขสบายกับเงินเดือนที่ผู้ชายคนนั้นมอบให้ งานแปลเป็นงานอดิเรก เธอเหงา...เหงาเพราะต้องรอคอยให้ชายคนรักมาเจอแค่ช่วงเวลาที่หลบภรรยาหลวงมาได้เท่านั้น

ความเหงาทำให้เรามาเจอกัน

หลังจากวันนั้น เราติดต่อกันตลอดเวลา เธอคิดกับฉันแบบเพื่อนสนิท ในขณะที่ฉันแอบหลงรักเธออยู่เงียบๆ ในวันหยุดประจำสัปดาห์ของฉัน ฉันมักจะไปที่หอพักของเธอ เราจะเปิดเพลงฟังด้วยกัน เพลงที่เธอชอบ เป็นเพลงยุค 70’s เธอมักจะนอนฟังเพลงที่เธอชอบ จากเครื่องเล่นเทปเก่าๆ เธอมีตลับรวมเพลงเพราะของยุค 70’s เอาไว้หลายตลับด้วยกัน

เธอชอบฟังเพลงของ Beatle และที่ฟังเป็นประจำคือเพลง Yesterday

“ทำไมคุณฟังแต่เพลงเศร้าล่ะ” ฉันถามเธอในวันหนึ่ง วันที่เธอนอนหนุนตักฉัน ผ้าม่านสีขาวลูกไม้พลิ้วไสวตามแรงลม

Yesterday

All my troubles seemed so far away
 
“ก็ชีวิต ไม่มีอะไรให้ยิ้มนักนี่” ดวงตาเธอเหม่อมองเพดานสีขาว “ช่วงนี้แฟนของฉัน ผู้ชายคนนั้นเมาบ่อยมาก พอเมาก็ชอบทำร้ายร่างกาย แต่ทำไงได้ล่ะ ฉันได้เงินจากเขา รักเขา เพราฉะนั้นต้องอดทน เขาบอกกับฉันว่าเขาเครียดจากสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ดี เหล้าช่วยเขาได้”

เธอนิ่ง และฉันไม่กล้าถามอะไรเธอ

เสียงเพลงค่อยๆ แว่วจางไปในสายลม

เพลงใหม่เริ่มต้นขึ้น แต่ใจของเราต่างลอยออกไปไกลห่างตัว

หลังจากวันนั้นที่เธอเล่าเรื่องของคนรักเธอ ฉันก็ไม่มีโอกาสได้เจอกับเธออีกเลย ภาระงานรัดตัวทำให้ไม่มีเวลาไปหาเธอที่หอพักในวันหยุด ไลน์แชทที่เคยคุยกันเป็นประจำก็เริ่มห่างหายออกไป เธอได้แต่บอกว่างานยุ่งกว่าเดิม และไม่เอ่ยปากเรื่องที่เล่าวันนั้นอีก

หลังจากที่เธอห่างหายไปจากแชท ฉันไม่กล้าติดต่อไปหาเธอก่อน ปมที่ฉันแอบรักเธอทำให้ฉันไม่กล้าติดต่อเธอไปมากนัก แล้วในที่สุด ฉันก็ได้เห็นข่าวของเธอ

ข่าวของเธอปรากฏใน Facebook ของสำนักข่าวแห่งหนึ่ง ศพของเธอถูกพบที่ห้องพัก มีร่องรอยการถูกทำร้ายที่ใบหน้าและร่างกาย แต่สาเหตุที่ทำให้เธอเสียชีวิต คือรอยนิ้วมือที่ลำคอของเธอ ผู้ต้องสงสัยคือชายคนรักที่เธอคบมานานสามปี สาเหตุน่าจะเกิดจากการพลั้งมือทำร้าย เพราะเพื่อนข้างห้องบอกว่าได้ยินเสียงทำร้ายร่างกายเป็นประจำ

สภาพศพของเธอ ถูกทิ้งไว้สามวัน เพื่อนข้างห้องติดต่อเจ้าหน้าที่ประจำหอพักให้มาตรวจสอบห้องที่เกิดเหตุ

เธอตายอย่างเดียวดาย ในเมืองหลวงแสนเหงาอันกว้างใหญ่

จากไปพร้อมกับความเหงา

ทันทีที่ฉันเห็นข่าวของเธอ น้ำขมๆ ในลำคอก็พุ่งออกมา ฉันอาเจียนอาหารเย็นที่เพิ่งกินไปจนหมดสิ้น และเริ่มร้องไห้โดยไร้เสียง

หลังจากนั้น ฉันลาออกจากงาน กลับมาอยู่ที่ต่างจังหวัด เป็นบรรณารักษ์ในห้องสมุดที่ตายไปแล้ว”

หญิงสาวตรงหน้าของฉันเล่าเรื่องจบแล้ว บรรยากาศโดยรอบหนักอึ้ง

“แล้วสุดท้าย ตำรวจจับคนร้ายได้ไหมคะ”

เธอส่ายหน้า ยิ้มเศร้าๆ พลิกดูมือสองข้างไปมา

“ผู้ชายคนรักใช้เส้นสายและอิทธิพลให้ตัวเองรอดจากคดี ตำรวจจับแพะชาวพม่าคนหนึ่งมา เรื่องจบที่ตรงนั้น”



“ทุกวันนี้ ฉันมักจะคิดถึงน้ำเสียงของเธอ เสียงหัวเราะเบาๆ ของเธอยามที่เราคุยกัน ลมพัดเย็นๆ เข้ามาทางหน้าต่าง ผ้าม่านลูกไม้สีขาวไหวพลิ้วตามแรงลม เสียงเพลงของเดอะบีทเทิลส์ ช่วงเวลางดงามที่เธอได้สร้างไว้ และเธอได้จากไปแล้ว

ฉันจะคิดถึงเธอทุกวันอาทิตย์ตอนบ่าย และทุกครั้งที่ได้ยินเพลงของเดอะบีทเทิลส์



Yesterday, all my troubles seemed so far away

Now it looks as though they're here to stay

Oh, I believe in yesterday  

ฉันจดรายละเอียดลงบนสมุดโน้ต เขียนเรื่องราวที่ได้สดับ
เมื่อเงยหน้าขึ้นมาพบเธอ หญิงสาวผู้นั้นกำลังร้องไห้โดยไร้เสียง... 
SHARE
Written in this book
อาชีพสุดประหลาด
เรื่องราวและเรื่องเล่าจากหลากหลายอาชีพ ที่มีทั้งรอยยิ้มและน้ำตา

Comments

barehand
7 months ago
ความรักเกิดขึ้นได้ทุกรูปแบบ และความเจ็บปวดจากความรักก็ไม่เลือกช่วงเวลาที่จะเกิดขึ้นเช่นกัน
Reply
niji
7 months ago
จริงค่ะ เรื่องนี้เขียนจากประสบการณ์ตรงที่แอบชอบผู้หญิงค่ะ
July_Moon
7 months ago
เป็นความรู้สึกหน่วง สะดุดตามากกับชื่อเรื่อง คำโปรยตอนต้น ยิ่งอ่านยิ่งเหมือนตัวเองเข้าไปนั่งมองภาพของคนสองคนตรงนั้น 
Reply
niji
7 months ago
ขอบคุณนะคะ
Gorgeoussky
7 months ago
เป็นอาชีพที่น่าสนใจ :)
Reply
niji
7 months ago
น่าจะมีนะคะ
agreatpigeon
7 months ago
ประโยคสุดท้ายทำเอาน้ำตาไหลเลยค่ะ
Reply
niji
7 months ago
ดีใจที่อินนะคะ สำหรับคนเขียนแล้วล่ะก็ ประสบความสำเร็จแล้วค่ะ^_^
WorldNumberO
7 months ago
เศร้าจัง ทำไมต้องจบแบบนี้ 😭😭
Reply