ครบ 1 ปีแห่งการทำงานในระบบบริษัท
1 สิงหาคม 2562 ครบ 1 ปีแห่งการทำงานในระบบบริษัท.... เวลาผ่านไปไวมาก วันนี้จะมาเล่าชีวิตตลอด 1 ปีที่ผ่านมา เรื่องราวของคนที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ (ยังไม่รีบ 5555)



อยากเล่า อยากระบาย...ถ่ายทอด...ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณครอบครัว พี่ เพื่อน ที่ช่วยเหลือ เกื้อกูล ผมมาโดยตลอด บุญคุณครั้งนี้จะสัญญาว่าจะชำระให้สาสม อิอิ



เออ! ต้องบอกไว้ก่อนด้วยว่า ก่อนมาทำงานทะเลาะกับแม่หนักมาก เรื่องไม่สอบ ก.พ. ด่ากันบ้านแตก เราเข้าใจความหวังดี แต่ ชีวิตนี้รู้ตัวเองดีว่าเราไม่เหมาะกับระบบราชการ ให้ตายก็ไม่เป็น ประโยคที่ทำให้ปรี๊ดแตกเลยคือ มีแต่ไอ้พวกโง่ที่ไม่ไปสอบราชการ......(ตอนนั้นได้งานแล้ว) พอสิ้นเดือน ก.ค.ก็ เดินทางจากชัยนาทมากรุงเทพฯ กระเป๋า 2 ใบ เงินก้อนหนึ่ง....



ก่อนจะเริ่มงานเราเอาเงินนี่แหละไปซื้อโน้ตบุ๊คสำหรับทำงานและเล่นเกมส์ ซึ่งคำนวนแล้วหากไปอยู่หอแพง ๆ ไม่มีตังค์แดกข้าวแน่ ๆ เลย จำใจมาเช่าหอพักชาวบ้าน เดือนละ 1900บาท มัดจำ 1500 (ดูในรูป ความจริงน่าจะเรียก แฟลต 2 ชั้น 5555) คิดดูนะชีวิตคนที่ติดสบาย นอนแอร์มาตั้งแต่เด็กจนเรียนจบมหาวิทยาลัย ต้องมาอาศัยในแฟลต 2 ชั้น ไม่มีแอร์ ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ เราคำนวณเงินแล้วซื้อพัดลมหนึ่งตัว 800 กว่าบาท กับ เบาะปูนอนกับพื้น 199 บาท หมอนอีกใบมานอน....คืนแรกที่นอนคือ พีคสัส ๆ ข้างห้องเอากันแรงมาก (ไม่ชินเสียง) แต่ทำไงได้วะ ก็ต้องทนดิ ศรัทธาว่าชีวิตจะต้องดีขึ้น เมื่อมันดีค่อยย้ายห้อง



เรามาทำงานในตำแหน่ง Creative ช่วงยังไม่ผ่านโปร ก็คือเงินเดือนเด็กจบใหม่แหละ ไม่ถึง 2 หมื่น เงินแต่ละเดือนหมดไปกับการคืนหนี้ที่ยืมพี่ ยืมเพื่อนมา...เหนื่อย เหนื่อยชิบหายเลย หนึ่งในความพีคของชีวิตคือ การไปสมัครขี่ Grab Bike...เดือนนั้นเป็นเดือนตุลาเงินจะแดกห่า แทบไม่มีเพราะพยายามเคลียร์หนี้เพื่อน เลยลองไปสมัคร พีคยิ่งกว่างานแรกของการขี่ Grab bike คือ ส่งของจาก ซีค่อนบางแค ไป แฟชั่นไอน์แลนด์ (เกือบ 50 กิโล) ได้มา 485 บาท น้ำตาไหลเลย.......จากนั้นปฏิญาณจะไม่ไปแฟชั่นไอน์แลนด์อีก...อาทิตย์ต่อมาวันเสาร์ไปขับรถจ็อบขึ้นรับของที่เดอะ มอลบางแค...ไปส่งที่ เดอะ พรอมมานาด ก็เออ คงไม่ไกล พอดูวงเล็บ (ข้างแฟชั่น ไอน์แลนด์) อิเหี้ย!!!



แต่นั่นแหละ ขี่ Grab ได้เกือบเดือนก็เลิก เพราะไม่คุ้มกับความเหนื่อยที่เลิกงาน 6 โมงเย็นแล้วไปขี่หาเงินถึง 5 ทุ่ม ร่างพัง จำได้เลยมันเหนื่อยมาก..เหนื่อย..น้ำตามันไหลเอง ตอนขี่ข้ามสะพานตากสินกลับมาบางหว้า..คิดนะว่าทำไมชีวิตกูที่แสนสบายต้องมาทำอะไรแบบนี้ด้วยวะ...ลาออกกลับบ้านแม่ง!!.......โชคดี สิ้นเดือนนั้นผ่านโปรอิ อิ พอผ่านปุ๊บ ชีวิตก็ดีขึ้น ได้รับงานเสริมเล็ก ๆ น้อย ๆ จากพี่ที่รู้จักเริ่มมีตังค์ แล้วในที่สุด สิ้นเดือน พฤศจิกายน เป็นเดือนแรกที่โอนเงินให้ที่บ้าน มันดีใจจริง ๆ นะ เหมือนเออ กูได้ก้าวไปอีกขั้นหนึ่งของการเติบโตแล้ว กูเริ่มยืนบนส้นตีนตัวเองได้แล้วจริง ๆ



แล้ว หลังจากปีใหม่บริษัทปรับเงินเดือนให้อีก ชีวิตก็ดี๊ดี งานนอกถาโถมเข้ามา เฮียให้ไปช่วยงานที่สมาคมการค้าจีน(แต่ ไม่มีใครในสมาคมเชื่อว่ากูเป็นคนจีนเลย) กลับมาทำเพจส่วนตัว รับงานพิธีกร วิทยากรสายฮา ชีวิตเริ่มดีขึ้น จากเดือนละไม่ถึง สองหมื่น ตอนนั้นเกือบสาม ถ้าขยันเพจงานสามอัพ ...ดีขึ้นจนถึงเดือนเมษาทนอากาศร้อนไม่ไหว เลยตัดสินใจย้ายไปหอพักใหม่ที่ติดแอร์ คือหอปัจจุบันนี่แหละ



อีกความโชคดีคือเรามีครูที่ดี คอยเตือนสติสั่งสอน ว่า เริ่มต้นวัยทำงาน มันต้องเหนื่อย ต้องไถนาตอนเที่ยงให้ได้ เรียนรู้อะไรได้ให้รีบเรียน อย่ารีบสโลว์ไลฟ์ อย่าหยุดกระหายที่จะเติบโต และ ที่สำคัญ ‘อย่าเป็นหนี้ เพื่ออวดใคร’ เสื้อผ้าที่มีแทบไม่ได้ซื้อใหม่จะมีเพียงชุดทางการที่ใส่เวลาไปพบลูกค้า เงินในแต่ละเดือนผมส่วนใหญ่หมดไปกับ...ชาบู และ ปิ้งย่าง



เป็นหนึ่งปีที่หลากรส ครบทุกอารมณ์....ซึ่งไม่รู้ว่าเรื่องราวที่เล่าสู่กันฟัง จะเป็นประโยชน์หรือเป็นโทษแก่ผู้อ่าน เพราะตัวเรายังไม่มีความสำเร็จใด มาเล่าอย่างภาคภูมิ ไม่มีประสบการณ์เชิงประจักษ มีแต่ประสบการณ์ง่อย ๆ ที่อยากนำมาแชร์ให้ฟังกันเฉย ๆ ว่า เออ ในช่วงชีวิตเรามันก็มีช่วงเวลาที่ลำบาก ยากเข็ญ เหนื่อยไม่เหลือตังค์สักบาท ต้องดิ้นรน แต่ให้มึงเชื่อไว้ว่า หลังฟ้าฝน ยังมีเมฆหม่น หลังเมฆหม่น แม่งก็มีเมฆฝน เมฆห่า เมฆเหวอะไรอีกเยอะแยะ มึงจะเจอกระทั่งเมฆสายฟ้า แต่สุดท้ายต้องมีสักวัน สักวันแหละมึง ที่ฟ้ากลับมาสดใส....



ส่วนความสำเร็จในชีวิตที่ตั้งไว้....เก็บเงิน ขยายเพจ ต่อปริญญาโท...รวย....ยังไม่สำเร็จ 100% สักอย่าง แต่อย่างน้อยก็ได้เริ่มต้นมันไปบ้างแล้ว ไม่รู้ว่าข้างหน้าจะเป็นยังไง ชีวิตก็ต้องสู้ต่อไปละครับจังหวะนี้ อย่างน้อยก็หลับฝันดี เพราะมีความฝัน



-------เรื่องราวชีวิตการทำงาน1ปี ที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ(ยังไม่รีบ)--------
SHARE
Writer
AngryBear
AngryBear
แค่อยากระบาย ถวายหยาดน้ำตา แด่ ภาพมายาที่เกิดขึ้นจริง

Comments