Flim: Babel (2006) เมื่อภายใต้ความแตกต่างคือความเป็นมนุษย์


บาเบล (Babel) เป็นภาพยนตร์ที่ฉายในปี 2006 ภายใต้ฝีมือกำกับของ Alejandro González Iñárritu ผู้กำกับชาวสเปน โดยนำคติของหอคอยบาเบลมาใช้อธิบายแก่นเรื่องได้อย่างน่าสนใจ หอคอยบาเบลเป็นสถานที่ที่ปรากฏในคัมภีร์ปฐมกาลของคริสต์ศาสนา เป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจของลูกหลานโนอาห์ที่สามารถรอดพ้นอุทกภัยครั้งใหญ่มาได้ โดยเริ่มแรกนั้น มนุษย์มีความรักความสามัคคีต่อกัน พูดด้วยภาษาสำเนียงเดียวกัน แต่แล้วความภาคภูมิใจกลับแปรเป็นความหยิ่งผยอง มนุษย์เริ่มท้าทายพระผู้เป็นเจ้าด้วยการสร้างหอคอยบาเบลให้สูงเทียมสวรรค์ ด้วยเหตุนี้พระผู้เป็นเจ้าจึงทรงพิโรธและดลบันดาลให้มนุษย์พูดกันคนละภาษา ทำให้มนุษย์สื่อสารกันไม่รู้เรื่อง และหอคอยบาเบลอันสูงเทียมเวหาก็สร้างไม่สำเร็จในที่สุด

 จากชื่อสถานที่ในพระคัมภีร์ ตัวภาพยนตร์ได้นำเรื่องราวของหอคอยบาเบลมาอธิบายแก่นเรื่องได้อย่างน่าสนใจ โดยบอกเล่าเรื่องราวผ่านตัวละครใน 4 ประเทศ ได้แก่ ประเทศโมร็อกโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศเม็กซิกัน และประเทศญี่ปุ่น ซึ่งทั้ง 4 ประเทศนี้ล้วนมีความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา และสังคมวัฒนธรรมกันอย่างสิ้นเชิง แต่กลับโยงใยเข้าด้วยกันอย่างคาดไม่ถึง

เรื่องราวกล่าวถึงริชาร์ดและซูซาน สามีภรรยาชาวอเมริกันที่มาท่องเที่ยวในประเทศโมร็อกโก ทั้งคู่กำลังระหองระแหง และทิ้งลูกทั้งสองไว้กับเอมิเลีย พี่เลี้ยงหญิงชาวเม็กซิกัน แต่ในขณะที่ทั้งคู่กำลังโดยสารบนรถทัวร์ร่วมกับคณะท่องเที่ยวเชื้อชาติเดียวกัน ซูซานก็ถูกยิงบาดเจ็บด้วยอาวุธปืนของสองพี่น้องที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านกลางทะเลทราย ทำให้รถทัวร์ต้องมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านกลางทะเลทรายที่ใกล้ที่สุด เพื่อปฐมพยาบาลและรอรับความช่วยเหลือจากสถานทูต

ในอีกด้านหนึ่ง เอมิเลีย พี่เลี้ยงหญิงชาวเม็กซิกันที่ดูแลลูกๆ ให้ริชาร์กับซูซานที่สหรัฐอเมริกานั้น เธอมีเหตุให้ต้องเดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อไปร่วมงานแต่งงานของลูกชาย เมื่อไม่สามารถฝากเด็กๆ ไว้กับใครได้ เธอจึงต้องพาเด็กทั้งสองเดินทางไปกับเธอด้วย แม้เด็กๆ จะต้องเผชิญกับความแตกต่างกันอย่างสุดกู่ระหว่างความเป็นอเมริกันที่เป็นระเบียบเข้มงวดกับความเป็นเม็กซิกันที่พลุกพล่านเปี่ยมไปด้วยอิสรเสรี ประกอบกับที่คนในครอบครัวปลูกฝังความคิดว่า ประเทศเม็กซิกันเป็นประเทศที่อันตรายและป่าเถื่อน แต่ด้วยความเยาว์วัย ไม่นานเด็กๆ ก็สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้และเล่นไปกับเพื่อนชาวเม็กซิกันอย่างสนิทใจ ทว่าขณะเดินทางกลับ เอมิเลียกับเด็กอเมริกันทั้งสองกลับถูกทิ้งไว้กลางทาง เอมิเลียจำเป็นต้องทิ้งเด็กๆ ไว้ตามลำพัง ส่วนตัวเธอนั้นเดินออกไปขอความช่วยเหลือ ทว่าด้วยภาษาที่แตกต่างกัน ทำให้เธอไม่สามารถสื่อสารกับเจ้าหน้าที่รัฐของสหรัฐฯ ได้ เธอถูกกล่าวหาว่า ลักพาตัวเด็ก และถูกเกลี้ยกล่อมแกมบังคับให้ยินยอมการเนรเทศกลับมาตุภูมิ

ทางด้านริชาร์fกับซูซานนั้น ตำรวจชาวโมร็อกโกได้พยายามตามหาผู้ทำร้ายนักท่องเที่ยวชาวอเมริกันอย่างสุดความสามารถ จนท้ายที่สุดก็สามารถสาวถึงตัวการได้ และสืบไปถึงเจ้าของปืนที่แท้จริงคือ นักล่าสัตว์ชาวญี่ปุ่น วาซูจิโร่ วาตายะ ผู้มีลูกสาวเป็นผู้พิการทางการได้ยินนามว่า จิเอโกะ

จิเอโกะ เป็นเด็กสาวชาวญี่ปุ่นที่สูญเสียแม่ไป ทั้งความสูญเสียแม่ ความพิการ และความห่างเหินกับพ่อ ทำให้เธอพยายามแสวงหาการยอมรับอยู่ตลอดเวลา อยากเป็นที่ต้องการของผู้อื่น อยากเป็นที่รักของใครสักคน จนบางครั้งก็นำไปสู่การกระทำอันเกินขอบเขต

ในช่วงแรก ภาพยนตร์ได้พยายามฉายให้เห็นถึงภาพลักษณ์ของแต่ละประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภูมิประเทศอันแห้งแล้ง ผู้คนส่วนใหญ่ที่ยังคงดำรงชีพด้วยการทำปศุสัตว์ แต่งกายปอนๆ ทรัพยากรธรรมชาติมีอยู่อย่างจำกัด สนทนากันด้วยภาษาอาหรับของประเทศโมร็อกโก ประเทศสหรัฐอเมริกาที่แม้จะมีการฉายภาพลักษณ์อยู่น้อยนิดด้วยเป็นที่คุ้นตาอยู่แล้ว ตัวเรื่องจึงเน้นไปยังครอบครัวอเมริกันที่ต้องไปท่องเที่ยวในวัฒนธรรมต่างถิ่น โดยซูซานนั้นเป็นตัวแทนของความเป็นอเมริกันที่เป็นระเบียบและมองว่าชนชาติอื่นว่า ด้อยกว่าตนเสมอ ในขณะที่ประเทศเม็กซิกันนั้นถูกมองว่าเป็นประเทศที่ร้อนแล้ง ผู้คนดูยากจน อุดมไปด้วยความพลุกพล่านวุ่นวายและความป่าเถื่อน ข้ามไปยังซีกโลกตะวันออก ญี่ปุ่นถูกแสดงเป็นประเทศที่เศรษฐกิจกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ตึกสูงระฟ้าขึ้นอยู่เบียดเสียด ท่ามกลางสังคมการทำงานอันคร่ำเคร่งและเข้มงวดของญี่ปุ่น กระแสวัฒนธรรมวัยรุ่นกลับก่อตัวขึ้นเป็นพื้นที่เล็กๆ ในการแสดงออกตัวตนและพยายามขบถต่อกระแสนิยมหลัก

ภาพยนตร์เรื่อง “บาเบล” นำภาพลักษณ์ของแต่ละประเทศออกมาเล่นได้เป็นอย่างดี และสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างทางสังคมวัฒนธรรม เชื้อชาติ และภาษาอันเสมือนกำแพงสูงที่ทำให้มนุษย์เป็นคนแปลกหน้าแปลกต่างซึ่งกันและกัน ไม่เพียงนำเสนอเฉพาะมุมมองความแตกต่างทางสังคมวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ตัวภาพยนตร์เล่นไปถึงประเด็นเรื่องความพิการที่ทำให้บุคคลหนึ่งกลายเป็นแกะดำของสังคม โดยสื่อผ่านตัวละครจิเอโกะ เด็กสาวชาวญี่ปุ่นที่กลายเป็นคนผิดแปลกในประเทศของตนเอง เล่าผ่านฉากที่มีเด็กหนุ่มวัยรุ่นคนหนึ่งพยายามมาจีบเธอ แต่เมื่อพบว่า เธอเป็นผู้พิการทางการได้ยินก็รีบผละออกไป พร้อมมองเธอราวกับตัวประหลาด จนจิเอโกะตอบโต้ด้วยการเปิดเผยเครื่องเพศของเธอ เพื่อตอกย้ำถึงความเป็นมนุษย์และความเป็นสตรีในตัวเธอที่มีไม่ต่างจากคนทั่วไป

การไม่เข้าใจกันนำไปสู่อคติทางชาติพันธุ์ ซึ่งภายหลังเหตุการณ์ที่ซูซานถูกยิงก็มีการนำเสนอข่าวออกไปอย่างรวดเร็วว่าเป็นฝีมือของผู้ก่อการร้ายและเมื่อมีการกระจายข่าวสารผ่านสื่อโทรทัศน์ จึงยิ่งเป็นการปลูกฝังภาพลักษณ์ว่า ชาวอาหรับเป็นผู้ก่อการร้าย โดยยังไม่มีการตรวจสอบเหตุการณ์ใดๆ หรือการที่เอมิเลีย พี่เลี้ยงชาวเม็กซิกันถูกเจ้าหน้าที่รัฐของทางการสหรัฐฯ กล่าวหาว่า เป็นผู้ลักพาตัวเด็กข้ามพรมแดน ทั้งที่เธอเป็นเพียงผู้เคราะห์ร้าย มีสิทธิต่อสู้ในชั้นศาล และเข้ามาทำงานในสหรัฐอเมริกาอย่างถูกกฎหมาย

ขณะที่ชาวอเมริกันมองคนเหล่านี้ว่าเป็นผู้ก่อการร้ายเป็นกลุ่มคนที่อันตราย แต่ภาพยนตร์ก็ได้ตอบโต้อคติทางชาติพันธุ์ของชาวอเมริกันในตอนที่ซูซานถูกยิงและเป็นผลให้คณะท่องเที่ยวต้องหยุดชะงัก ระหว่างรอความช่วยเหลือ ขณะที่ชาวพื้นเมืองที่ชาวอเมริกันมองว่าเป็นกลุ่มคนโหดร้ายป่าเถื่อนกำลังหาทางช่วยเหลือซูซานอย่างสุดความสามารถ แต่ชาวอเมริกันด้วยกันกลับเพิกเฉย นั่งรออยู่ในรถ และคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าจะมีน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อเพื่อนร่วมชาติ
 
ในวินาทีเฉียดตายของซูซาน ความเป็นอเมริกันอันเข้มข้นของเธอค่อยๆ มลายลง เมื่อต้องเผชิญกับความเป็นความตายของชีวิต ต้องได้รับการปฐมพยาบาลอย่างตามมีตามเกิดด้วยฝีมือของสัตวแพทย์ที่แต่งตัวปอนๆ หาใช่แพทย์เฉพาะทาง ไม่มีการฆ่าเชื้อหรือบรรเทาความเจ็บปวดใดๆ ตอนนั้นเองที่หญิงชราชาวโมร็อกโกได้ยื่นยาสูบแก่ซูซานเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดให้เธอ แววตาอารีของหญิงชราทำให้ซูซานสลายกำแพงอคติของตนลง ในส่วนของเธอกับสามีนั้น ช่วงเวลาอันเลวร้ายก่อให้เกิดความรักความเข้าใจ ความขุ่นข้องหมองใจค่อยๆ หายไป พวกเขาคุยกันอย่างเปิดใจและรู้ว่าสิ่งสำคัญของพวกเขาคือชีวิตและครอบครัว ไม่ใช่อคติที่ตนกำลังแบกไว้บนบ่า

ในท้ายที่สุด ริชาร์ดและซูซานก็ได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที แม้อาการของซูซานจะไม่ค่อยดีนัก แต่ริชาร์ดก็จำเป็นต้องโทรศัพท์บอกลูกๆ ว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี ส่วนมัคคุเทศก์หนุ่มชาวโมร็อกโกที่ให้ความช่วยเหลือริชาร์ดกับซูซานอย่างเต็มที่นั้น แม้ริชาร์ดจะเสนอเงินจำนวนหนึ่งให้ แต่มัคคุเทศก์หนุ่มกลับปัดปฏิเสธ ทำให้ริชาร์ดซาบซึ้งในน้ำใจของมัคคุเทศก์หนุ่มชาวต่างชาติที่ไม่ได้มั่งมีอะไรนัก แต่กลับมีน้ำใจอย่างเปี่ยมล้น
 
ขณะอีกฟากโลก แม้จิเอโกะจะพยายามสื่อสารอย่างหนักเพื่อทดแทนปมด้อยของตนเองผ่านการเขียน การอ่านปากผู้พูด รวมถึงการใช้ภาษามือ กระนั้นท้ายที่สุดแล้ว ปมของเธอกลับถูกคลี่คลายด้วยการเปิดอกเปิดใจระหว่างเธอกับพ่อ คำตอบได้ถูกแสดงผ่านฉากที่จิเอโกะเปลือยกายอยู่ตรงระเบียงที่พักเสมือนการปลดเปลื้องสิ่งห่อหุ้มในจิตใจก่อนเข้าสวมกอดพ่อ ทั้งสองปลอบประโลมจิตใจกันผ่านภาษากาย โดยไม่ต้องมีคำพูดใดๆ

แม้ตัวภาพยนตร์จะเปิดเรื่องด้วยการเสนอภาพลักษณ์ของแต่ละประเทศที่มีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่ขณะเดียวกันก็พยายามเสนอมิติของความเป็นมนุษย์ เมื่อปลดเปลื้องอัตลักษณ์และความแตกต่างลงแล้ว สิ่งที่คงเหลือก็คือความเป็นมนุษย์เท่านั้น ทั้งที่ริชารด์กับลูกๆ สนทนาภาษาเดียวกัน แต่ริชาร์ดกลับไม่สามารถบอกความจริงแก่ลูกๆ ได้ ทั้งที่ริชาร์ดกับซูซานสนทนาภาษาเดียวกัน แต่กลับไม่เข้าใจกัน
 
นี่คือสิ่งที่ภาพยนตร์พยายามจะบอกเรา ยิ่งในยุคโลกาภิวัตน์ที่ผู้คนมีการเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดน การสื่อสารคมนาคมกระทำได้อย่างสะดวกรวดเร็ว สิ่งเหล่านี้ได้เป็นตัวทลายเส้นกั้นพรมแดนออก ตัวละครแต่ละตัวแม้จะต่างที่ต่างเวลา ทว่าพวกเขากลับสร้างผลกระทบซึ่งกันและกันอย่างคาดไม่ถึง โยงใยเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว ท้ายที่สุดพรมแดน ภาษา หรือสังคมวัฒนธรรมก็ล้วนเป็นเพียงสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นเท่านั้น 
เพราะภายใต้เปลือกแห่งความแตกต่าง แท้จริงแล้วคือความเป็นมนุษย์
 


SHARE
Writer
set-weret
Writer, Tourist
I am just a little girl who interested in history, culture, and storytelling and just want to tell through the words.

Comments