ทั้งโลกมีแค่เรา 'ตัวคนเดียว'
    ทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใดก็ตาม เชื่อเถอะ ว่าไม่มีใครอยากโดน " มองข้าม " หรอก
เราก็เช่นกัน...
ไม่มีใครอยากโดนมองข้าม ทุกคนมีความรู้สึก   ตั้งแต่จำความได้ ชีวิตตั้งแต่ประถม จนถึง มหาลัย ด้วยความที่เราเคยโดนบุลลี่มากตั้งแต่เด็ก เลยส่งผลให้เป็นบุคลิกในตอนนี้ นั่นคือ ไม่ค่อยพูด ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ไม่กล้าแสดงออก จึงทำให้หลายๆคน มองข้ามเราไปเนื่องจากเราไม่มีจุดให้น่าสนใจเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ

   ย้อนกลับไปสมัยประถมต้น... ตอนนั้นบ้านเราจนมากๆ พ่อทำงานนคนเดียวเพราะแม่มีโรคประจำตัว ต้องเก็บขวดต่างๆมาขาย เพื่อเอาเงินมาเสริมช่วยพ่อ ในตอนนั้น ในห้องเรียนก็มักจะอยู่กันเป็นกลุ่มและจะมีหัวโจกประจำกลุ่ม วันนั้นกระเป๋าของหัวโจกคนนี้ซิบแตก และบอกทุกคนว่าเราเป็นคนทำ จนถึงตอนนี้เราก็ยังไม่รู้เลยว่าทำไมเพื่อนคนนั้นถึงบอกว่าเราเป็นคนทำ ด้วยความเด็ก เราเครียดมาก บ้านก็จนแล้วต้องมารับผิดชอบในสิ่งที่ไม่ได้ทำ... แต่พอเรารับผิดชอบแล้ว หัวโจกนั่นกลับสั่งให้คนในห้องไม่ให้ยุ่งกับเรา เอาจริงๆในความรู้สึกตอนนั้น มันแย่มาก ทรมานมาก ไม่มีเพื่อนคุย ไม่มีเพื่อนเล่น ไม่มีใครนั่งกินข้าวด้วย มันฝังใจมากๆ และเราก็อยู่แบบนั้นจนจบ ป.3 เราก็ต้องย้ายโรงเรียน เพราะย้ายบ้าน ก็ถือว่าไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ สภาพครอบครัวก็ดีขึ้น...
เริ่มต้นชีวิตใหม่ (?)

   แต่ชีวิตแย่ๆกลับมาอีกครั้ง... ในตอนที่เราอยู่ ม.ต้น เราสอบติดโรงเรยนประจำจังหวัด เรามีเพื่อนอยู่เป็นกลุ่มๆอีกเหมือนเดิม เราสนิทกับคนที่เป็นหัวโจกกลุ่ม ในตอนนั้นเพิ่งจะมีไอโฟนออกมา พ่อเลยซื้อให้เป็นของขวัญเราที่สอบเข้าห้องเรียนดีได้ และบังเอิญเราไปซื้อชนกับเพื่อนสนิทเราพอดี ซึ่งมันเป็นอะไรที่รู้สึกดีมากที่เราและเพื่อนสนิทใช้เหมือนกัน แต่มันก็แค่ความรู้สึกเราไงที่ดี...  ตอนนั้น ม.2 มีเพื่อนเข้ามาใหม่ ซึ่งเป็นเด็กที่เรียนเก่งมากๆ และมาจากโรงเรียนดังแห่งหนึ่งในประเทศนี่แหละ ย้ายมาเพราะครอบครัวย้ายที่ทำงาน เพื่อนคนนั้นเลยเข้ามาอยู่กลุ่มเราซึ่งมันเหมือนจะไปได้ดี แต่ไม่เลย วันนั้นมีการบ้านวิชาวิทยาศาสตร์ ทุกคนในกลุ่มขอเด็กใหม่ลอกการบ้านแต่เด็กใหม่ไม่ให้ลอก เพราะควรทำด้วยตัวเอง หัวโจกเลยถามเราว่าเราทำเสร็จรึยังจะขอลอก ซึ่งเราทำเสร็จตั้งแต่ในชั่วโมงไปแล้ว ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ทุกคนในห้องไม่คุยกับเราและเด็กใหม่อีกเลย
   เราสองคนได้ยินคำด่า คำว่าต่างๆนาๆ เช่น บ้านเล็กนิดเดียวยังอวดรวยอีก พวกชอบเพศเดียวกันน่ารังเกียจ ฯลฯ บางคนก็เข้ามาคุยด้วยแต่ก็เข้ามาคุยเพราะจะเอาไปด่า ไปนินทาให้คนอื่นๆฟังต่อ อยู่แบบนั้นจนจบ ม.ต้น ต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันไป รวมถึงเราและเด็กใหม่นั่นด้วย จนมา ม.ปลาย ถึงเรากับเด็กหม่จะย้ายไปอยู่คนละโรงเรียนแต่เราก็ติดต่อหากันตลอดและเราก็ได้อยู่ห้องเดียวกันกับคนที่เคยนินทาเรา แล้วเค้าก็มาสารภาพว่า ตอนนั้นที่ทำไปแบบนั้นเพราะหัวโจกสั่งให้ทำ เลยทำเพราะกลัวโดนแบนและทำเพื่อให้เป็นที่ยอมรับของคนหมู่มาก ซึ่งเรารู้สึกว่า "ช่างมันเถอะ มันผ่านมาแล้ว"

   จนถึงช่วงจะจบ ม.ปลาย ช่วงที่ทุกๆคนหาที่เรียนกัน ซึ่งเราติดมหาลัยตั้งแต่รอบโควต้าไปแล้วนั่นถือว่าเป็นเรื่องดี และเด็กใหม่ตอน ม.ต้น คนนั้นสอบติดแพทย์ ม. รัฐบาลแห่งหนึ่ง แต่ในความโชคดีก็มีความโชคร้ายนั่นคือ เค้าเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิต ... ทุกวันนี้เรายังคิดถึงเค้า และทำบุญให้เค้าอยู่เสมอ

   ผ่านช่วงเวลาพวกนั้นมา จนเราเข้ามหาลัย เจอสังคมใหม่ๆ การใช้ชีวิตแบบใหม่ ต้องย้ายเข้าหออยู่คนเดียวไกลจากครอบครัว ชีวิตดีมากๆจนรู้สึกว่า อืมมม... นี่และสังคมที่ต้องการ เพื่อนดีๆ ชีวิตดีๆ
ชีวิตดี    แล้วจริงๆหรอ

   แต่... มันไม่ใช่แบบนั้น คนเรายิ่งโตความคิดยิ่งเปลี่ยน จากคนที่เราคิดว่าเค้าดี เค้าไว้ใจได้ มันไม่ใช่เลย หักหลังกัน นินทากันลับหลัง เราไม่ชอบเที่ยวกลางคืนเลยไม่ไปด้วย อุปทานหมู่กันไปเรื่อย ใครทำอะไรไม่ถูกใจคนๆนี้ก็พากันอุปทานหมู่เกลียด อุปทานหมู่ไม่ชอบไปด้วย ทั้งที่คนๆนั้นเค้าไม่ได้ทำอะไรเลย มันคือความไม่ชอบของใครสักคนเท่านั้น ... ใช่ เราคือหนึ่งในนั้นที่โดนแบบนี้ ตอนนี้คือการไม่เหลือใครจริงๆ เพื่อนอีกคนที่อยู่คนละกลุ่มก็โดนคล้ายๆกับเรา ซึ่งมันรู้สึกแย่นะ มองแต่ว่าตัวเองต้องการใครเป็นยังไง ถ้าใครไม่เป็นแบบที่เค้าต้องการ เค้าก็ไม่คบ ... เรารู้สึกว่าถ้าสิ่งที่คนนั้นทำมันไม่ได้ทำให้ใครเสียหายทั้งชื่อเสียง ภาพลักษณ์และความรู้สึก ก็ไม่ควรเอาการอุปทานหมู่มาทำร้ายใคร
   ซึ่งตอนนี้เราเพิ่งเรียนจบ และเรียนจบแบบ 'ตัวคนเดียว' ไม่มีเพื่อน ไม่มีใคร แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ อิสระและความสบายใจ ... ตอนเราอยู่กับเพื่อนนั้น เราอาจจะไม่เหงาก็จริงแต่เราไม่มีความสุข เพราะเพื่อนชอบกิน ชอบเที่ยว แต่เราไม่ชอบเราเลยไม่ไป  พอไม่ไปก็จะเป็นประเด็นให้แซะ แขวะเรามาตลอด ซึ่งเรารู้สึกว่าอยู่แบบนั้นเราไม่มีความสุข จนมาได้อยู่ตัวคนเดียวจริงๆ มันอาจจะรู้สึกแย่มากๆในช่วงแรกๆ รู้สึกเหงา เศร้า วิตก คิดมาก ซึ่งในตอนนั้นเราก็หางานอดิเรกทำ เช่น เรียนภาษาเพิ่ม ศึกษาความรู้เพิ่มเติมในสายการเรียนของเรา หาแนวทางพัฒนาชีวิตตัวเองให้ได้ พอผ่านช่วงนั้นมาได้ เราว่าเราคิดถูกแล้วที่เลือกแบบนั้น จบจากมหาลัยแบบมีความรู้ติดตัวออกมา รู้ว่าจะเอาความรู้ตรงนี้ไปใช้ในการทำงานยังไง ...

... ขอบคุณตัวเองที่อดทนมาได้ถึงขนาดนี้ อาจจะเดินทาง ทำอะไรผิดๆถูกๆบ้าง แต่ก็
ช่างมันเถอะ

   
   
SHARE
Writer
BRW
Storyteller
ผู้หญิงที่โดดเดี่ยวกับชีวิตทั้งชีวิตที่ไม่มีเพื่อน ไม่มีแฟน ไม่มีใครนอกจากครอบครัว เดียวดายทั้งโลกออนไลน์และโลกของความจริง

Comments