Japan Memory 2 : “มัตสึเอะ” ประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต
ร้อยเรียงบันทึกเดินทางตอนที่ 2 นี้...ดิฉันยังอยู่ที่ “จ.ชิมาเนะ” ค่ะ หลังจากตอนที่แล้ว ดิฉันเดินทางไปยังจุดหมายสูงสุดตลอดกาลที่ใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็กๆ ในการไปญี่ปุ่นอย่าง “อิซึโมะ” เดินเตร็ดเตร่อยู่ใน “ถิ่นสถิตของเหล่าทวยเทพ” ครึ่งค่อนวัน ดิฉันก็นึกสนุกเดินทางไปยัง “เมืองเอก” ของจังหวัด แทนที่จะยืนรอรถเมล์กลับไปที่สถานีรถไฟ “JR อิซึโมะชิ” สถานีปลายทางแรกที่ดิฉันลงในเช้าวันนั้น และใช้บริการรถไฟของรัฐที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศไปที่เมืองนั้นเหมือนนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ดิฉันเลือกเดินเฉื่อยชาไปที่สถานีรถไฟเล็กๆ รูปทรงแปลกตาแต่ว่ามีความเก่าแก่เกือบ 90 ปี นั่นคือ “สถานีศาลเจ้าอิซึโมะไทฉะ” ของบริษัทรถไฟ Ichibata 

แม้จะมีการตกแต่งทำสีใหม่ แต่บรรยากาศของม้านั่งไม้ในสถานียังให้ความรู้สึกคลาสสิก ดิฉันยืนมองบริเวณสถานีอยู่พักหนึ่งก่อนจะสังเกตเห็นตู้แสนธรรมดาคล้ายตู้กดสั่งอาหารอัตโนมัติ ในบริเวณนั้นไม่มีรูปแผนผังเส้นทางเหมือนกับสถานีรถไฟใหญ่ๆ ในเมืองแต่อย่างใด ชนิดว่าถ้าไม่สังเกตคงไม่รู้ว่านั่นคือ “ตู้จำหน่ายตั๋ว” หากไม่รู้ชื่อสถานีที่จะลงและอ่านภาษาเจ้าบ้านไม่ออก อาจจะงุนงงอยู่พอดู เพราะที่นี่ไม่มีพนักงาน จะมีก็เพียงนายสถานีที่ยืนอยู่ตรงประตูปล่อยรถด้านนอกเพื่อตรวจตั๋วเท่านั้น

ดิฉันกดเลือกสถานีปลายทางที่ “สถานีมัตสึเอะชินจิโกะออนเซ็น” เพื่อเดินทางไปยัง “มัตสึเอะ” เมืองเอกของจังหวัดชิมาเนะ โชคดีที่ดิฉันจับรถไฟเที่ยวเกือบบ่ายโมงได้แบบเส้นยาแดงผ่าแปด เพราะหลังจากนั้นจะไม่มีรถออกจากสถานีอีกเลยเกือบ 2 ชั่วโมง และเพิ่มความสุขแบบอธิบายกวนๆ ได้ว่า “รู้สึกชนะ!!!” อีกนิด เมื่อขบวนรถไฟที่ดิฉันนั่ง บังเอิญเป็นลาย “ชิมาเนะโกะ” น้องแมวสีเหลืองที่มีหมวกเป็นหลังคาทรงกาแลของศาลเจ้าอิซึโมะไทฉะ มาสคอตประจำจังหวัดพอดี แต่เมื่อรถไฟหยุดที่ “สถานีคาวาโตะ” ผู้โดยสารทุกคนก็ต้องบอกลารถไฟแสนน่ารักขบวนนี้เพื่อเปลี่ยนรถไฟไปยังปลายทางที่ต้องการ บางคนเปลี่ยนรถไฟไปที่ “สถานีเด็นเซ็ทสึอิซึโมะชิ” เพื่อไปยังสถานีรถไฟ “JR อิซึโมะชิ” บางคนเปลี่ยนรถไฟไปเส้นทางเดียวกับเรา เวลาบนรถไฟไหลผ่านไปช้าๆ ตามรางที่ตัดผ่านละแวกบ้านเงียบสงบบ้าง เลียบแนวภูเขาบ้าง นาข้าวสีเขียวบ้าง เมื่อรางรถไฟวิ่งเลียบ “ทะเลสาบชินจิ” สิ่งที่เรียกความสนใจจากดิฉันไม่ใช่เพียงความกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาของทะเลสาบน้ำกร่อยขนาดใหญ่เป็นอันดับ 7 ของประเทศ หากแต่เป็นความตื่นเต้นของชาวญี่ปุ่นกลุ่มหนึ่งที่มาเที่ยวที่นี่ แอบเรียกรอยยิ้มได้เบาๆ

...ขนาดเจ้าบ้านยังตื่นเต้น คงไม่ต้องอธิบายว่าความสวยงามของท้องน้ำแห่งนี้ยิ่งใหญ่ขนาดไหน... 

จนถึงเวลาที่รถไฟมาถึงปลายทาง เมื่อเดินออกมาดิฉันก็พบออนเซ็นแช่เท้าบริการฟรีอยู่หน้าสถานีทางขวามือ ก็ว่าจะแช่เท้าและรอรถไปพลางๆ แต่รถเมล์ Shimane Lake Line ก็บังเอิญมาพอดี เลยทำได้แค่เก็บความประทับใจไว้ด้วยตากับกล้องถ่ายรูป

หลังจากนั่งโดยสารบนรถไฟแสนกะทัดรัดสีแดงมาได้พักหนึ่ง ด้วยความที่รถเมล์วิ่งแบบวนลูปทางเดียว กว่าจะวนไปถึงจุดหมายตามลำดับป้ายคงใช้เวลามากโข ดิฉันจึงลงที่ป้าย “Karakoro Art Studio” ซึ่งเป็นป้ายที่ใกล้ที่สุดและสามารถเดินไปที่นั่นได้ แล้วเดินกางร่มชิลล์ๆ ท่ามกลางสายฝนปรอยเบาๆ ไปตามทางหลวงหมายเลข 37

จนกระทั่งพบอนุสาวรีย์ของยอดบุรุษผู้หนึ่งที่ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นกล่าวไว้ว่าสามารถเอาชนะหมูป่าจนได้เป็นข้ารับใช้ของ “โทโยโตมิ ฮิเดโยชิ” ไทโคเจ้าพิภพผู้รวบรวมญี่ปุ่นเป็นปึกแผ่นได้สำเร็จ ก่อนจะเปลี่ยนขั้วมารับใช้ “โทกุกาว่า อิเอยาสึ” โชกุนผู้ปิดฉากยุคเซ็นโงคุและพลิกแผ่นดินเข้าสู่ยุคเอโดะ

...“โฮริโอะ โยชิฮารุ” ...เจ้าเมืองมัตสึเอะคนแรก...ในมือของเขาถือด้ามพัดชี้ไปที่ 1 ใน 12 ปราสาทดั้งเดิมของญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง...“ปราสาทมัตสึเอะ”...

หากมองย้อนกลับไปในสมัยประวัติศาสตร์ ที่นี่คือปราสาทที่มีชัยภูมิดีเยี่ยม คูเมืองล้อมด้วย “แม่น้ำเคียวบาชิ” ซึ่งเชื่อมกับ “ทะเลสาบชินจิ” และ “ทะเลสาบนากะอุมิ”...ป้อมปราการที่มีความอุดมสมบูรณ์และการสัญจรออกทะเลได้ง่ายนี้เอง ทำให้ชิมาเนะเป็นเมืองท่าสำคัญแห่งหนึ่งในสมัยเอโดะ

ดิฉันเดินขึ้นบันไดแสนชันและแคบไปอย่างระวัง ไฟแสงจันทร์สลัวทำให้บรรยากาศภายในคล้ายการใช้แสงเทียนหรือคบไฟในสมัยโบราณ ร่องรอยการปลูกสร้างแบบเข้าลิ่มต่อเดือยยังคงมีให้เห็นทั่วไป เสาเอก 2 เสาที่ใช้การยึดไม้ด้วยเหล็กคล้ายลูกแม็กซ์ขนาดใหญ่คือสิ่งหนึ่งที่ทุกคนต้องหยุดมองอย่างสนใจ หน้าต่างเล็กๆ ดูแปลกที่ใช้เป็นช่องส่องปืนและธนู มีป้ายบอกเล่าเรื่องราวและตู้จัดแสดงข้าวของต่างๆ บ้างแต่ไม่มากนัก คงเพราะเอาไปจัดแสดงไว้ใน “พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์มัตสึเอะ” เสียมากกว่า เมื่อขึ้นไปถึง “ห้องเทนงู” ซึ่งเป็นห้องชั้นบนสุดของปราสาท สายลมจากทะเลสาบชินจิที่กระหน่ำเข้ามาทำเอาผมฟูยุ่งของดิฉันยิ่งยุ่งเหยิงเข้าไปใหญ่ ทิวทัศน์โดยรอบที่เห็นจากห้องนี้ นอกจากความสวยงามของท้องน้ำที่หล่อเลี้ยงชาวชิมาเนะ แหล่งจับ “หอยชิจิมิ” อาหารท้องถิ่นของจังหวัดแล้ว ในสมัยก่อนคงสามารถมองเห็นข้าศึกที่เข้าประชิดได้ชัดเจนทุกอณู ทำให้วางแผนป้องกันได้อย่างทันท่วงที จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไม “ปราสาทดำ” แห่งนี้จึงเป็นปราสาทเพียงองค์เดียวที่ยังมี “เทนชู” (หอคอยยอดปราสาท) องค์จริงเหลืออยู่ และยังรอดจากการถูกทำลายขายทิ้ง ก่อนจะได้รับเลือกเป็นสมบัติแผ่นดินมาให้ลูกหลานรวมถึงคนที่สนใจประวัติศาสตร์ได้ศึกษาเมื่อปี 2015

...อินุยาม่า ฮิเมจิ ฮิโกเน่ มัตสึโมโต้ มัตสึเอะ...5 ปราสาทสมบัติของชาติ... 

ดิฉันมีโอกาสไปเยือนมา 3 แห่ง...นอกจากปราสาทมัตสึเอะแล้ว ก่อนจะหยิบมาเล่าในครั้งต่อๆ ไป (แต่เมื่อไร...ไม่บอก XD) ลองทายกันเล่นๆ ดูนะคะว่าอีก 2 แห่งคือที่ไหน

ย้อนเวลาที่ปราสาทมัตสึเอะอยู่พักใหญ่ ดิฉันก็เดินเรื่อยเปื่อยเลียบไปทางปราสาทด้านหลัง จนกระทั่งโผล่ออกไปเจอ “เขตหมู่บ้านซามูไร” ที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของปราสาท ด้วยความที่เวลาค่อนข้างเย็นแล้ว และคนส่วนใหญ่เลือกที่จะหยุดอยู่แค่ดูปราสาทแล้วกลับออกไป ทำให้ที่นี่มีคนเข้ามาเที่ยวประปราย ในบริเวณมี 3 ส่วน ส่วนแรกคือ “พิพิธภัณฑ์เฮิร์น” พิพิธภัณฑ์ที่บอกเล่าเรื่องราวของ “แลฟคาร์ดิโอ เฮิร์น” นักเขียนชาวตะวันตกคนแรกที่เข้ามาพำนักในญี่ปุ่น งานเขียนของเขาคือวรรณกรรมเกี่ยวกับภูตผีปิศาจในตำนานญี่ปุ่นที่โด่งดังมากในฝั่งตะวันตก หลังจากมาพำนักและสร้างครอบครัวกับ “โคอิสึมิ เซ็ตสึ” ภรรยาชาวญี่ปุ่น เฮิร์นก็เปลี่ยนชื่อเป็น “โคอิสึมิ ยาคุโมะ” 

...ใช่ค่ะ...ชื่อรถไฟ Limited Express YAKUMO มาจากชื่อของเฮิร์นนี่เอง...

ส่วนที่ 2 คือ “บ้านของเฮิร์น” มีสวนญี่ปุ่นเล็กๆ บรรยากาศเรียบง่าย มีโต๊ะทำงานจำลอง แม้เฮิร์นจะเป็นชาวกรีก – ไอริช แต่ส่วนสูงเพียง 165 เซนติเมตรของเขา ทำให้โต๊ะและเก้าอี้มีสัดส่วนผิดแปลกจากเฟอร์นิเจอร์ของฝรั่งทั่วไป และส่วนสุดท้ายคือ “บูเกะ ยาชิกิ” บ้านซามูไรโบราณ ที่ทำเอาดิฉันแอบใจหายใจคว่ำกับหุ่น “ไดเมียว” และ “นายท่าน” ที่นั่งอยู่ในบ้าน

...ก็เดินดูคนเดียวรอบๆ บ้านเงียบๆ ในเวลาเริ่มโพล้เพล้ อยู่ดีๆ เจอหุ่นคน จะไม่ให้ตกใจได้ยังไงล่ะ?... 

เวลาไหลผ่านไปเรื่อยๆ จนเย็นย่ำ ถึงเวลาที่เราต้องขึ้นรถเมล์ไป “สถานีมัตสึเอะ” และนั่ง YAKUMO กลับไปโรงแรมที่พักที่ จ.โอคายาม่า ซะที สายฝนกระหน่ำไปตลอดทาง ไม่ได้ชะล้างความประทับใจที่มีต่อจังหวัดเล็กๆ ออกไป เหมือนเป็นสิ่งเน้นย้ำความทรงจำให้ยังชัดเจนอยู่เสมอ ว่าหากได้ยินเสียงฝนเช่นนี้ ให้นึกถึงวันที่ไปเดินคลุ้มฮู้ดกางร่มเที่ยวชิมาเนะในวันนั้น

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ชิมาเนะเป็นเมืองน่าเที่ยว คือความเรียบง่ายไม่พลุกพล่าน และส่วนลดตั๋วเข้าชมของนักท่องเที่ยว ซึ่งหากแสดงพาสปอร์ตก็จะได้ส่วนลดตั้งแต่ 13 – 50% แต่สิ่งที่ได้รับ...ยิ่งใหญ่กว่าราคาตั๋วมากๆ ผู้คนน่ารัก ของกินท้องถิ่นแสนอร่อย ความเป็น Real Japan ที่ยังไม่มีการปรุงแต่ง ทำให้รู้สึกอบอุ่นเสมอเมื่อคิดถึง...ยินดีที่สุดที่ได้ไปเยือน

วันนี้พอแค่นี้ก่อน...คราวหน้าจะหยิบบันทึกเดินทางเมืองไหนมาเล่า To be continued ^^

SHARE
Written in this book
Movement Diary
Travel Guide & Travel X (Treme) perience
Writer
RealBummie
Ms.Introvert
Cold Heart Introvert Girl in Grey Silence World who live so strong & in style with headphone.

Comments